Get Adobe Flash player

ชีวิต..ผ่านทีละก้าว โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                เช้านี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน แสงแดดที่เคยสาดส่องลาลับหายไปชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนถึงแม้จะเพิ่งตื่นมาจากที่นอนอันแสนอบอุ่นก็ตาม เสียงเจ้านกหัวขวานเจาะต้นไม้ใหญ่ไร้ใบเสียงดังก้อง "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" ฟังแล้วชวนให้เวียนหัว

                "มันไม่ยุติธรรม !" เสียงสบถดังฟังชัดลอดออกมาจากห้องทำงานของภรรยาสาวซึ่งอยู่ถัดจากห้องนอน ทำให้หนุ่ยผู้เป็นสามีถึงกับตกอกตกใจต้องรีบเข้าไปดู เห็นภรรยากำลังเปิดดูทั้งทีวีและคอมพิวเตอร์ตัวโปรดบนโต๊ะ

                "เกิดอะไรขึ้นฟ้า...อะไรไม่ยุติธรรมหรือ ?"

                ฟ้าชี้นิ้วไปที่จอคอมพิวเตอร์แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันสั่นเทา

                "แหม..พี่ดูสิ ทั้งคู่ยังอายุน้อยมาก เสียงก็เพราะซึ้งราวกับเสียงสวรรค์ แต่..ต้องเสียชีวิตไปทั้งคู่ มันไม่ยุติธรรมจริงๆ คนดีๆที่มีผลงานสร้างความสุขแก่สังคมต้องมามีอันเป็นไปรวดเร็วเหลือเกิน ส่วนไอ้คนเลวๆมันไม่ยักกะตายซะที"

                หนุ่ย..ทำท่างงๆ เพราะไม่รู้ว่าภรรยากำลังพูดถึงใครและเรื่องอะไรกันแน่

                "เดี๋ยว...ใจเย็นๆกำลังดูอะไรอยู่ แล้วกำลังพูดถึงเรื่องอะไร..."

                "แหม..พี่ดูสิ ดูพุ่มพวง ดวงจันทร์ ร้องเพลงคู่กับ กุ้ง กิตติคุณ เพลง เดือนต่ำดาวตก ในยูทูป เพราะมากที่สุด ซึ้งเหลือเกิน แต่เขาเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนดีๆต้องจากไปเร็วแบบนั้น มันยุติธรรมหรือ?"

                หนุ่ยถอนหายใจ

                "เฮ้อ..เรื่องนี้พี่ก็ไม่เข้าใจและก็ไม่สามารถอธิบายได้เลย"

                ภรรยาสาวซักต่อ

                "ไหนบอกว่าเคยเป็นครูสอนเด็กในโรงเรียน เก่งไง สามารถอธิบายเรื่องยากๆให้มันง่ายได้..ไม่ลองออกความเห็นหน่อยหรือจ๊ะ?"

                "เอาแบบนี้...ก่อนอื่นต้องทำใจก่อนว่าโลกนี้มันอนิจจังไม่เที่ยง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทางบ้านเราเขาก็ว่า เขาทำบุญมาแค่นี้ หรือหมดเวรหมดกรรม...ส่วนทางคริสต์เขาก็ว่า เขาไปสวรรค์อยู่กับพระเจ้า สบายแล้ว อะไรต่อมิอะไรมันดีกว่าในโลกนี้"

                ฟ้ายังไม่ยอมง่ายๆถามต่อ

                "แล้วนรกล่ะ ทำไมไม่เอาไอ้พวกบ้าๆบวมๆใจจืดใจดำไปเสียที"

                หนุ่ยทำท่าจะเดินหนี เพราะเจอถามปัญหาหนักๆแต่เช้า พอดีได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะเลยให้ภรรยาช่วยรับโทรศัพท์ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากที่ภรรยานั่งอยู่

                "พี่หนุ่ย..พี่แมวโทร.มาหา" หนุ่ยรับโทรศัพท์พร้อมกับกล่าวทักทายพี่แมวอย่างอารมณ์ดี

                "ขอบคุณครับพี่แมวที่เป็นกำลังใจมาตลอด หวังว่าเร็วๆนี้จะไปทานอาหารกับพี่แมวและพี่เต่าอีกนะครับ ที่เดิม...อ้อ..ส.ค.ส.ได้รับแล้ว ขอบคุณจริงๆ...สวัสดีครับ"

                ก่อนที่หนุ่ยจะเดินจากไปทำอย่างอื่นก็ต้องชะงักเมื่อเจอเสียงภรรยาสาวไล่หลังมาอย่างไม่ลดละ "เดี๋ยว..พี่อย่าเพิ่งไป ยังไม่ได้บอกเลย เรื่องที่ถามน่ะ"

                หนุ่ยทำท่างงๆ "ถามอะไรลืมไปแล้ว .." พูดพร้อมกับเสียงหัวเราะเหมือนเด็กๆ

                "ก็เรื่องยุติธรรม กับ เรื่องนรกไง แหม..ทำเป็นลืม"

                หนุ่ยทำท่าครุ่นคิดแล้วบอกว่า

                "แบบนี้ดีไหม พี่จะเล่าเรื่องจริงให้ฟังเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นนานแล้ว แต่พี่ยังจำได้ดีเหมือนมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง"

                ฟ้าละสายตาจากทีวีและคอมพิวเตอร์ หันมาฟังอย่างตั้งใจ

                "เมื่อตอนหนุ่มๆ พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เรารักกันมากเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนซี้ก็ว่าได้ มีอะไรเราระบายให้กันได้ เงินไม่มีก็ขอยืมขอกินได้อย่างสะดวกปาก มีอะไรช่วยกันได้ไม่ต้องพูดอ้อมค้อม ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เขาชื่อเสี่ยสอง...

                เราเคยเป็นเซลล์แมนด้วยกัน ว่างๆเราก็ไปหาอาหารทานกันเสมอๆ เขาเติบโตมาจากครอบครัวชาวจีนจนๆ เขาขยันขันแข็งมาก หลังจากการเป็นเซลล์แมนออกตลาดขายสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้าน บางทีก็ต้องออกต่างจังหวัดไปเยี่ยมลูกค้า...

                จำได้ช่วงแรกนั้นเราต่างก็เพิ่งเริ่มทำงานกันใหม่ๆเงินทองก็ไม่ค่อยจะมี จะกินอะไรสักอย่างต้องถามกันก่อน 'เฮ้ย...เอ็งมีเงินติดตัวมาเท่าไหร่ ข้ามียี่สิบเอง...?' มันเป็นถึงขนาดนี้เลยนะสมัยนั้น กว่าจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้ก็ต้องทำงานกันหามรุ่มหามค่ำแบกกันหลายจ๊อบทีเดียว

                หลังจากนั้นเราก็ห่างกันอยู่หลายปี เพราะต่างคนต่างก็ได้งานใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าเสี่ยสองว่าอยากพบให้ไปทานอาหารด้วยกันในภัตตาคารชั้นหนึ่งแห่งหนึ่งแถวสีลม เขาก็บอกว่า

                'อยากกินอะไรก็สั่งเลย เอาชนิดดีที่สุดที่เอ็งอยากกินในชีวิตของเอ็ง.. เพื่อฉลองที่ข้ากำลังจะเปิดโรงงานของตัวเองแถวนอกเมือง'

                ด้วยความดีใจพี่ก็สั่งใหญ่เลย หูฉลาม เป๋าฮื้อ หมูหัน และอะไรอีกมากมาย เพราะคิดว่าเพื่อนเรารวยแล้ว มีเงินจ่ายแน่ เลยไม่เกรงใจเพื่อนซี้แต่ประการใด เพราะนานๆสักทีจะได้มีโอกาสได้ขึ้นเหลากับเขาสักครั้งหนึ่ง

                พออาหารมาเสิร์ฟแทบจะเต็มโต๊ะกลม พี่ก็ไม่รอช้า รีบตักทานอย่างเอร็ดอร่อยแทบจะลืมถามเสี่ยสองไปเลย เพราะความเคยชิน หรือสนิทสนมกันมากนั่นเอง แต่พอเห็นเจ้าเสี่ยสองมันไม่ขยับแถมยังนั่งเพ่งมองอาหารบนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก

                'เฮ้ย..เอ็งเป็นอะไรไป ทำไมไม่กิน หรือว่าข้าสั่งอาหารมากไป...?'

                เขาสั่นหัว ไม่พูดไม่จาได้แต่เหม่อมอง แถมมีน้ำตาคลอเบ้า....'เป็นอะไร บอกหน่อยเพื่อน เกิดอะไรขึ้น เร็วๆๆข้าอยากรู้..' หลังจากนั้นเสี่ยสองเริ่มขยับพูดอย่างช้าๆด้วยความยากลำบาก

                'เอ็งรู้ไม่ใช่หรือว่า พ่อแม่ข้ามาจากเมืองจีน ตอนมาใหม่ๆครอบครัวเราลำบากมาก ข้าวปลาแทบจะไม่มีกิน เวลากินข้าวต้มพ่อแม่มักจะบอกให้กินกับน้อยๆหน่อยเผื่อน้องบ้าง กินข้าวต้มก็มีแต่น้ำข้าวมากกว่าข้าวอีก ตอนนั้นอยากกินโน้นกินนี่ คิดและหวังว่า สักวันข้าจะต้องร่ำรวยให้ได้ หาของดีๆกินเหมือนคนรวยอื่นๆทั้งหลายในโลกนี้

                ดังนั้น..ข้าถึงได้พยายามทำงานอย่างหนักหามรุ่งหามค่ำ เก็บหอมรอมริบ เอ็งก็เห็นตอนที่เราทำงานเป็นเซลล์ระยะนั้น แต่...เดี๋ยวนี้ ข้ากินไม่ได้แล้ว' ด้วยความสะเทือนใจ แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า 'ทำไมกินไม่ได้ ไม่สบายหรือ แล้วทำไมไม่บอกจะได้ไม่ต้องสั่งอาหารมาเยอะแยะแบบนี้ ?'

                เขาบอกว่า 'ข้าว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมกับข้ามีอย่างที่ไหนข้าทำงานหนักมาตลอดชีวิต พอสร้างเนื้อ สร้างตัว กว่าจะสร้างโรงงานเป็นของตัวเองได้เหนื่อยแทบตายแต่..จู่ๆก็เกิดปวดท้องขึ้นมาต้องหามเข้าโรงพยาบาลด่วนเลย พอหมอเช็คเสร็จบอกว่าเป็นมะเร็งที่กระเพาะ ตอนนี้กระเพาะข้าถูกตัดไปเหลือเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น กินอะไรมากไม่ได้ แถม..หมอยังบอกอีกว่า จะอยู่ได้อีกไม่นาน ด้วยเหตุนี้ข้าเลยคิดถึงเอ็ง เพื่อนคนเดียวที่ข้าเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน อย่างน้อยก็อยากเห็นเอ็งได้กินของดีๆ หรูๆ บ้าง...มันเป็นความสุขภายในลึกๆที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน'

                จากนั้นไม่นาน เสี่ยสองก็จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ.....

                "นี่แหละ ที่พี่อยากจะบอกว่า พี่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ว่า โลกนี้มันยุติธรรมไหม นอกจากคิดในทางที่ดีว่า เขาไปดีแล้วหมดเวรหมดกรรม ไปสวรรค์แล้ว ไม่ต้องทรมาน"

                ฟ้าทำหน้าบอกไม่ถูก "แหม..เรื่องมันเศร้าจริงๆ ทำไมเป็นแบบนี้เน้อ"

                "เอาเถอะ เราต้องทำใจ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อยู่ให้มีความสุขในแต่ละวันก็พอแล้ว เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครบอกได้" ภรรยายังไม่ยอมหยุดถาม

                "แล้วเรื่องนรกน่ะ เป็นมาอย่างไร บอกเล่าได้ไหม เพราะยังค้างใจอยู่ว่าไอ้พวกชั่วช้าสามาลย์ มันไม่ยักจะตายเสียที"  "เรื่องนี้ไม่ยาก มีเรื่องเล่ากันว่า เจ้าของสวรรค์ได้สร้างสรรพสิ่งในโลกนี้รวมทั้งนางฟ้าหรือจะเรียกว่าทูตสวรรค์ไว้รับใช้บนสวรรค์ สร้างไว้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนผู้สร้างเลย มีฤทธิ์เดช อิทธิฤทธิ์มีอำนาจมาก รูปร่างสะสวย

                จากนั้นไม่นานเจ้าหัวหน้านางฟ้าตนนี้เกิดคิดคดทรยศ ทำให้สวรรค์ปั่นป่วนไปหมด เลยถูกไล่ลงมาอยู่ในโลกนี้ ซึ่งเขาเรียกพวกนี้ว่า พ่อของความมุสา จอมโกหก หรือเรียกให้ง่ายหน่อยก็คือ ซาตาน นั่นเอง หัวหน้าซาตานมันพาลูกน้องลงมาจากสวรรค์ มาป่วนผู้คนในโลกด้วยความโหดเหี้ยมทารุณ ทำให้ผู้คนแตกแยก ต้องล้มลงมากมาย จากความโลภ บ้าอำนาจ เพศ เงิน ไม่มีศีลธรรม จริยธรรม โอ๊ย..พูดไม่หมดสารพัดเลว แต่...ตอนนี้นรกปิดแล้ว ไม่ยอมให้มันกลับลงไปกลัวป่วน...สวรรค์ก็ไม่ให้ขึ้นเดี๋ยวนางฟ้าบนสวรรค์ก็ผิดเพี้ยนโดนติดสินบน คอรัปชั่น...?."         

พวกมารซาตานและลูกน้องมันไม่รู้จัก เดินทีละก้าว..กินข้าวทีละคำ... แถมหน้าหนา ด้านอีกต่างหาก ชนิดเกิดมาก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่..ใครทำอะไรไว้ก็จะได้รับสิ่งนั้นแน่นอน หรือได้รับผลของการกระทำของพวกมันอย่างแน่นอน ...ชัวร์ !!