Get Adobe Flash player

ค่านิยมใหม่..ที่บ้านเกิด โดย : จันจิรา

Font Size:

               เวลาผ่านไปไม่นาน หลายอย่างรอบๆบ้านก็เปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่ฉันได้เห็นกับตาและสัมผัสกับใจ เมื่อกลับไปเยี่ยม "สกลนคร" บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง แต่คราวนี้พ่อแม่ของฉันมีเพื่อนบ้านต่างถิ่น สามีเป็นฝรั่ง ปรับพื้นที่ทุ่งนาเป็นที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

               เล่ากันว่า...หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้กลายเป็นหมู่บ้านอินเตอร์ไปซะแล้ว เพราะสาวน้อยสาวใหญ่ในหมู่บ้านนิยมหาสามีฝรั่ง บ้างก็ด้วยรักชอบพอกันจริงๆ บ้างก็เพื่อเงิน บ้านและที่ดิน ทั้งสาวชาวบ้าน และสามีฝรั่งเหมือนจะเห็นด้วยกันตามข้อตกลง อันแล้วแต่อยากตกลงกัน

               ตามประสาชาวบ้านอินเตอร์ สกลซิตี้ ของชาวเฮา...

               มีเรื่องราวเล่ากล่าวขานมากมายเหลือเกิน ตามปากชาวบ้านในต่างประเทศและสื่อต่างๆ แต่ตอนแรกฉันก็เถียงคอเป็นเอ็นว่ามันไม่จริงดอก พวกเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะก่อนที่ฉันจะจากหมู่บ้านนี้ไปอยู่กับครอบครัวในต่างเมือง ที่นี่เคยเป็นหมู่บ้าน เคยเป็นท้องทุ่งท้องนา ผู้คนต่างมีใจเป็นไทยๆ ให้ความช่วยเหลือกันและกัน และอยู่กันอย่างเป็นสุขตามภาษาท้องถิ่นที่รักสงบ สันติ และมีน้ำใจเป็นเลิศ

               ลูกใครหลานใครต่างก็รู้จักไปหมด ประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยม ยังสงบนิ่งเหมือนน้ำฝนที่แสนจะเย็นฉ่ำ เดี๋ยวนี้ถูกพายุไฟวัตถุนิยม ความฟุ้งเฟ้อ ถาโถมเผาผลาญไปเสียสิ้น และยังไม่รู้ว่ามันจะลามไปถึงไหนและอีกเท่าไร...

               ด้วยความเป็นห่วงเป็นไยและอยากทำความเข้าใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจิตใจ ความคิด จิตวิญญาณของเหล่าผู้หญิงบ้านเราถึงได้เปลี่ยนไป ฉันเลยต้องทำตัวเป็นนักข่าวสอบถามชาวบ้านไปทั่ว แต่ที่สอบถามได้โดยไม่ต้องเกรงใจก็ส่วนมากเป็นเพื่อนๆที่เติบโตมาด้วยกันในทุ่งนา ในหมู่บ้านแห่งนี้ ถึงแม้เราต้องแยกย้ายกันไปอยู่ดินแดนห่างไกล แต่ความเป็นเพื่อนยังเหมือนเดิมทุกประการ

               นานหลายๆปีทีเดียวที่ฉันจากบ้านนาแถบนี้ไป เมื่อหวนกลับมาเยี่ยมพ่อแม่อีกครั้ง ฉันยอมรับว่า ได้รับความตระหนกตกใจแก่ตัวเองอย่างมาก คิดถึงไม่ว่า หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนผันไปตามวิถีใหม่ที่ไม่เคยหรือแม้แต่จะฝันถึงมาก่อนว่า มันจะเป็นไปได้...

               แต่..ที่เห็นๆอยู่ตรงนั้นในหมู่บ้าน มันเป็นความจริงที่ไม่สามารถหลบสายตาทำเป็นมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เหมือนเอาขี้ผงยัดไว้ไต้พรมได้อีกต่อไป

               ยอมรับความเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นจริง !

               สาวน้อยคนหนึ่งอายุเพียงยี่สิบสาม เล่าว่า เธอแต่งงานกับสามีแก่ที่เป็นฝรั่ง ด้วยข้อตกลงว่าสร้างบ้านหลังใหญ่ให้และจะต้องส่งเงินให้เธอกับลูกทุกๆเดือน แม้สามีจะเดินทางมาหาปีละครั้งก็ยินดี เธอมีความสุขอย่างงั้นกับลูกโดยไม่ต้องการอะไรอีก...

               อีกคนมีสามีเป็นชาวเยอรมัน สามีพาไปอยู่ที่เยอรมันด้วยเลย แต่เธอรักกตัญญูต่อพ่อแม่มาก ก็สร้างบ้านหลังใหญ่ให้พ่อให้แม่ ให้พ่อแม่มีความสะดวกสบายขึ้น เธอกับสามีรักกันจริงๆ มีครอบครัวที่น่ารัก สอนลูกให้พูดอีสานจนชาวบ้านกล่าวขานกันทั่วว่าเธอเป็นแม่ที่ดีไม่ใช่วัวลืมตีน

               อีกคนคือเพื่อนร่วมชั้นเรียนประถมด้วยกันนี่เอง เธอสวย เคยเป็นถึงนางงามหมู่บ้าน ไปหลอกเอาเงินฝรั่งมาปลูกบ้าน แล้วพอเขากลับบ้านเมืองเขา ก็หาสามีใหม่ พอเขารู้เข้า ฝรั่งก็เสียใจมากๆ ดีที่เขาเป็นหนุ่มฝรั่งใจดีเลยเลิกรากันไปแบบไม่มีเรื่องมีราว

               ยังมีสาววัยกลางคนเต็มด้วยเล่ห์เล่าอย่างภาคภูมิใจในความเจ้าเล่ห์ของตัวเองว่า

               “อีตาแก่ฝรั่งนั่น มันมาหาพี่ปีละหนสองหน และซื้อรถ สร้างบ้านให้พี่ใช้ จ้างคนขับรถคนทำสวน คนทำงานบ้านให้พี่ ส่งเงินมาเดือนๆหนึ่งก็เยอะ พี่แค่นั่งกินนอนกิน"

               เธอกล่าวต่ออย่างสนิทใจ

               "แต่ผัวพี่จริงๆ คือ คนขับรถนั่นแหละ พอตาแก่ฝรั่งมา ผัวพี่ก็แกล้งเป็นคนขับรถไป

               ฉันถามว่าสามีที่เป็นคนขับรถเขาไม่หึงหวงหรือ? เธอตอบว่า

                "บ่เด้อ ตกลงกันแล้ว ผัวพี่มันถือเป็นเรื่องทำมาหากิน”

               คนเราเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น ไม่ใช่ไม่เคยได้ยินมา แต่พอมาเห็นกับตา ได้ฟังกับหูก็ถึงกับอึ้งไปเลย ทำไมเป็นไปได้ขนาดนั้น หัวใจพวกเขาทำด้วยอะไรนะ ฟังแล้วเศร้านัก...

               เรื่องราวดูจะมากมายนักสำหรับหมู่บ้านที่เคยสงบเล็กๆบนเทือกเขาภูพานอันกว้างใหญ่  ผู้คนเปลี่ยนไปจนน่าใจหาย ไม่ว่าจะวิถีชีวิต ความคิด และค่านิยม คนใคร่การเมืองก็อยู่กลุ่มการเมือง หมกมุ่นการเมือง คนใคร่มีชีวิตหรูหราก็ไขว่คว้ามาทุกวิถีทาง เพียงเพื่อจะอวดว่า

               “ฉันมั่งคั่ง”

               คนใคร่เป็นคนเมืองก็เลิกพูดภาษาอีสานหันมาพูดภาษาไทยกลางและสอนลูกให้พูดไทยกลางเท่านั้น ดูชีวิตคนไม่เคยไม่หยุดนิ่ง อีกหน่อยก็คงไม่เหลือแม้ภาษาท้องถิ่น !

               หลังกินแกงหน่อไม้ ปลาย่าง อ่อมปูนา เป็นอาหารเที่ยง ฉันเดินเล่นไปตามถนนที่มีทุ่งน่าทั้งสองข้างทาง ตอนนี้ทุ่งนาที่สุดลูกหูลูกตาไม่มีอีกแล้ว จะเห็นมีบ้านเล็กบ้านน้อยปลูกกลางทุ่งกลางสวน พาลูกๆแวะเข้าไปคุยกับพวกชาวบ้านซึ่งเป็นญาติรุ่นราวคราวเดียวกันของฉันเอง พวกเขาเล่าว่า

               “ตอนนี้ในหมู่บ้านไม่มีที่อยู่แล้ว คนรุ่นพวกเรา พอมีลูกมีผัวก็แยกออกมาอยู่ตามทุ่งนาเนี่ย ตามที่เห็นนั่นแหละ” 

               ฉันให้เด็กๆเล่นกับลูกของญาติๆ พวกเขายังเล่นดินเล่นโคลนที่ทุ่งนาเหมือนกับเมื่อฉันเป็นเด็ก ลุงกน สามีป้า หิ้วถุงเมล็ดพันธุ์ดอกบานชื่นมาให้ถุงใหญ่ บอกว่า

               “หิ้วขึ้นเครื่องไปปลูกที่บ้านนะ ลุงไม่มีบุญก็ให้ดอกไม้ลุงมีบุญแทนก็แล้วกัน”

               ลูกหลานหัวเราะลุงกนกันยกใหญ่

               ฉันเห็นบ้านหลังเล็กๆ ถัดจากบ้านนาของลุงกนไป เลยถามป้าว่าเป็นบ้านใคร

               “อ้าว..ก็บ้านตาปิ่น คนที่เคยอยู่ติดกับบ้านแม่อีนางไง” ป้าตอบฉัน

               “นี่บ้านตาปิ่นย้ายมาอยู่ตรงนี้เองเหรอเนี่ย งั้นขอตัวไปคุยกับตาปิ่นก่อนเด้อ”

               ฉันเดินตามคันนาไปที่บ้านตาปิ่น แกกำลังเก็บดอกแค กับยอดขี้เหล็ก ไว้ขายที่ตลาดวันพรุ่งนี้

               “หวัดดีจ้าตายาย ย้ายหนีพ่อแม่ข้อยมาอยู่นี่แล้วเนอะ” ฉันทักทายตากับยาย ตายายรับไหว้ด้วยรอยยิ้มดีใจที่ฉันมาหา วางตะกร้าข้างต้นแค ผ้าขาวม้าเช็ดเหงื่อ แล้วก็มายืนคุยกัน

               “ตากับยายย้ายออกมาเพราะฝรั่ง เขามาขอซื้อที่ดิน เขาอยากปลูกบ้านให้เมียมันอยู่ ฝรั่งแก่รุ่นตาเลยล่ะ เขาเป็นดีมากนะ ชอบธรรมชาติ มาจากออสเตรเลีย สระปลาที่ลุงขุดไว้ เขาก็ไม่ถม แถมจ้างให้คนมาขุดเพิ่มอีก เขาเลี้ยงปลาไว้กิน และเอาไว้ให้เมียเขาขายให้ชาวบ้าน หรือใครอยากมาเอาไปกินฟรีๆก็ให้”         ตาเป็นคนเล่าไปยิ้มไป

               “อยู่ติดกับคนเยอะๆ ยายกับตาไม่ชอบ พอดีมีเจ้าหน้าที่เกษตรเขามาอบรมเกี่ยวกับไร่นาสวนผสม กับเศรษฐกิจพอเพียง ตาเขาก็บอกยายว่า จะถมที่นาทำตามแผนเกษตรดู พอทำก็ได้ผลดีมากนะ ตากับยาย เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ และปลูกผักสวนครัว เท่านี้ก็กินกันไม่หมดแล้ว เก็บผักไปขาย ก็ได้พออยู่พอกิน” ยายเสริมขึ้นมา

               “หลานยายล่ะ ได้ข่าวว่าแต่งงานมีลูก เข้าไปอยู่ในเมืองโน่นแล้วเหรอจ๊ะ แวะมาเยี่ยมบ้างหรือเปล่าจ๊ะ” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง เพราะแม้ตากับยายดูแข็งแรงมากๆ แต่ท่านก็แก่มากแล้ว

               “มันมาประจำเลย เห็นโครงบ้านติดถนนนั่นป่าว” ตาชี้ให้ฉันดู

               "มันจะพาลูกกับผัวมันย้ายมาอยู่นี่แล้วล่ะ มันบอกว่าทนอยู่ไม่ได้ คนเมืองอยู่ด้วยแล้วอึดอัด บ้านติดกันยังไม่รู้จักกันเลย ลูกๆก็ไม่มีเพื่อนเล่น ดีที่สามีมันชอบอยู่แบบชาวบ้าน ตาเลยให้คนมาสร้างบ้านให้มัน”

               สายตาของตาปิ่นมีความสุขและภูมิใจเสมอเมื่อเล่าถึงวิถีชีวิตแบบที่ตากับยายเป็น ตาปิ่นกับภรรยามีชีวิตเรียบง่ายแต่น่าอิจฉา ผิดกับหลายๆคนในหมู่บ้าน มีที่ดินมากมายแต่ต้องซื้อผักซื้อปลากิน ชีวิตของตากับยายดูมีคุณค่า ไม่ต้องดิ้นรนเกินตัวเพื่อที่จะได้มาซึ่ง บ้านหลังงาม รถสวยๆ ท่านดูสงบสุข ไม่ต้องแข่งขันกับใคร มีคุณธรรมและหัวเราะเสียงดังจากใจที่แสนสุขไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน

               หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ มีค่านิยมใหม่ๆทั้งดีและไม่ดีเข้ามา แม้เชื้อแห่งความไร้ศีลธรรมจะแพร่ไป การรักวัตถุเงินทองจะควบคุมจิตใจของชาวบ้านใสๆให้เป็นดั่งงูพิษ แต่ก็ยังดีที่มีอีกหลายๆครอบครัวไม่ได้ให้สิ่งเหล่านี้มาครอบงำชีวิตของพวกเขา พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างเรียบง่าย อย่างชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความภูมิใจในความเป็นคนธรรมดาๆ

               ถึงจะมีน้อย...แต่ร่ำรวยความจริงใจ มั่งคั่งสุขภาพที่แข็งแรง เปรมปรีดิ์กับความสงบสุขในชีวิต.....