Get Adobe Flash player

เขาว่าผมไม่ผิด โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

               เส้นทางชีวิตมันช่างสับสนเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่แน่นอนมองไม่เห็นและคาดไม่ถึงเสมอ มีทางแยกให้ตัดสินใจเดินอยู่มากมาย การตัดสินใจของแต่ละคนที่จะเดินทางไป หากเลือกเลี้ยวเข้าเส้นทางผิดก็จะต้องตกอยู่ในความยากลำบากและทุกข์เข็ญอย่างแสนสาหัส แต่..ไม่มีใครที่จะรู้ได้ว่าแยกไหนที่ควรก้าวต่อไปจะมีผลต่อชีวิตอย่างไร จนกว่าจะผ่านเส้นทางนั้นไปแล้ว...

               นายหาญหรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม นายฮัน ชายวัยห้าสิบกว่าผิวเนื้อดำแดงรูปร่างค่อนข้างผอมแต่ดูแข็งแกร่งสมส่วน ผูกผมที่ยาวถึงไหล่ของเขาเอาไว้ด้วยหนังสติ๊กง่ายๆ เสื้อผ้าก็ชุดเดิมกางเกงและเสื้อยีนเก่าๆที่เขาใส่ทั้งนอนและทำงานตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ราวกับว่าเขาไม่ได้ใส่ใจในสิ่งฟุ่มเฟือยหรือดูแลตัวเองเท่าที่ควร

               ตัวบ้านก็เป็นบ้านชนิดเคลื่อนที่ได้ทำได้วัสดุง่ายๆ ดูภายนอกเหมือนยกมาตั้งไว้บนผืนดินผืนนั้นซึ่งแวดล้อมด้วยพืชผักที่ปลูกไว้โดยรอบๆ เช่น พริกขี้หนู ต้นมะกรูด ผักชนิดต่างๆ ตลอดจนต้นกล้วยแซมไว้ตามร่องผัก....

               "คุณ ฮัน..อยู่บ้านไหม"

               เสียงตะโกนมาจากหน้าบ้านดังขึ้นพร้อมกับเสียงเห่าของสุนัขที่ผูกไว้กับเส้นเชือกยาวเหมือนกับราวตากผ้า วิ่งไปวิ่งมารูดไปตามเชือกพร้อมกับส่งเสียงเห่าคำราม

               "อยู่ครับ เชิญๆเข้ามา ไม่ต้องกลัวหมาครับ ผมผูกมันไว้อย่างดี มันดุมากชอบเที่ยวไปย่ำกัดกินต้นไม้ของบ้านอื่น บางทีมันก็กัดคนแปลกหน้าด้วย"

               ยายเมรี่คนข้างบ้านซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านของฮันเท่าไรนัก เอ่ยถามฮันหลังจากก้าวเข้ามาในบ้านโดยที่เจ้าของบ้านยังคงให้อาหารปลาตู้ซึ่งวางเรียงรายไว้กว่าสิบตู้ หันหน้ามาทักทายนิดหน่อยอย่างคุ้นเคย

               "เมื่อคืนได้ยินอะไรไหม แถวบ้าน..."

               "ผมได้ยินแต่เสียงหมามันเห่าสักพักแล้วก็เงียบหายไป เกิดอะไรขึ้นหรือครับ"

               ยายเมรี่ นิ่งเงียบไปสักครู่

               "เมื่อคืนนี้ ฉันเห็นคนมาด้อมๆมองๆอยู่แถวบ้าน พอดีหมามันเห่าดังมาก พอฉันออกมาก็เห็นมันขับรถหายไป แล้ว..ไม่ใช่คืนเดียวนะ เห็นมันมาหลายครั้งแล้ว ฉันสงสัยมันคงเป็นพวกผู้ร้ายไม่ประสงค์ดีอย่างแน่นอน หากไม่มีหมามันคงเข้ามาขโมยของที่บ้าน"

               ฮัน สั่นหัวเล็กน้อย

               "เอ..แล้วยายไปแจ้งตำรวจหรือยัง?

               "โทร.ไปแจ้งแล้ว พอตำรวจมามันก็หนีไปหมดแล้ว"

               ฮันยืนฟังอย่างตั้งใจ

               "แล้วยายคิดว่าจะทำอย่างไรดี ระยะหลังนี้มีพวกมิจฉาชีพมากมาย สงสัยจะเป็นพวกตกงานหรือพวกโจรผู้ร้ายที่มักจะเข้าบ้านผู้สูงอายุ บางทีมันก็ทำร้ายเจ้าของบ้านอีกด้วย"

               "ก็เพราะเหตุนี้ เลยอยากมาถามว่า เราจะทำอย่างไรดี เมื่อหลายเดือนก่อนก็มาพอเจอหมามันเห่า มันก็ใช้ปืนยิงหมาตัวเก่าตายไป"

               พูดถึงเรื่องปืนทำให้ฮันถึงกับนิ่งเงียบไปพักใหญ่ๆ พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่

               "นี่ ยาย..ฉันไม่ชอบปืนทุกชนิด หรือแม้แต่ได้ยิน ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเกือบสามสิบปีแล้ว แต่ผมยังหวาดผวา และ เป็นตราบาปติดในใจอยู่ตลอดเวลา ทุกข์ทรมาน บางคืนก็นอนไม่หลับ.."

               "...แล้วหากโจรผู้ร้ายมันเข้ามาในบ้านจะให้ทำอย่างไรดี"

               ฮันตอบแบบไม่ต้องคิดว่า

               "มันอยากได้อะไรก็ให้มันไปเถิด ชีวิตสำคัญกว่าสิ่งของทั้งหมด อีกอย่างนะผมมีความหลังกับเจ้าปืนจนป่านนี้ยังไม่หายกลัว"

               ยายเมรี ทำท่าสนใจ

               "เออ..มันเป็นอย่างไรนะ ถึงบอกว่ามีความหลังกับเจ้าปืน และ ยังไม่หายกลัว ?"

               ฮัน...วางอาหารปลาลงข้างๆตู้ปลาแล้วเดินไปนั่งเก้าอี้รับแขกเก่าๆ พลางเชิญให้ยายเมรีนั่งเดินเข้าไปในห้องครัว พร้อมด้วยกาแฟร้อนๆวางตรงหน้า

               "คุณเมรี ดื่มกาแฟร้อนๆนี้ก่อนครับ ค่อยๆคิดแล้วกัน อย่าไปกลัวมันมากนักพวกนี้ แจ้งตำรวจไปแล้วก็แล้วกัน คราวหน้าก็โทร.ไปเรียกตำรวจเวลาได้ยินหรือเห็นทันที เชื่อว่าคงไม่เกินสิบห้านาทีตำรวจก็มาถึงแล้ว เชื่อเหอะ"

               เมรี กล่าวขอบคุณ พร้อมกับรับถ้วยกาแฟมาถือไว้ เอื้อมมือไปตักน้ำตาลขาวมาเติมพร้อมกับเอาหลอดเล็กๆที่วางอยู่ข้างๆคนไปมา ก่อนที่ยกขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้า

               "เอ..เมื่อกี้คุณฮันบอกว่า มีความหลังกับเจ้าปืนน่ะ เรื่องราวมันเป็นยังไงกันนะ อยากรู้       เหมือนกัน บางทีฉันอาจช่วยแนะนำให้ได้นะ"

               ฮันนิ่งไปนานครู่ใหญ่ เนื้อตัวรู้สึกหนาวๆร้อนๆ หันซ้ายแลขวาราวกับกลัวใครได้ยินเรื่องราวที่เขากำลังจะบอกกล่าวกับยายเมรี เพื่อนบ้านที่เขานับถือมากคนหนึ่งในชีวิต น้ำตาอุ่นๆไหลอาบโหนกแก้มลงมาเกือบถึงปาก....

               เขาทบทวนความหลัง

               "...ถึงแม้จะผ่านเกือบสามสิบปีแล้ว แต่..มันเหมือนเมื่อวานนี้เอง ในเวลานั้นยังหนุ่มแน่น ชีวิตเต็มไปด้วยความคึกคะนอง มันช่างเป็นเวลาที่รุ่งเรืองและมีบุญวาสนาจริงๆ

               ผมไต่เต้าจากเด็กจนๆคนหนึ่ง ถึงแม้ครอบครัวจะยากจนแต่ก็สามารถถีบตัวเองจนเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยได้เนื่องจากพ่อแม่สนับสนุนบ้างและทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอย่างทรหดอดทน ช่วงนั้นมันช่างเป็นเวลาหอมหวนมาก

               จากนั้น ผมได้เป็นเสมียนโรงจำนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่นานก็ไปสมัครไปทำงานกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งซึ่งนับว่ามีเครือข่ายใหญ่โตมาก ผมเป็นถึงผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อของธนาคารทีเดียว..ด้วยความขยันขันแข็ง และเป็นที่นับหน้าถือตาของนักธุรกิจชั้นนำทั่วไป วันหนึ่งๆก็เต็มไปด้วยการเลี้ยงฉลองกับลูกค้า และ ผู้หลักผู้ใหญ่ เรียกว่าบินสูงจนเดินไม่ติดดิน...

               คืนวันหนึ่ง หลังจากไปงานเลี้ยงฉลองกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ต่างก็กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน กว่าจะเลิกก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมขับรถคนเดียวจะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ ความจริงก็รู้สึกเมาๆนิดหน่อย พยายามตั้งใจขับอย่างระมัดระวัง ความจริงด้วยความไม่ประมาทนี่เองทำให้ขับช้า ปกติแล้วผมมีคนขับรถประจำตำแหน่ง แต่เผอิญวันนั้นเขาไม่ว่างก็เลยต้องขับเอง....ระหว่างทางจู่ๆมีรถจี๊บคันหนึ่งตามหลังมาติดๆบีบแตรไล่มาตลอด ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากเห็นเขาอยากไปเร็วก็เหยียบแบรกขับช้าชิดข้างทางให้เขาไปก่อน แต่พอมันขับเร่งมาข้างรถมันตะโกนด่าอะไรของมันก็ไม่รู้...จากนั้นยังไม่พอ..มันขับแซงไปข้างหน้าแล้วจอดขวางรถผมอีก ผมเห็นท่าไม่ดีก็ขับหนีห่างมันออกไป แต่คราวนี้มันขับแซงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วชักปืนยิงมาที่ผมสองสามนัด... ปัง ปัง ปัง !

               เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ผมก็เลยชักปืนที่ติดตัวยิงขู่ขึ้นฟ้า เพื่อไล่มันไป อย่างน้อยก็ให้มันรู้ว่าผมก็มีปืนเหมือนกัน แต่..ที่ไหนได้ การยิงขึ้นฟ้าทำไมไปยิงเจาะหัวคนขับเข้าทำให้รถคันนั้นพลิกคว่ำลงข้างทาง ผมเห็นท่าไม่ดี..ไม่น่าเชื่อจากวินาทีนั้นเอง ทำให้ผมกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายไปเสียแล้ว จากนั้นด้วยความกลัวก็ขับรถไปหาเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อเจ้าเปี๊ยก มันก็เลยพาผมหนีไปอยู่แถวเวียงจันทร์ประเทศลาว ผมอยู่หลายเดือนก็เผ่นไปอยู่ฝรั่งเศสตามเพื่อนคนหนึ่งไป หลังจากนั้นก็มาอยู่อเมริกานี่แหละ เที่ยวเร่ร่อนไปทั่วด้วยความกลัวติดตาราง....สุดท้ายก็มาทำ งานเก็บผลไม้อยู่เฟรสโนและบ้านที่อยู่ในขณะนี้ก็เป็นของเจ้านายยกให้ก่อนที่แกจะตายจากไป

               เรื่องนี้ ผมไม่เคยลืม มันเป็นตราบาปที่ติดตัวติดอยู่ในความทรงจำตลอดเวลา บางคืนก็ฝันถึงเรื่องนี้ถึงกับประสาทจะกินทีเดียว ผมพยายามทุกอย่างที่จะลืมเรื่องนี้แต่ไม่เป็นผลจนถึงทุกวันนี้ มันทุกข์ทรมาน" ยายเมรีตั้งใจฟังอย่างสนใจ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

                "เรื่องนี้ไม่ยาก สามีของฉันก่อนจะตายจากไปก็มีอาการเดียวกันหลังจากกลับจากการเป็นทหารไปรบที่เวียดนาม จนกระทั่งเมื่อกี่ปีมานี่เอง เขาบินไปที่เวียดนามไปที่ๆเขาเคยรบเคยทำอะไรไว้ เขากลับบ้านอาการต่างๆก็หาย...ฮันตัดสินใจในวินาทีนั้นว่า เราก็หนีรอดจากคุกจากตารางมานานแสนนานแล้ว แต่..มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมจากไปเลย คือ คำว่า เป็นฆาตกร เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย!             ...เช้านี้ฮันหรือนายหาญก้าวขึ้นโรงพักในเมืองที่เกิดเหตุในเมืองไทย ก้าวขึ้นโรงพักที่อยู่ในเขตที่เกิดเหตุเมื่อครั้งนั้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก้าวเข้าไป

               "สวัสดีครับ..ผมมาสารภาพผิด ผมเคยยิงคนตาย จับผมได้เลยครับ"

               หลังจากบอกชื่อนามสกุลตลอดจนวันเวลาที่เกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่กลับบอกว่า

               "ไม่มีครับ ไม่มีใครแจ้งความหรือเจ้าทุกข์ในเรื่องนี้แต่ประการใด แถมตรวจดูบัญชีดำก็ไม่มี ...คุณไม่มีความผิดๆอะไรเลยนี่..แล้วคุณจะมาไม้ไหนกันแน่..งง ?"

               เจ้าหน้าที่หลายคนส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน...พลางได้ยินคำเย้ยหยันเข้าหู...

               แปลก..สงสัยไอ้นี่มันบ้า อยู่ดีๆจะเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย ยอมติดคุกซะนี่ สงสัยมันคงเป็นคนจรจัด อยากมีที่พัก..กินข้าวฟรี..มั๊ง...... !!