Get Adobe Flash player

การสร้างภูมิคุ้มกัน และแนวความคิดที่เข้มขลังที่สุด โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ทุกเวลาที่ผมมานั่งคิดทบทวนอดีต ทั้งการปฏิบัติตน ครองตน และอยู่ร่วมในสังคมชาติ อันยาวนานจนบัดนี้อีกเพียงยี่สิบปีก็ครบศัตวรรษแล้วว่า มันผ่านมาอย่างไร บนพื้นฐานอะไร จึงพบว่ามันมาจาก..

คำสอนของพ่อและแม่ ปู่ ย่า ตา ยายลุง ป้า น้า อาว์ ให้ครองตัวตาม หลักศีลธรรม จารีตประเพณี และสอนให้รู้จัก บาป บุญ คุณ โทษ โดยเฉพาะย้ำให้รู้ว่าคนทำบาป จะต้องตกนรกไปรับความทุกข็เวทนาอันสาหัสหลายประการ ถ้าทำบุญ คือ ความสุข ตามแนวที่ทุกคนย้ำสอน เมื่อตายแล้วจะไปเกิดในภพภูมิที่ดีในแดนสวรรค์ สุขาวดี แมนสรวง อันไม่รู้จบสิ้น

เมื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนตามเกณฑ์ ครูก็สอนในแนวนี้อีก แต่เพียงละเอียดกว่ามาก ครั้นพอครูพูดถึง แมนสรวง ครูบอกว่า คือ สวรรค์ที่เทวดาผู้ชาย(เทพบุตร)ไปสถิตย์อยู่ ตอนนี้เองไอ้เพื่อนร่วมชั้นก็กระซิบว่า “มึงเห็นไหม ชื่อ กูคือเทพบุตร เชียวนะเว้ย” เพราะมันชื่อว่า แมน ผมกลับหยอกมันว่า แทวดาห่าอะไรวะ สอบได้ที่โหล่ หรือ ตกออกบ่อย มันก็เลยเงียบไป

ยิ่งเรียนสูง ก็ยิ่งได้ความรอบรู้มากขึ้น ผมจำได้ละเอียดหมดทุกเรื่อง จนครูกลับเกรงว่า สมองผมจะล้า แล้วจ้ะล้มเหลวในที่สุด เพราะสมองบรรจุอะไร ต่อมิอะไรเต็มไปหมด ต่อไปจะบรรจุความรู้ที่สูงขึ้นไม่ไหว จนผมเกิดท้อขึ้นมา บังเอิญครูสาวสวยจากลำปาง จบ ครุศาสตร์จากจุฬาฯ ย้ายมาสอนที่โรงเรียนผม ท่านว่า ไม่จริงหรอก สมองคนมันขยายไปได้ไม่รู้สิ้น เพียงแต่เมื่อแก่ตัวลง จะเก็บไว้ไม่หมดเท่านั้น ผมก็เลยสบายใจ ก็หันมาเป็นหนอนหนังสือต่อไป

ผมไม่เคยฆ่าสัตว์เลย เพราะเชื่อจากหนังสือ ธรรมจริยา และหนังสือ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ที่สอนถึงการทำบาปด้วยการทารุณสัตว์ และฆ่าสัตว์ และผลแห่งการทำบาปเป็นอย่างไร ทำให้ติดตาตรึงใจมาตลอด ยิ่งการฆ่ามนุษย์ด้วยกันยิ่งบาปมหันต์

ผมไม่เคยล้กทรัพย์ หรือแสวงหาผลประโยชน์ในทรพัย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบ ไม่เคยยักยอก หรือรับผลแบ่งปันจากหน่อวยงานหรือบุคคลใดๆ ในเชิงทุจริตทุกประเภทตลอดมาจนบัดนี้

ผมไม่เคยล่วงละเมิดทางเพศหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาของผมเอง เว้นแต่สาวเสรีสมัครเล่นในสมัยวัยรุ่นก่อนมีครอบครีว ก็มีบ้างเป็นธรรมดาของคนในยุคนั้น แต่หลังแต่งงานแล้วผมไม่มีเด็ดขาด

ผมไม่เคยพูดเท็จ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ และคำหบาบ(มีบ้างในวงอัป วงรา ของบเพื่อนโขลง)

ผมไม่เสพ สุราเครื่องดองของเมา เบียร์ ไวน์ และบุหรี่

ทั้งหมดนี่จากหนังสือและคำสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นหลักใหญ่

เวลาผมจะโยนทิ้งของทุกครั้งผมจะนึกถึงหนังสือ “ออมไว้ไม่ขัดสน” หนังสือเรียน ม 2 เพราะตัวละครในหนังสือชื่อ ประหยัด และประยูร  เรียนชั้นเดียวกัน ประหยัดเป็นลูกชาวบ้าน ประยูร เป็นลูกเศาษฐี มีอยู่คราวหนึ่ง เด็กคู่นี้ต่องไปแข่งขันยิงธนู ประยูร ยิงก่อนได้ เจ็ดแต้ม ในสิบ พอถึงคราว ประหยัด ยิงบ้าง พอได้แต้มหกแต้ม คันธนูเกิดเดาะหักลง แต่ประหยัดได้ล้วงลงในกระเป๋ากางเกงหยิบเชื่อกกล้วยห่อของออกมาเส้นหนึ่งพันกับคันธนู่ที่เดาะ อย่างแน่นหนา แล้วยิงต่อจนได้ครบสิบแต้ม ชนะประยูร ขาดลอย ก็มีการประท้วงที่ประหยัดเอาเชื่อกมาพันคันธนูที่หักว่า โมฆะ กรรมการบอกว่า เขาไม่ได้เดินออกมาจากสนาแข่งขัน เขามีของเขาเอง นี่คือการ “ออมไว้ไม่ขัดสน” แม่แต่เชือกกล้วยก็มีค่าในตัวมันเองยามถึงเวลา

และยังมีหนังสืออีกเรื่อง คือไม่เป็นไรลืมเสียเถิด เป็นการสอนไม่ให่ถือโกรธ อาฆาต พยาบาท และเป็นการให้อภัยที่ถือว่า เป็นการให้ที่มีคุณค่ารสูงสุด

ทุกๆ เช้าตรู่ผมจะนึกถึงคำพูดที่ว่า “แหม วันนี้อากาศช่างดีจริงนะจ๊ะ” นกกางเขนตัวผู้ได้เอ่ยออกมากับตัวเมียด้วยอารมณ์ ระเริงรื่น “จริงจ้า ๆ “ นกกางเขนตัวเมียสนองตอบ ฯลฯนี่ก็อีกเล่มหนึ่ง “นกกางเขน”

ได้โปรดเอาหนังสือเหล่านี้ หรืออาจจะแต่งใหม่ที่เพิ่มคุณค่าเข้าไปอีกหลาย ๆ แนว ก็ได้ มาเป็นแบบเรียนให้เป็นพื้นฐานของชีวิตตั้งแต่ ป4-ป6 แล้วเราจะได้เด็กไทยที่ทรงคุณค้าต่อไปในอาคตครับ

จากที่ผมได้เรียนศีลธรรมจาก ป 3แบะ ป4 ดังกล่าว ผมสามารถสอบเทียบได้ “ธรรมศีกษาตรี ตอนเรียน ป 3และธรรมศึกษาโท ได้ ตอน ป 4 ซึ่งได้กันน้อยมาก อันเป็นความภาคภูมิสูงสุดของผมครับ

สรุป กรุณาบรรจุหนังสือเข้าหลักสูตรคือ สมบัติผู้ดี ธรรมจริยา หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ไม่เป็นไรลืมเสียเถิด ออมไว้ไม่ขัดสน นกกางเขน ธรรมชาติศึกษา ตื่นเถิดชาวไทย และบทดอกสร้อยต่อไปด้วยครับ