Get Adobe Flash player

ถวายชีวิตเหนือหัว! “คุณน้ำผึ้ง - ม.ล.สราลี” เด็กซนที่ “พ่อหลวง”ทรงอุ้ม (3) โดย ผู้จัดการรายวัน 25 พฤศจิกายน 2559

Font Size:

ทรงอบรม สอนเด็กซน! 
       
เหตุการณ์ที่คุณน้ำผึ้งจำฝังใจไม่เคยลืม เมื่อครั้งยังเด็ก วัยกำลังซนถึงขนาด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมาจากห้องทรงงานพร้อมตรัสสั่งสอนอบรมเด็กๆ ที่แสนซน

“จำได้แม่นเลยว่า สมัยเด็กๆ อายุประมาณ 8 ขวบ กำลังซนเลย ยิ่งอยู่ในแก๊งก๊วนของลูกข้าราชบริพารจะยิ่งซนกันมาก จำได้เลยว่า พระองค์ท่านทรงงานอยู่ห้องหนึ่ง ตรงนั้นก็จะมีระเบียง เด็กๆก็ไปเล่นกันอยู่อีกห้องหนึ่ง แล้วก็เบื่อ เลยเปิดหน้าต่างออกดูก็เห็นว่าปีนเล่นได้ ตอนนั้นอยู่ประมาณ ชั้น 3 เราก็จะเห็นทางที่เป็นปูนยื่นออกมาคล้ายกันสาดแล้วสามารถเดินได้ ความกว้างประมาณฟุตกว่าๆ แล้วคิดดูอยู่ชั้น 3 เด็กทั้งกลุ่ม 6 - 7 คน ปีนออกไปแล้วก็ไถๆ แล้วก็ปีนระเบียงเข้าไปอยู่ในระเบียงบริเวณห้องประทับพระองค์ท่าน เมื่อพระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรเห็นก็ตกใจว่าเด็กมาได้ทั้งกลุ่ม ตัวเล็กๆ ทั้งนั้น เด็กอายุ 7-8 ขวบ หมดเลย มาได้ยังไง พระองค์ท่านก็รีบเสด็จออกมาเลย พร้อมผู้ใหญ่ที่กำลังหารือเรื่องงานอยู่ ทุกคนตกใจว่าเด็กๆออกมาได้ยังไง
       
พระองค์ท่านทรงนิ่งๆ แต่พระสุรเสียงจะมีพลังและน้ำหนัก พระองค์ทรงรับสั่งและชี้มาทางพวกเราว่า “ซนไม่เข้าเรื่อง นี่ถ้าเผื่อตกลงไปจะเป็นยังไง แล้วพ่อแม่จะเป็นอย่างไรเมื่อเราตกลงไป ทำอะไรต้องรู้จักคิด ไม่ใช่นึกแต่สนุกอย่างเดียว” 

ทรงรับสั่งสั้น กระชับ เข้าใจง่าย กลัว ที่กลัวนี่ไม่ได้กลัวพระสุรเสียงพระองค์ท่าน แต่เกรงในพระบารมีของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านทรงพระเมตตามากไม่ได้ทำให้กลัว เหมือนกับพระองค์ท่านสอนเราว่าเราทำไม่ถูกต้องจริงๆนะ แม้ว่าตอนนั้นเราจะยังเด็กแต่เราก็รู้เรื่องนะ ฟังรู้เรื่องเพราะเป็นความจริงทั้งหมด พระองค์ท่านรับสั่งมาเป็นอะไรที่เข้าใจได้ ว่าถ้าเราตกลงไปจะเป็นยังไง ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต จากนั้นก็โดนพ่อแม่ตีกันถ้วนหน้า”
       
กราบแนบพื้นแผ่นดินพ่อ...ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยกับประชาชน
ในวันเคลื่อนพระบรมศพ คุณน้ำผึ้งปฏิเสธการเข้าร่วมพระราชพิธี แต่ขอไปรวมอยู่กับประชาชนกราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เรื่องราวต่อจากบรรทัดนี้คุณน้ำผึ้งเล่าให้เราฟังทั้งน้ำตา “ย้อนไป 13 ตุลาคม วันที่พระองค์ทรงสวรรคต น้ำผึ้งทำงานอยู่ถ่ายรายการตามรอยพระบาทที่ท่าเสด็จ จ.หนองคาย คือจริงๆก็ทราบข่าวมาก่อนวันที่ 13 ว่าพระอาการของพระองค์ท่านทรงไม่ค่อยดี แต่น้ำผึ้งคิดอยู่อย่างเดียวว่า พระบารมีพระองค์ท่านมากมายนัก คิดอยู่ในใจ เข้าข้างตัวเองตลอด ว่าปาฏิหาริย์ต้องเกิด คิดอยู่ในใจ จนทราบว่าพระองค์ท่านไม่ไหวแล้ว เราก็ยังคิดอยู่อีกว่าตราบใดที่พระหทัยพระองค์ท่านยังเต้น ปาฏิหาริย์ต้องเกิด กระทั่งทราบว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ตอนนั้นช็อก ทุกอย่างหยุดไปหมดเลย เหมือนกับลมหายใจเราจะหยุดไปพร้อมกับพระองค์ท่านด้วย
       
เพราะเราไม่ค่อยจะเชื่อ รู้ว่าจริง แต่ทุกคนเวลาเราไม่อยากให้อะไรเกิดขึ้นเรามักจะหลอกตัวเอง พอรู้ว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตเราก็กลับวันนั้นเลย นั่งเครื่องบินกลับไฟลต์ดึกมาถึงกรุงเทพฯ ตอนประมาณตีหนึ่ง
       
วันรุ่งขึ้น วันที่ 14 ตุลาคม วันเคลื่อนพระบรมศพ จริงๆ จะตามพระองค์โสมฯ ไปร่วมพระราชพิธี แต่น้ำผึ้งขอท่านว่า ขอไปอยู่กับประชาชน ไปรอรับพระบรมศพอยู่กับประชาชน และขอกราบพระองค์ท่านที่พื้น รอรับพระองค์ท่านบริเวณพระบรมมหาราชวัง เห็นประชาชนนั่งกันเต็มไปหมด เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุด จึงชวนหลานๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย และคุณหนูสิรินา เฝ้ารับพระบรมศพอยู่รวมกับประชาชน จะไม่ไปอยู่ในพระราชพิธี อยากนั่งกราบพระองค์ท่านตรงพื้นธรณี ของแผ่นดินที่พระองค์ท่านทรงดูแลไพร่ฟ้าแผ่นดินมาตลอดรัชสมัย คือ อยากกราบบนแผ่นดิน จากใจสู่พื้น สู่พระองค์ท่าน เพราะมือของเราจรดลงบนผืนดินศรีษะกับมือจรดชิดกัน พลังความรู้สึกที่เราได้ส่งกระแสจิตไปถึงพระองค์ท่าน
       
วันนั้นทุกคนก็บอกว่าให้เรา 3 คน เข้าไปในพระราชพิธี เราก็บอกขออยู่ตรงนี้ ทั้งสามคนร้องไห้กราบพระองค์ท่านอยู่ที่พื้น ขอมากราบพระองค์ท่านกับพื้น กราบพระองค์ท่านครั้งสุดท้าย น้ำผึ้งว่าพระองค์ทรงรับรู้ด้วยญาณของพระองค์ท่านเอง น้ำผึ้งไม่ได้อาจเอื้อมแต่ความเป็นจริงของเราคือ เราก็เป็นหลานของพระองค์ท่านทางหนึ่ง พระองค์ท่านก็ทรงย่อมรู้ว่า ลูกหลานของพระองค์ท่านก็มาอยู่กับประชาชนตรงนี้ 

วินาทีที่ขบวนพระบรมศพเคลื่อนมาเราได้ยินแต่เสียงสะอื้นร้องไห้ แม้จะแดดแรงทุกคนก็สู้ ประชาชนรักพระองค์ท่านมาก ไม่มีเหตุอะไรเลยที่เราจะไม่รักพระองค์ท่าน จนตอนนี้น้ำผึ้งเห็นรูปพระองค์ท่านก็ยังรู้สึกตื้อๆอยู่เลย 70 ปีที่พระองค์ท่านทรงอยู่กับประชาชนทรงทำอะไรให้ประชาชนมากมาย แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นพระองค์ท่านทุกวัน ไม่เหมือนคุณพ่อและท่านแม่ที่ได้รับใช้ถวายงานพระองค์ท่าน แต่สิ่งที่เห็นคือพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชน”