Get Adobe Flash player

เล่าขาน "ตำนานพญาครุฑ" เรื่องที่ใครหลายคนยังไม่รู้ โดย ผู้จัดการรายวัน

Font Size:

"ครุฑกับนาคเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะแม่ของครุฑกับนาคเป็นพี่น้องกัน" ประสาท ทองอร่าม หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "ครูมืด" ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทยจากกรมศิลปากร เกริ่นขึ้นในงานเล่าขาน "ตำนานพญาครุฑ" ทำให้ใครหลายคนที่นั่งฟังอยู่ใน "พิพิธภัณฑ์ครุฑ" เกิดอาการครุ่นคิด เพราะถ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกันทำไมครุฑต้องจับนาคกินด้วย
       
ท่ามกลางความสงสัย และอยากรู้คำตอบ "ครูมืด" ค่อยๆ เริ่มเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น กระทั่งยาวไปจนถึงจุดแตกหักของครุฑกับนาคจนกลายเป็นศัตรูต่อกันตลอดกาล
      
"พระทักษะปชาบดีได้ยกสิบสามนางให้พระกัศยปเทพบิดร ซึ่งธิดาสององค์ คือนางวินตา และนางกัทรุ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน โดยนางกัทรุขอพรจากพระกัศยปให้มีบุตรเป็นนาคหนึ่งพันตัว ส่วนนางวินตาขอพรให้มีบุตรเพียงสององค์ แต่ให้มีฤทธิ์อำนาจมากกว่าบุตรของนางกัทรุ นางกัทรุคลอดลูกออกมาเป็นไข่หนึ่งพันฟอง เมื่อเวลาผ่านไปห้าร้อยปีกก็บังเกิดเป็นนาคหนึ่งพันตัว ส่วนนางวินตา คลอดลูกเป็นไข่สองฟอง หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานไข่ก็ยังไม่ฟักเป็นตัว นางวินตาจึงทุบไข่ใบแรก ปรากฏเป็นเทพมีเพียงครึ่งองค์ ไม่มีท่อนล่าง เนื่องจากเกิดก่อนกำหนดนามว่า อรุณเทพบุตร
       
พระอรุณโกรธนางวินตาที่ทำให้ตนพิการ จึงสาปให้ต้องไปเป็นทาสนางกัทรุเป็นเวลาห้าร้อยปี แต่ก็บรรเทาคำสาปว่า หากนางวินตาสามารถทนรอไปอีกห้าร้อยปีจนไข่อีกฟองหนึ่งฟักเป็นตัว บุตรในไข่ใบที่สองจะช่วยนางให้พ้นคำสาป ต่อมานางวินตา และนางกัทรุแข่งพนันทายสีม้าเทียมรถทรงของพระอาทิตย์ โดยมีข้อแม้ว่าหากผู้ใดแพ้ต้องยอมเป็นทาสของอีกฝ่ายหนึ่ง นางกัทรุใช้อุบายให้นาคผู้เป็นลูกเข้าไปแทรกอยู่ในรถขนม้า เพื่อให้สีเปลี่ยนไป นางวินตาจึงแพ้พนัน กลายเป็นทาสของนางกัทรุ
       
หลังจากนั้นอีกห้าร้อยปี ไข่ใบที่สองก็แตกออกมาเป็นบุตรผู้มีกำลังมหาศาล มีรัศมีทองสว่างไสวกว่าพระอาทิตย์นับร้อยเท่า มีศีรษะ จงอยปาก และปีกเหมือนนกอินทรี แต่ร่างกาย และแขนขาเหมือนมนุษย์มีนามว่า "เวนไตย" (แปลว่า เกิดจากนางวินตา)
       
เมื่อพญาเวนไตยเติบโตขึ้น ทราบว่ามารดาตนต้องเป็นทาสของกัทรุเพราะแพ้อุบาย จึงขอไถ่ตัวนางวินตาจากเหล่านาค พวกนาคก็ยินยอม โดยมีข้อแม้ว่า พญาเวนไตยต้องไปเอาน้ำอมฤตที่พระอินทร์เก็บรักษาไว้บนสวรรค์มาให้พวกตน
       
พญาเวนไตยตกลง โดยก่อนออกเดินทางได้ขอพรจากมารดา ซึ่งนางวินตาบอกว่า ระหว่างทางหากหิว ให้กินเฉพาะคนป่าเถื่อน (นิษาท) และห้ามทำอันตรายพวกพราหมณ์โดยเด็ดขาด พญาเวนไตยก็รับคำมารดา ระหว่างทางเมื่อเกิดความหิวก็จับพวกนิษาทกินเป็นอาหารแต่ก็ไม่อิ่ม จึงไปจับเต่า (วิภาวสุ) และช้าง (สุประตึกะ) ซึ่งเดิมเป็นอสูรพี่น้อง แต่เกิดความโลภแย่งสมบัติกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างสาปให้กลายเป็นเต่า และช้างที่มีขนาดใหญ่โตมาก 

พญาเวนไตยเอาปากคาบสัตว์ทั้งคู่บินไปเกาะกิ่งไทรที่มีความยาวถึงหนึ่งร้อยโยชน์ แต่กิ่งไทรทานน้ำหนักไม่ไหว หักลงมา พญาเวนไตยแลเห็นว่าบนกิ่งไทรมีพวกฤาษีแคระซึ่งเรียกว่า "พาลขิยะ" มีขนาดเท่านิ้วมือ จึงเอาเท้าจับกิ่งไทรบินพาไปวางไว้ที่เขาเหมกูฏ
       
พวกฤๅษีเห็นว่า พญานกตนนี้มีจิตใจงดงาม จึงให้ชื่อว่า "ครุฑ" แปลว่าผู้รับภาระอันหนัก ทั้งยังให้พรว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดให้สำเร็จตามประสงค์ และให้มีพละกำลังมหาศาล ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ จากนั้น พญาครุฑก็บินไปยังเทวโลก แต่เจอผู้รักษานำน้ำอมฤต นั่นก็คือ พระอินทร์จึงการเกิดสู้รบกัน แม้จะถูกสายฟ้าของพระอินทร์ฟาดได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนึ่งเท่านั้น
       
เรื่องนี้พระนารายณ์ทราบดีว่า พญาครุฑไม่ได้เอาน้ำอมฤตมากินเอง แต่ต้องการจะไถ่ความเป็นทาสให้แก่ผู้เป็นแม่ จึงมอบน้ำอมฤต พร้อมกับให้พรแห่งความเป็นอมตะแม้ตัวพญาครุฑจะไม่ได้ดื่มกินก็ตาม พญาครุฑจึงให้สัจจะแก่พระรายณ์ว่า เรายอมเป็นพาหนะให้ทานให้ขับขี่เดินทางเวลาเสด็จไปยังที่ต่างๆ