Get Adobe Flash player

จันทร์หงอย ตะวันส่อง โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                ลมพัดแรงพร้อมฝนโปรยปรายตลอดคืนบริเวณที่หลายร้อยชีวิตเหมือนอยู่ในดิน แดนต้องห้าม มันเป็นถิ่นธุรกิจบันเทิงอันเก่าแก่ เช้าตรู่นี้กลับดูแปลกกว่าทุกวันที่ผ่านมา

                ถนนทั้งสาย เมื่อคืนยังสว่างไสวท่ามกลางผีเสื้อราตรีและหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งชาวไทยและต่างประเทศแวะมาหาความสำราญกันอย่างคึกคักกลับดูหงอยเหงาพิกล.....

                ดูไปเหมือนเมืองเนรมิต จากแหล่งบันเทิงอันลือชื่อยามค่ำคืนกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที ร้านค้าบาร์เหล้าต่างรีบเก็บกวาดทำความสะอาดอย่างรวดเร็วก่อนตะวันจะขึ้น กลับมาเป็นแหล่งธุรกิจสำหรับคนทำงานบริษัทไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างสัญจรไปมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านๆมา...

                "นุ่นๆ มาทำอะไรอยู่แถวนี้" หญิงสาวผิวดำแดงสูงโปร่งหน้าตาดีหันหน้ามาตามเสียง

                "สวัสดีจ๊ะ มาม๊าซัง..แหมไม่ยอมแก่เลยนะ ยังสวยเหมือนเดิม"

                มาม๊าซังที่ใครต่อใครรู้จักดีในแถบนั้น เป็นหัวหน้าของพนักงานเสิร์ฟเหล้าเบียร์แก่แขกที่ร้านบาร์แถวนั้น เด็กๆให้ความนับถืออย่างดี อีกอย่างรายได้มากน้อยก็อาจขึ้นอยู่กับเธอด้วย หากไม่ใช่แขกประจำ มาม๊าซังก็อาจเรียกให้มาเป็นเพื่อนดื่มได้ในทุกโอกาส นั่นหมายถึงเด็กคนนั้นจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

                "นุ่นมาหา ไอ้จอย เห็นมันโทร.ไปหาเมื่อคืน ฉันเลยนัดให้มาพบเช้ามืดนี้แหละ"

                "ยัยจอยมีปัญหาอะไรเหรอ หรือว่าโดนตรวจฉี่อีกแล้ว" นุ่นนิ่งเงียบไปสักครู่

                "ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวคงได้เจอจะได้พูดคุยกัน" มาม๊าซังหรือคุณแม่เพ็ญของเด็กๆในบาร์ญี่ปุ่น ดึงแขนนุ่นเข้ามาจากริมฟุตบาทให้พ้นจากน้ำฝนหยดลงมาจากหลังคาตึก

                "เออ...ฉันก็เพิ่งเลิกงานกำลังจะกลับบ้าน เราไปหาอาหารเช้ากินกันก่อนดีไหม? เราไม่ได้เจอกันมานานแล้ว พอเห็นก็ดีใจ"

                นุ่น ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "ก็ได้ค่ะ พี่เพ็ญ นัดเขาไว้อีกครึ่งชั่วโมงที่ร้านตรงข้าม"

                ทั้งสองเดินไปที่ร้านอาหารจานด่วนซึ่งมีสาขาเกือบทั่วโลกอยู่หัวมุมซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสีลม หามุมที่มองเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่ทั้งคนทำงานกลางคืนเพิ่งเลิกงานจะกลับบ้าน และ คนที่เพิ่งจะเดินทางไปทำงานในกลางวันย่านสีลม พ่อค้าแม่ขายต่างก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมข้าวของสำหรับวางขายตามทางเดินริมฟุตบาท เด็กสาวหลายคนที่เดินผ่านมาตลอดจนที่กำลังหากาแฟดื่มยามเช้าต่างยกมือไหว้สวัสดีมาม๊าเพ็ญด้วยความสนิทสนมและเกรงใจ

                "เออ..นุ่น ก่อนอื่นต้องแสดงความยินดีด้วยที่เธอสามารถหลุดออกจากถิ่นนี้ไปได้ อยากรู้ว่าไปทำอะไรมา ตอนนั้นเราเคยทำงานร้านเดียวกันไม่นาน ถ้าจำไม่ผิดหลังจากนั้น เห็นเธอทำงานอยู่ด้านหลัง เป็นบาร์ญี่ปุ่นใช่ไหม?"

                "ใช่ค่ะ ฉันทำงานที่บาร์ญี่ปุ่นตลอดมาหลังจากเลิกเป็นเด็กเต้นรูดเสาเกือบปี ซึ่งอยู่ถัดไปอีกฟากของตึกแถวนี้"

                "แล้วหลังจากนั้นล่ะ เห็นมีข่าวลือว่านุ่นเคยกินยาตาย..จริงหรือเปล่า?"

                นุ่นครุ่นคิดอยู่สักครู่แล้วยิ้มที่มุมปาก

                "เรื่องมันยาวเหลือเกิน แต่เพื่อให้มันสั้นเข้า จะเล่าให้พี่เพ็ญฟังย่อๆแล้วกันนะ"

                "ได้ๆ แค่อยากรู้มากเหลือเกิน ฉันเองก็อยากจะออกจากที่นี่เพื่อหางานใหม่ แต่ทำมาทำไปก็ไปไหนไม่รอด ก็เลยถูกขยับมาเป็นมาม๊าซัง เฮ้อ...เหนื่อยใจ"

                นุ่น เหม่อมองผ่านกระจกใสสู่ถนนใหญ่... ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องตนเอง ขอบตาร้อนผ่าวมีน้ำตาไหลซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว

                "ฉันเป็นเด็กบ้านนอก อยู่กับพ่อแม่ที่ยากจนมาก บ้านก็ทำด้วยไม้เก่าๆแม้แต่บัน ไดบ้านก็ผุพังต้องเอาเสาไม้มาค้ำแล้วผูกด้วยเชือกเส้นเขื่องเพื่อไม่ให้มันพังลงมา เวลาก้าวเท้าขึ้นบ้านหรือลงจากบ้านแต่ละขั้นต้องค่อยๆย่องเดิน กลัวว่ามันจะหัก

                พ่อแม่ทำนาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายมาแล้ว ที่ดินเกือบสามสิบไร่ก็จำนองเขาไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ให้กับฉัน นั่นคือความรัก ความอบอุ่น ท่านให้ฉันเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใกล้บ้านจนสามารถเรียนจบมัธยม แต่ฉันก็ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านและทำนาด้วยตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ

                บางครั้งฉันก็รู้สึกปวดร้าว น้อยเนื้อต่ำใจ อยากมีอยากได้เหมือนเพื่อนๆก็ไม่สามารถหาได้ แม้แต่อาหารการกินก็ลำบากยากเย็นเหมือนชาวบ้านแถวนั้นนั่นแหละ....มันเป็นอย่างนี้มาตลอด พอฉันโตขึ้นหน่อยแม่ก็ให้น้าสาวช่วยหางานให้ทำ ฉันเลยต้องมาอยู่กับน้าสาว แต่โชคดีที่น้าเขาให้เรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ....

                หลังจากนั้น พอจะเข้ามหาวิทยาลัย น้าบอกว่าฉันต้องหางานทำแล้ว จะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะน้าเองก็มีรายได้ไม่แน่นอน ดังนั้นน้าเลยพาฉันมาฝากที่ร้านบาร์แถวด้านหน้านั่นแหละ แต่ด้วยความอยากเรียนหนังสือ ไม่อยากกลับไปทำนาเหมือนพ่อแม่ก็เลยเริ่มทำงานที่นั่น ตามที่พี่เพ็ญเห็นตอนนั้น ใหม่ๆฉันต้องแอบไปนั่งร้องไห้ในห้องน้ำ เพราะทนเห็นสภาพตัวเองและเพื่อนๆที่ทำงานแบบนั้นราวกับเป็นสัตว์ประหลาดอะไรชนิดหนึ่ง มาเต้นยั่วยวนตัณหาของพวกที่มาเที่ยวหาความสำราญจากเรือนร่างของเรา..อับอายขายหน้าจนแอบกินยาตายแต่คนช่วยไว้ทัน

                แต่..ทำยังไงได้ พวกเราคนจนแทบจะไม่มีจะกิน ส่วนเด็กๆที่ใจแตกอยากทำเองก็มีมากเหมือนกัน แล้วแต่ความจำเป็นหรือต้องการของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน

                หลังจากนั้นก็เห็นเพื่อนๆหลายคนต้องเจ็บป่วยด้วยสารพัดโรค บ้างก็เป็นโรคเอดส์ตายไปหลายคนในสมัยนั้น จนกระทั่งเห็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อไอ้ย้อยมันต้องตายไปต่อหน้าต่อตา

                จากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็เลยขอลาออกจากร้านเหล้าบาร์เต้นรูดเสา พอได้พักหนึ่งก็มีเพื่อนมาชวนให้ไปทำเป็นพนักงานต้อนรับในบาร์ญี่ปุ่น แบบนั่งเป็นเพื่อนให้พวกแขกร้องเพลงคาราโอเกะ สมัยนั้นก็ยังไม่มีจอบอกเนื้อเพลงเหมือนสมัยนี้  ยุคนั้น มีเพียงเนื้อเพลงที่จดไว้ในสมุด มีดนตรีสดอยู่สองสามชิ้น เช่น เปียโน ดับเบิลเบสส์ตัวโตๆสูงเท่าคนเล่น และ คนตีกลอง บางทีก็มีกีต้าร์คอร์ดอีกตัว ส่วนมากนักดนตรีจะเป็นชาวฟิลิปปินส์ นักดนตรีไทยยังมีน้อย มักไม่ค่อยได้เล่นในบาร์ญี่ปุ่นแถบนั้น

                มีอยู่วันหนึ่งมีหนุ่มไทยวัยกลางคนๆหนึ่งไม่อยากเอ่ยชื่อเขา พาแขกญี่ปุ่นมาเที่ยวที่นั่นเห็นบอกว่าเขาเป็นเอเย่นต์จัดจำหน่ายสินค้าของญี่ปุ่นในประเทศไทยและมีกิจการอีกหลายอย่าง แหม..เขาเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย พูดจาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ดี เชื่อไหม..เขาไม่เคยลวนลามฉันหรือแม้แต่คำพูดก็ให้เกียรติฉันเสมอ ไม่เหมือนคนอื่นหากมีโอกาสเข้ามาเที่ยวที่นี่ก็ทำเบ่งอวดมั่งคั่งแต่จิตใจทรามเหลือเกิน เห็นพนักงานเป็นอะไรก็ไม่รู้ ช่างดูถูกดูแคลนเหลือเกิน

                จากนั้น เขาก็มักจะพาแขกญี่ปุ่นของเขามาเที่ยวบาร์นี้บ่อยๆ และมาทุกครั้งเขาจะต้องเรียกฉันให้มานั่งบริการทุกครั้ง เห็นมาม๊าซังที่นั่นบอกฉันว่า เขาเห็นว่าฉันนิสัยดีไม่เหมือนเด็กคนอื่น

                วันหนึ่งเขาถามว่า แขกญี่ปุ่นเขาอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดที่อยู่ไกลความเจริญจริงๆ ไม่รู้จะพาไปไหนดี หากฉันมีเวลาว่างก็อยากให้ฉันพาไป ฉันก็เลยพาไปที่บ้านพ่อแม่ตอนกลางวัน อ้อ..ลืมไประยะนั้นกลางวันฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งปิดเทอมพอดี ส่วนกลางคืนก็ยังทำงานอยู่ที่นั่น เขาไม่เคยชวนฉันออกไปไหนตอนทำงานและฉันก็ไม่เคยออกไปกับแขกซึ่งทางร้านเขาก็รู้....พอไปถึงบ้าน พวกเขามีความสุขมากได้พบกับชาวบ้านชนบทจริงๆ บังเอิญแม่ซึ่งเป็นคนซื่อๆบอกว่าที่ดินทั้งหมดยังติดจำนองอยู่กำลังจะโดนยึด ทุกวันนี้ก็ได้เงินส่งดอกเบี้ยจากลูกสาว

                ก่อนจะเดินทางกลับ เขามอบเงินให้แม่ถึงสามแสนบาท เพื่ออะไรรู้ไหม เขาให้แม่ไปไถ่ที่ดินคืนมา บอกว่า ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถือว่าช่วยเหลือกัน ที่สำคัญเขาบอกไม่ต้องคืน ไม่คิดดอกเบี้ย และขอให้ลืมเสีย นี่เป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับฉันและครอบครัวเพราะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ...จะว่าเขาชอบฉันก็ไม่ใช่ เขาบอกว่าเขามีครอบครัวแล้วมีลูกสองคน ครอบครัวก็อบอุ่นมาก

                แม่นี่ดีใจมาก พยายามให้ฉันเอาใจเขาที่ให้ชีวิตใหม่แก่ครอบครัวเรา เพราะถ้าเราไม่มีหนี้ ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนละเกือบหมื่น เราก็อยู่ได้อย่างสบาย ส่วนฉันก็กำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วตอนนั้น ฉันไม่ได้บอกเขานะว่าฉันเรียนด้วยทำงานกลางคืนส่งตัวเองและแม่ด้วย                หลังจากเรียนจบทางกฎหมายออกมาเป็นผู้ช่วยทนายความแห่งหนึ่ง แต่ใจมันไม่ให้เลย ฉันจึงได้ออกมาทำงานกับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กสาวทำงานกลางคืนนี่แหละ ออ..พี่เพ็ญต้องไปละได้เวลาพอดี แล้วว่างๆค่อยคุยกันใหม่"  นุ่นรีบขอตัวกลับอย่างกะทันหัน

                ...ครั้งหนึ่งกับถนนสายนี้...คุณรู้ไหม..ฉันเหงา เศร้า เดียวดาย ว้าเหว่ ..ถึงแม้ฉันจะเป็นทนายนุ่นเป็นที่พึ่งของเด็กๆแถวนี้  ฉันไม่มีวันลืมคุณ พ่อพระของฉัน ถึงเราจะรักกันไม่ได้เพราะคุณมีครอบครัวแล้ว แต่..คุณไม่อาจห้ามหัวใจที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาดวงนี้ที่แอบรักและเคารพคุณได้.....ขอกราบลงกลางหัวใจของคุณ ไม่ว่าขณะนี้คุณจะอยู่ส่วนไหนก็โลกก็ตาม...ถ้าคุณบังเอิญได้อ่านเรื่องนี้คงจำ นุ่น คนนี้ได้....

                ชีวิตนี้ ภาวนาขอพบคุณอีกสักครั้ง เพื่อบอกว่า พ่อและแม่ได้จากเราไปแล้ว ที่ดินผืนนั้นยังอยู่ ฉันให้คนอื่นเขาทำกินโดยไม่คิดค่าเช่าหรือผลประโยชน์ใด..ฉันยังจำได้ที่คุณเคยบอกฉันว่า

                โลกนี้ ไม่เลวร้ายไปเสียหมด คนดีก็มี จงมีความหวัง แม้เดือนดาวจะมืดมิดในคืนนี้ แต่ไม่ช้าตะวันจะทอแสงในยามเช้าอีกครั้ง !!

------------------------