Get Adobe Flash player

เจ้าพระยาราชศุภมิตร ผู้ปราบ “ยี่หินคะนองศึก”! ร.๖ ทรงปลอบใจที่ “บุนนาค” ไม่ยอมให้ใช้นามสกุล!! โดย: โรม บุนนาค

Font Size:

เจ้าพระยาราชศุภมิตรเริ่มชีวิตราชการโดยตั้งต้นมาจากพลทหารสร้างความดีความชอบในแผ่นดินไว้มากมายแต่ที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆ ก็ได้แก่การปราบอั้งยี่คะนองศึกบังอาจถึงขั้นปิดถนนเจริญกรุง ขุดสนามเพลาะรบกันเองจนต่อมาท่านได้ขึ้นเป็นถึง พระตำรวจเอก สมุหพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์แต่กระนั้นท่านก็พบกับเรื่องเศร้าที่คนในตระกูล “บุนนาค” รังเกียจที่จะให้ท่านร่วมสกุลทั้งๆที่ท่านมีสายเลือดจากต้นตระกูลทั้งพ่อและแม่ จนรัชกาลที่ ๖ทรงเห็นใจพระราชทานนามสกุลใหม่ให้

เจ้าพระยาราชศุภมิตรเป็นคนเกิดในปี ๒๓๘๙ เดิมชื่อ “อ๊อด” เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในปีแรกที่รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ในตำแหน่งมหาดเล็กวิเศษเวรฤทธิ์ ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๑๓มีการตั้งกรมทหารมหาดเล็กขึ้น ท่านจึงสมัครเข้าเป็นพลทหารมหาดเล็กพร้อมกับเข้าศึกษาในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงซึ่งตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวัง

พลทหารอ๊อดได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปี พ.ศ.๒๔๑๗ ได้รับพระราชทานยศ นายร้อยตรี ตำแหน่งผู้บังคับหมวด ที่ ๖กรมทหารมหาดเล็ก และเป็นนายร้อยโทในปี พ.ศ.๒๔๒๐เมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพมารับตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กในปีพ.ศ.๒๔๒๗ ได้ขอพระราชทานให้ ร.ท.อ๊อดเป็นหลวงศิลปสารสราวุธ รุ่งขึ้นอีกปีก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นร.อ.จมื่นวิชิตไชยศักดาวุธ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆก็ได้เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารม้าและทหารราบรักษาพระองค์ล่วงหน้าไปคอยรับเสด็จ ในปี พ.ศ.๒๔๓๐ ได้เลื่อนยศเป็นนายพันตรีตำแหน่งผู้ช่วยผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จนในปี พ.ศ.๒๔๓๒จึงมีโอกาสได้ทำงานที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังในการปราบอั้งยี่

ในสมัยนั้น ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๔มีการเริ่มทำเหมืองแร่กันในแหลมมลายูซึ่งยังเป็นของไทยพวกนายเหมืองได้ขนกุลีจากเมืองจีนหลายหมื่นคนมาเป็นกรรมกรขุดแร่และมีการแย่งคนงานกัน ทั้งนายเหมืองบางคนยังโกงค่าแรงคนงานพวกกุลีจึงรวมตัวกันปกป้องผลประโยชน์ของตัว จนเกิดเป็นคณะ “อั้งยี่” ต่อมาได้แตกออกเป็น ๒ ก๊ก คือ พวกอั้งยี่หิ้น และพวกตั้งกงสีแต่คนไทยมักเรียกพวกอั้งยี่รวมกันว่า “พวกยี่หิน”

อั้งยี่ได้ระบาดจากภาคใต้เข้ามากรุงเทพฯโดยผู้รับเหมาเก็บภาษีอากรได้ใช้อั้งยี่ ซึ่งก็คืออันธพาลเป็นเครื่องมือในการเก็บภาษี และข่มขู่ไม่ให้ผู้อื่นเข้าประมูลแข่งซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ใช้อันธพาล จนในที่สุดก็รบกันเอง

ในปี พ.ศ.๒๔๓๒อั้งยี่ในกรุงเทพฯ ๒ ก๊ก คือ ตั้งกงสี และ ซิ่วลิ่วกือได้ปิดถนนเจริญกรุงแถวถนนตกรบกัน จนรถม้า รถรางและประชาชนไม่สามารถเดินทางผ่านไปมาได้บริษัทห้างร้านซึ่งมีชาวต่างประเทศอยู่ย่านนั้นมาก ต้องปิดกิจการหมดเหลือกำลังที่ตำรวจนครบาลจะปราบปรามได้กระทรวงนครบาลจึงได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวงยุทธนาธิการ (กระทรวงกลาโหม)ให้ฝ่ายทหารช่วย
จอมพลเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดชเสนาบดีกระทรวงยุทธนาธิการ จึงเรียกประชุมทหารบกและทหารเรือในวันที่ ๒๐มิถุนายน ขณะที่อั้งยี่ปิดถนนมา ๓ วันแล้ว กางแผนที่พระนคร-ธนบุรีออกวางแผน

รุ่งเช้าวันที่ ๒๑ รถรางที่หยุดเดินมา ๔ วันแล้วก็ออกจากต้นทางที่ศาลหลักเมืองเป็นขบวน ทุกคันเต็มไปด้วยทหารที่นำโดยพ.ต.จมื่นวิชิตไชยศักดาวุธ มุ่งสู่ยานนาวาโดยมีนัดหมายกับทหารเรือที่นำโดยพระยาชลยุทธโยธิน (เอ. ตูเปลริเดธิเชอเลียว) ผู้บังคับการทหารเรือชาวเดนมาร์ค ที่นำกำลังมาทางน้ำไว้ในเวลา ๘ นาฬิกาตรง

ประชาชนสองข้างถนนเจริญกรุงเห็นทหารมาเต็มรถรางเป็นขบวน ก็รู้ว่าเป็นการยกทัพไปปราบอั้งยี่แน่

เมื่อได้เวลาตามยุทธการพ.ต.จมื่นวิชิตไชยฯก็นำทหารเข้าตะลุย โดยมีทหารเรือตลบมาอีกทางพวกอั้งยี่ต่อสู้ถูกยิงตายไป ๕ คน จนถึงเวลา ๑๒.๐๐ น.ก็เผด็จศึกได้ราบคาบรื้อเครื่องกีดขวางการจราจรให้คืนสู่ปกติ จับอั้งยี่ได้ราว ๑,๐๐๐ คน
จมื่นวิชิตไชยฯได้ผูกผมเปียพวกอั้งยี่ที่จับได้มัดรวมกันเป็นพวงๆนำขึ้นรถรางมาควบคุมไว้ที่กรมยุทธนาธิการโดยท่านจมื่นต้องยืนหน้ารถคันแรกคู่กับคนขับรถรางมาตลอดคอยโบกมือให้ประชาชนที่เรียงรายสองข้างทางตั้งแต่ถนนตกจนถึงศาลหลักเมืองปรบมือโห่ร้องกันด้วยความชื่นชม

ความดีความชอบในครั้งนี้พ.ต.จมื่นวิชิตไชยฯได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น พระราชวัลภานุสิษฐ์ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กอันเป็นตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานที่ท่านเริ่มมาจากพลทหารทั้งยังได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นราชองครักษ์พิเศษประจำพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ มกุฎราชกุมาร

ในวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๗เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทายาทแห่งราชบัลลังก์สิ้นพระชนม์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นพระบรมโอรสาธิราช มกุฎราชกุมารซึ่งขณะนั้นกำลังทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษโดยอัญเชิญพระบรมราชโองการสถาปนาและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปทำพิธีที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอนซึ่งนับเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่มีการสถาปนาองค์รัชทายาทราชบัลลังก์ในต่างประเทศ
ในคณะที่อัญเชิญพระบรมราชโองการออกไปนี้ได้โปรดเกล้าฯเลื่อนยศและบรรดาศักดิ์ นายพันตรี พระราชวัลภานุสิษฐ์ขึ้นเป็น นายพันโทพระยาราชวัลภานุสิษฐ์โดยให้พ้นจากตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ไปเป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์สมเด็จพระยุพราชองค์ใหม่ที่กรุงลอนดอนด้วย
ก่อนที่จะทรงมอบตำแหน่งที่ต้องจากบ้านจากเมืองไปนี้พระพุทธเจ้าหลวงได้ตรัสถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวว่ามีสิ่งไรที่ต้องห่วงหรือไม่ ท่านเจ้าคุณมีมารดาที่ชราภาพอยู่แต่ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงกราบทูลว่าไม่มีแต่เมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบในภายหลังก็ทรงรับอุปถัมภ์เป็นพระราชธุระ จนเจ้าคุณราชวัลภาฯหมดความกังวลทางครอบครัว
ขณะที่สมเด็จพระยุพราชทรงศึกษาอยู่ที่อังกฤษพระยาราชวัลภานุสิษฐ์ได้รับราชการใกล้ชิดพระยุคลบาทเป็นพระอภิบาลผู้สนิทตลอดเวลา และเมื่อเสด็จคืนพระนครก็ยังรับราชการประจำอยู่ในราชสำนัก ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมวังและได้รับพระราชทานเลื่อนยศทางทหารเป็นนายพันเอกและพลตรีตามลำดับ

ครั้นเมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติก็ยังรับตำแหน่งราชองครักษ์ โปรดเกล้าฯพระราชทานยศเป็นพระตำรวจโทและพระตำรวจเอก ตำแหน่งสมุหพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์และเป็นราชองครักษ์พิเศษ

ในปี ๒๔๕๖มีประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร)บุตรของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ)ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยาอัครมหาเสนา (บุนนาค) ได้ขอพระราชทานนามสกุลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯได้พระราชทานนามสกุลให้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ว่า “บุนนาค”
ซึ่งเท่ากับเชื้อสายของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาในรัชกาลที่ ๑ ได้นามสกุลว่า “บุนนาค”

พระยาราชวัลภานุสิษฐ์นั้น บิดาของท่านคือ พระมหาสงคราม (ศุข) เป็นบุตรของหลวงแก้วอายัด (จาด) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยาอัครมหาเสนา

ส่วนมารดาของท่านคือท่านเป้า เป็นธิดาของพระยาศรีอรรคราชนารถภักดี (เมือง)ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาเช่นกันท่านจึงมีเชื้อสายของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาทั้งพ่อและแม่แต่ฝ่ายเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ถือว่าบุตรของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาซึ่งเกิดจากเจ้าคุณนวลน้องสาวของสมเด็จพระอมรินทรา พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ ๑๐คนเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็น “บุนนาค สายเจ้าคุณนวล” และเป็นราชินีกุลส่วนบุตรของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาที่เกิดจากภรรยาคนอื่นๆนั้นไม่ได้เป็นราชินีกุล จึงไม่ยอมให้ใช้สกุล “บุนนาค"

ฉะนั้นเพื่อไม่ให้พระอภิบาลของพระองค์เสียใจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯจึงทรงพระราชทานนามสกุลใหม่ให้พระยาราชวัลภานุสิษฐ์ ดังนี้
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)

วันที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๕๖
ถึงพระยาราชวัลภานุสิษฐ์ (อ๊อด)

เรื่องนามสกุลของพระยาราชฉันได้ไตร่ตรองดูเปนปัญหาอยู่บ้าง ถ้าจะว่าไปตามจริงพระยาราชก็นับว่าสืบสกุลจากเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)  เพราะฉะนั้นถ้าแม้จะใช้นามว่า  “บุนนาค”  เปนนามสกุลก็ควรอยู่แต่ยังมีพวกลูกหลานเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)ซึ่งเกิดแต่เจ้าคุณนวลนั้นดูเขาหวง ๆ สกุลของเขาอยู่ดูเขาปรารถนาอยู่ที่จะให้มีแสดงชัดว่าข้างเขาเปนลูกเมียหลวงและเปนราชินิกุล   เจ้าพระยาภาสกรวงษ์จึงได้ออกความเห็นว่าควรให้ใช้นามสกุลว่า  “บุนนาค-นวล”  ส่วนผู้ที่สืบสกุลจากเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)นอกจากทางเจ้าคุณนวลนั้น  เจ้าพระยาภาสจะให้ใช้นามสกุลว่า “บุนนาค” เฉย ๆ

แต่ส่วนฉันเองเห็นว่าเจ้าคุณนวลเปนข้างฝ่ายผู้หญิง ไม่ควรจะเอานามท่านเข้าไปปนเปนนามสกุลเพราะตามเกณฑ์ก็ว่าผู้ชายเปนผู้ตั้งสกุลเพราะฉะนั้นฉันจึงจะแนะนำเจ้าพระยาภาสว่า นามสกุลควรใช้แต่ “บุนนาค” เท่านั้นแต่ที่แนะนำเช่นนี้บางทีเจ้าพระยาภาสและพงษ์ญาติบางคนก็จะไม่พอใจนักเพราะถ้าจะใช้ชื่อ “บุนนาค” เฉย ๆ ฉะนั้นแล้ว  บรรดาผู้ที่สืบสกุลจากท่านเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)ก็จะได้ใช้นามอย่างเดียวกันไปหมดไม่มีอะไรจะแสดงให้เห็นได้เลยว่าใครเปนลูกหลานจากสายเจ้าคุณนวลซึ่งพวกลูกหลานเจ้าคุณนวลไม่ต้องการเลย  ต้องการให้มีอะไรแสดงว่าเขาดีกว่าคนอื่น ๆ

เมื่อเปนเช่นนี้แล้ว  ฉันจึงเห็นว่า ถ้าพระยาราชวัลภานุสิษฐ์จะใช้ “บุนนาค” เปนนามสกุลก็คงถูกพวก “นวล” รำคาญว่าอีกฉันเห็นว่าพระยาราชควรใช้นามสกุลเสียใหม่อย่าให้ต้องมีปัญหาให้รำคาญใจจะดีกว่า

เพราะฉะนั้นฉันขอให้นามสกุลพระยาราชวัลภานุสิษฐ์ว่า “ศุภมิตร” เขียนตัวโรมันว่า “Subhamitra” เพราะพระยาราชเปนมิตรที่ฉันรักใคร่คน ๑ โดยแท้ ขอให้สกุลศุภมิตรเจริญรุ่งเรืองและมั่นคงอยู่ในกรุงสยามชั่วกัลปาวสาน

วชิราวุธ  ป.ร.

นับแต่นั้นมาพระตำรวจเอก และ พลตรี พระยาราชวัลภานุสิษฐ์ เจ้ากรมพระตำรวจหลวงก็ใส่ชื่อของท่านในสมุดประวัติรับราชการว่า “อ๊อด ศุภมิตร” เป็นต้นมา

ในปีพ.ศ.๒๔๖๓ ในขณะที่พระยาราชวัลภานุสิษฐ์มีอายุ ๖๕ ปีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเกล้าฯพระอภิบาลและราชองครักษ์ศุภมิตรที่สนิทของพระองค์ ขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจารึกในหิรัญบัฏว่า “เจ้าพระยาราชศุภมิตร”

เจ้าพระยาราชศุภมิตรรับราชการต่อมาจนเข้าวัยชรา จึงขอลาออกใน พ.ศ.๒๔๖๕ แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯไม่ทรงอนุญาต

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่๗ เจ้าพระยาราชศุภมิตรก็ขอลาออกอีกครั้งใน พ.ศ.๒๔๖๙กระนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้ท่านมีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการในกรมพระตำรวจหลวงแต่งเครื่องแบบได้ตามเดิมเหมือนอยู่ในประจำการ และรับเงินเดือนๆละ ๘๐๐ บาท

เจ้าพระยาราชศุภมิตรถึงอสัญกรรมในปี ๒๔๗๒ ขณะมีอายุได้ ๗๕ ปี มีผู้สืบสกุล “ศุภมิตร” ยั่งยืนตลอดมา