Get Adobe Flash player

บางระจัน โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

เมื่อประมาณ 69 ปีมาแล้ว ผมอยู่ในวัยประชาบาล ได้ไปตลาดสดกับแม่ทุกวันหยุด เพื่อช่วยหาบของกลับบ้าน ตลาดสดอยู่ติดกับร้านขายหนังสือทุกชนิด ผมได้เข้าไปในตลาดหนังสือ เพื่อรอแม่ซื้อของ ในตอนนี้เอง ผมเรื่มซื้อหนังสือ เสีอใบ เสือดำของ ป อินทรปาลิต (ปรีชา อินทรปาลิต) ไปอ่านที่บ้าน นับจากนั้นผมก็ติดนักเขียนท่านนี้ โดยเฉพาะฃุด พล นิกร กิมหงวน ผมอ่านครบทุกตอน

ต่อมาก็ติด จ ไตรปิ่น เพราะติดเรื่อง ลูกไม่มีพ่อ และ ลูกคนยาก

จากนั้นก็ติด น้อย อินทนนท์ เรื่อง ล่องไพร และอีกหลายๆ เรื่อง ทั้งนักเขียนท่านนี้เคยเป็นครูสอนผมในวิชาการประพันธ์ ในมหาวิทยาลัยด้วย สักวันหนึ่ง ผมจะได้นำเกร็ดของท่านมาเขียนในคอลัมน์นี้

ติด เรื่อง อกสามศอก ไพรกว้าง และ เรืองบู๊ทุกเรื่องของ อรวรรณ (เลียว ศรีเสวก)

ติด พนมเทียน (ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) เรื่อง เล็บครุฑ ทูตนรก กงกรรม มัสยา และนิยายที่ในวงการวรรณกรรมของโลกได้ยกย่องว่า “เป็นนวนิยายที่ยาวและนานที่สุดในโลก” คือ เพชรพระอุมา ซึ่งเขาได้คำนวณว่า ถ้าเอาตัวหนังสือที่ตีพิมพ์มาเรียงกันจะได้ความยาว ถึง 89 กม ซึ่งเมืออ่านเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึง ล่องไพร และ สมบัติพระศุลี (King’s Solomon Mines) เพราะเนื้อหามันคาบเกี่ยวกัน หลายจุดหลายตอน

และติดอย่างซาบซึ้งตรึงใจจนน้ำตาตก บ่อยครั้ง คือ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ ไม้เมืองเดิม (ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง บางระจัน มันไม่ใช่นวนิยาย แต่เป็นประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่กล้าหาญชาญชัย ที่หยิบจอบเสียม มีด พร้า หอกดาบรวมตัวกันต่อสู้ศัตรู ที่รุกรานชาติ ทั้งๆ ที่มีตนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น สามารถสู้ศึกพม่าที่ล้อมเมืองท่างด้านตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาได้ในรูปแบบประจัญบานชนะถึงเจ็ดครั้ง  ถ้าเมืองหลวงยอมส่งปื่นใหญ่ให้ บางทีเราอาจะไม่เสียกรุงด้วยซ้ำ

ประวัติศาสตร์ตอนนี้ เราได้มาจากการบันทึกของหอสมุดแห่งประเทศพม่าในยุคที่จอมพล ป พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เปิดสัมพันธ์ทางการทูตและการเมืองในยุคนี้น พร้อมกับประวัติของนายขนมต้ม ที่เคยชกมวยชนะทุกคนต่อหน้าพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์พม่า

ทั้งได้รายละเอียดเพิ่มเติมของศึกบางระจัน อีกส่วนหนึ่งที่เราไม่ได้บันทึกไว้ คือ การต่อสู้ของขุนรองปลัดชู ทหารเสือกองทัพบางระจัน อันเป็นชาวเมืองวิเศษไชยชาญ ซึ่งได้นำนักสู้จำนวนสี่ร้อยเศษ ไปรับศึกพม่าที่ตำบลอ่าวหว้าขาว จ ประจวบคีรีขันธ์พร้อมกับทัพของกรุงศรีอยุธบา ซึ้งนำโดยพระยารัตนาธิเบศร์ แต่พอประจัญบาน เจ้าคุณแม่ทัพเห็นว่าสู้ไม่ไหว สั่งให้ถอยทัพเข้าพระนคร แต่ขุนรองปลัดชูไม่ถอย สู้ยันศึกด่วยนักรบเพียงสี่ร้อยเศษกับทหารพม่าถึงสามหมื่นเศษ ได้ถึงสามวัน ที่สุดขุนรองและนักรบบางระจันก็ตายกันหมด ที่น่าแปลกที่ศพทุกศพไม่มีบาดแผลเลย สู้ไม่มีวันหยุดจึงจมน้ำตายเพราะหมดแรง

เพราะนักรบบางระจัน ยันศึกไว้ ทำให้พระยาแม่ทัพ ได้กลับเข้าสู่กรุงฯ ได้ปลอดภัย

รายละเอียดการรบที่อ่าวหว้าขาว เราได้จากหอสมุดแห่งชาติของพม่าดังกล่าวแล้ว

ตอนผมเรียน ม 6 ผู้ที่สอนภาษาไทยได้หยิบยกบันทึกที่ว่า พร้อมทั้งประวัตืส่วนตัวของผู้นำของกองกล้าตายชาวบางระจัน ให้พวกเราทราบอย่างลึกซึ้ง เพราะอาจารย์ที่สอนท่านเป็นชาวบ้านวิเศษไชยชาญ ชื่อ อาจารย์จันทร์ นาคนิศร ท่านบรรยายไปน้ำตาคลอไป พวกศิษย์ก็พลอยร้องไห้กันทั้งห้อง โดยเฉพาะ นงนุช สิริมา ปล่อยโฮกันเลย

ที่ผมเกริ่นมายาวนาน ก็เพราะ ละครเรื่อง บางระจัน เพิ่งจะจบไปหมาดๆ แต่แปลกนะไมมีใครวิพากษ์ วิจารณ์ กันขรมเหมือนละครฟอร์มยักษ์ทิ้งหลายเลย ผมยังจำได้ว่า บางระจัน ได้สร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้งๆ แรก เป็นเพียง 15 มม ครั้งที่สอง 35 มม เป็นละครสองครั้ง เช่นกัน ครั้งนี้เป็นฟอ์มใหญ่ยิ่ง แต่ไม่ได้ใจสังคมเลย ทั้งๆ จะหาใครเสียสละเหมิอนชาวบ้านบางระจันไม่มีท่านได้ทำเพื่อชาติด้วยจิตวิญญาณรักชาติ รักแผ่นดินแท้ๆ

จึงได้ข้อสรุปว่า ภาพยนต์หรือละครทุกฟอร์มที่พระเอก หรือนางเอก ตายตอนจบ คนดูเขาไม่ชอบ ยิ่งนางเอก พระเอก ตายทั้งคู่ ก็อย่างหวังเลยว่า สังคมจะพลอยชื่นชม ยิ่งละคร บางระจัน ล่าสุดนี้ตายกันหมดทั้งกองทัพ บางระจัน  เอาเลือดทาแผ่นดิน เอาเนื้อ กระดูก ถมแผ่นดิน เพื่อให้ลูกหลานไทยได้อยู่อย่างปกติสุขสืบมาและสืบไปแต่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ลูกไทยหลานไทย ก็ประทับใจในความกล้าเสียสละนี้กันทุกคน

จึงขอได้โปรดร่วมใจกันอุทิศส่วนกุศล และอนุโมทนาถึงท่านเหล่านี้ได้โปรดได้รับผลนี้เพื่อความสุขสมหวังในสัมปรายภพ ถ้าท่านเหล่านี้นไปสูภพภูมิอื่นแล้ว ก็ขอให้ผลในการที่เราส่งไปให้จงติดตามไปทุกชาติภพด้วยเถิด สาธุ

ผมมีเกร็ดของ บางระจัน อยู่เกร็ดหนึ่ง กล่าวคือ เพื่อนร่วมรุ่นของผมได้มาเป็นผู้ว่าของ เมืองบางระจัน ร่วมอยู่ด้วยระยะหนึ่ง มีนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กลุ่มที่เรียนประวัติศาสตร์ได้มาทัศนศึกษา บ้านบางระจัน ผู้ว่าฯ ได้ออกสนามให้ความร่วมมืออย่างดี ในการนี้ผู้ว่าฯ ได้ประสพพบพักตร์นิสิตสาวคนหนึ่งประทับใจมาก เด็กสาวคนนั้นก็สนใจ ผู้ว่าฯ เพราะท่านเป็นม่ายเมียตายมาหลายปีแล้ว

หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อคบหากันมาตลอด จนเกิดความผูกพันรักใคร่ และตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อฝ่ายสาวเรียนจบ ซึ่งเหลืออีกไม่ถึงปี

ก่อนแต่งงาน สาวเจ้าได้นำ ผู่ว่าฯ มาให้พ่อแม่รู้จัก และเมื่อพ่อได้เห็นหน้าว่าที่ลูกเขย ก็ตะโกนลั่น

 “เฮ้ย ไอ้...มันยังไงกันว่ะนี่”

จึงมีประวัติย้อนหลังกันว่า เพื่อนรุ่นเดียวกันคู่หนึ่งแต่งงานกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยมีลูกตอนเรียนปี่สี่ เพื่อนๆ ก็ไปเยี่ยมที่ รพ เพื่อนที่เป็นพ่อเด็กได้ถามเพื่อนคนหนึ่งว่า “เฮ้ย เมื่อไรมึงจะมีแฟนวะ ทุกคนมีหมดแล้ว เหลือมึงอยู่คนเดียว” เพื่อนตอบว่า “กูรอลูกสาวมึงก็แล้วกัน” เลยเรียกเสียง ฮา กันลั่น เพราะลูกสาวของเพื่อนที่มาเยี่ยม เพิ่งคลอดวั้นนั้นเอง

ที่สุดด้วยพระบารมีของวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ทำให้ “โคเฒ่าได้เคล้าหญ้าอ่อน” นั้นแหละ