Get Adobe Flash player

ฝนตก..ดอกโรย โดย ป. ปัญญาชน

Font Size:

                ดอกสีขาวโพลนเกือบเต็มต้นของแอปริคอตปีนี้ต้องร่วงหล่นไปก่อนเวลา เมื่อเจอฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ก่อนหน้านั้นมันช่างดูสง่างาม สวยซึ้ง ยืนยง ท้าทาย แข็งแกร่ง...

                ดอกขาวสีสวยแซมแดงตรงกลางมักจะบานสะพรั่งปลายฤดูหนาวเข้าสู่สปริงทุกปี ให้เราได้ชื่นชมความสดสวย ท้าทาย นิ่ง มั่นคง อดทน แดดลม อย่างทรนง แต่เสียดาย เจ้าฝนมาทำให้มันกลับกลายกลีบหล่น ร่วง ไม่เป็นท่า...

                ฟาง ยืนมองกลีบดอกเกสรที่หล่นเกลื่อนกลาดตามพื้นโดยรอบต้นแอปริคอตด้วยใจนึกเสียดายหนักหนา แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า เมื่อดอกมันร่วงไม่ช้าก็จะกลับกลายเติบโตเป็นผลไม้ให้ได้ทานกันอีกเหมือนทุกปีที่ผ่านมา....

                ผู้หลักผู้ใหญ่เคยบอกไว้ว่า

                หากดอกไม่ร่วงโรย เราก็จะไม่ได้มีผลไม้ทานตามมาทีหลัง หรือว่า ถ้าเมล็ดไม่เน่าเปื่อยไปในดินก็จะไม่เกิดต้นใหม่มีชีวิตขึ้นมาแทน !

                ก่อนที่ฟางจะปล่อยจิตใจล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพดอกมะปรางที่เคยบานสะพรั่งในรั้วบ้านของพ่อแม่ในบ้านเกิดเมืองนอนผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง...

                เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวย เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ที่ถูกเอาใจอกเอาใจจากคนรอบข้างอย่างกับไข่ในหิน แต่...เท่าที่จำได้พ่อแม่มักจะมีงานยุ่งทั้งวันและคืน ดังนั้นจะมีใครเล่า

นอกจากแม่บ้านหรืออยู่ในความดูแลของคนใช้ในบ้าน แม้แต่นอนกับแม่บ้านด้วย แทนที่จะนอนกับแม่หรือห้องส่วนตัว ...ไปโรงเรียนตั้งแต่เด็กก็จะมีคนขับรถไปรับไปส่งเป็นประจำทุกวัน มีเพียงบางวันเท่านั้นก็แม่ไปส่งแล้วเลยไปทำธุระอย่างอื่นหากไปทางเดียวกันหรือแม่ต้องการใช้รถในวันนั้น ทั้งๆที่บ้านมีรถหลายคัน มีคนขับรถถึงสองคนก็ตาม...

                พอโตขึ้นพอรู้เรื่องก็กลับรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ทั้งๆที่มีทุกอย่างที่ต้องการ หรือ อาจจะมีมากกว่าเด็กๆอีกมากมาย

                เช้านี้ก่อนที่พ่อและแม่จะออกจากบ้านแต่เช้าเหมือนที่ผ่านมา

                "แม่จะไปไหนวันนี้ ไหนสัญญาว่าจะไปกับหนูไง"

                แม่หันมาตะโกนก่อนให้คนขับรถรีบขับออกไปจากบ้าน

                ฉันรีบบอกแม่อีกครั้ง

                "วันนี้วันแม่ คุณครูเขาอยากให้แม่ไปด้วย เพื่อมอบดอกไม้ให้แม่ที่ห้องประชุม"

                แม่ทำถ้าครุ่นคิด

                "ให้แม่ชูไปแทนได้ไหม วันนี้ยุ่งมาก ติดประชุมหลายงานทีเดียว หรือลองถามพ่อดูว่า เขามีเวลาว่างไหม ให้พ่อไปแทน ?"

                ฉันรู้สึกเจ็บปวดมากในเวลานั้น แม่ชูเป็นเพียงแม่บ้านเท่านั้น จะให้ไปแทนแม่ได้ไง...

ฉันไม่เข้าใจว่าพ่อแม่ท่านจะยุ่งอะไรกันนักหนา แค่ไปโรงเรียนไม่กี่ชั่วโมง ทำไมถึงไม่ยอมไป !...

                นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง หัวใจน้อยๆแทบจะขาดหลุดลอย ร้องไห้ออกมาเสียงดังโดยไม่สนใจแม่ชูหรือใครจะปลอบขนาดไหน

                "ใจเย็นๆหนูฟาง แม่เขาคงไม่ว่างจริงๆ ไปกันเหอะคนขับรถเขาคอยไปส่งอยู่.."

                "ฉันไม่ไป..ฉันเกลียดทุกคน !"

                วันนั้นเป็นต้นมา ฟางจากเด็กร่าเริง เรียนเก่ง กลับกลายเป็นคนเก็บตัว การเรียนก็แย่ลงจนถูกครูที่โรงเรียนบ่นว่าบ่อยๆ แต่ฟางก็ไม่สนใจ สมุดรายงานการเรียนที่ครูให้เอามาให้พ่อแม่ดูก็ไม่ให้พ่อแม่...กลับแอบปลอมลายเซ็นแม่ส่งกลับให้ครูแทน เป็นต้น

                เหตุการณ์คงดำเนินไปแบบเดิมๆ จนฟางเริ่มเติบโตขึ้นเป็นสาวจนได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

                ฟางเริ่มติดเพื่อน ไม่สนใจใยดีกับพ่อแม่อีกต่อไป มีอะไรก็ปรึกษาหารือกับเพื่อนแทน หาความรู้และประสบการณ์ชีวิตกับเพื่อนแบบสุดฤทธิ์สุดเดช เริ่มใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เข้าสังคมเที่ยวผับชั้นสูงจนเป็นข่าวในหน้าสังคมในหนังสือพิมพ์เสมอๆ

                แม้กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย แต่ด้วยความเป็นลูกของผู้มีชื่อเสียงนักธุรกิจใหญ่จึงง่ายต่อการติดปีกบิน..และบินสูงขึ้นเรื่อยๆๆ...ติดลมบนเสียแล้วตอนนี้ !

                เสพติด ความฟุ่มเฟือย หรูหรา เมามัน...สนุกสนาน..!

                จู่ๆเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางแสงแดดอันแผดจ้า เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

                "ฟางๆ กลับบ้านเร็วๆ แม่เสียชีวิตแล้ว"

                เสียงชูพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ

                "เป็นไปได้ไง เมื่อวานก่อนยังเห็นแม่ดีๆอยู่เลย"

                ฟางถามด้วยเสียงปกติ ไม่มีอาการตกอกตกใจอะไร

                "คุณแม่กลับมาบ้าน บอกว่าปวดหัวมาก เลยไปส่งโรงพยาบาล ไม่นานก็เสียชีวิต หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก.."

                ถึงแม้ฟางไม่ค่อยมีอะไรผูกพันกับแม่เหมือนเด็กทั่วๆไป แต่ด้วยความผูกพันทางสายเลือดและการตามใจของแม่มาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน แม่เป็นนักธุรกิจยุ่งอยู่กับการทำงาน แต่แม่ก็ให้ทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรืออะไรที่อยากได้... ฟางรู้สึกเศร้าเสียใจอย่างมากที่แม่จากไป ถึงได้รู้ว่า

                คนเราไม่รู้คุณค่าในสิ่งที่มี จนกว่าสิ่งนั้นจะพลัดพลาดจากไป !

                ...ไม่นานนักประมาณห้าหกเดือนต่อมา เหมือนสวรรค์แกล้ง เรื่องเดือดร้อนต่างถาโถมเข้ามาในชีวิตแบบตั้งตัวแทบไม่ติด

                พ่อตัวดีไปคว้าเมียใหม่เป็นแม่หม้ายลูกติดสองคนเข้ามาในบ้าน เรื่องนี้ทำให้ฟางโกรธพ่อมากถึงกับเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ฟางต่อว่าพ่ออย่างเสียๆหายๆ จะด้วยความหวงพ่อหรือเพราะอะไรก็เหลือที่จะเดา จนทำให้พ่อเกิดโทสะถึงกับออกปากไล่ฟางออกจากบ้าน

                "ไป..ไอ้ลูกไม่รักดี ออกจากบ้านนี้ไปเลย"

                ฟางถึงกับร้องกรี๊ด..ด้วยความโกรธ

                "ได้...จะไปเดี๋ยวนี้เลย เราตัดขาดพ่อลูกกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

                "ดี...แล้วอย่ากลับมาให้เห็นน่ากันอีก ข้าตายก็ไม่ต้องมาเผา ไอ้ลูกระยำ ไม่รู้จักโต เงินก็ไม่ต้องมาเอาจากข้า ตัดขาดกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป...ไป..."

                เท่านั้นแหละ ฟางกระแทกประตูดังโครม ขับรถออกจากบ้าน เหยียบคนเร่งเกือบจม เสียงล้อบดถนนดังเอี๊ยด ลั่นไปทั่วหมู่บ้าน โดยไม่มีเอาอะไรเลยติดตัวมาแม้แต่เสื้อผ้าของใช้จำเป็นสักชิ้นเดียว...

                ฟางผันตัวเองมาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งใจกลางเมือง นั่นเป็นการเริ่มต้นใช้ชีวิตแบบอิสรเสรีเหมือนลูกนกที่บินออกจากรังไปสู่โลกภายนอกต้องเผชิญกับอันตรายรอบตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนคนอื่นๆในโลกนี้ ....

                ฟางเพิ่งรู้ว่าชีวิตจริงนั้น เพื่อนๆไม่ว่าสนิทหรือไม่สนิทแค่ไหนต่างก็มีภาระรับผิดชอบต่อครอบครัวของตนเอง ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลได้ตลอดไป ดังนั้น ฟางต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน และเริ่มหางานทำเหมือนคนอื่นๆ สุขบ้างทุกข์บ้าง...

                ......วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนติดปีกบิน หลังจากผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ฟางได้แต่งงานกับจอห์นด้วยการแนะนำของเพื่อนร่วมงาน และเดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกาในรัฐ แคลิฟอร์เนียกับสามีอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

                ฟางทำหน้าที่แม่บ้านตลอดเวลาในการมีชีวิตคู่โดยสามีทำงานคนเดียว เนื่องจากจอห์นผู้สามีเป็นคนดี ขยันขันแข็ง รักครอบครัว ไม่เคยทำให้ฟางต้องได้รับความเสียใจแต่ประการใดนับเป็นโชคดีของฟาง เหมือนสวรรค์ประทานสามีที่ดีเยี่ยมมาให้เป็นผู้ให้ความรักและปกป้องดูแลสมกับที่ฟางเรียกจอห์นว่า "พ่อสุภาพบุรุษ"

                ....เกือบสี่สิบปีที่ผ่านมาฟางไม่เคยติดต่อพ่อเลย นับตั้งแต่ออกปากไล่เธอออกจากบ้านในวันนั้น ทุกคำพูดและท่าทางเกรี้ยวกราดของพ่อยังฝังอยู่ในความทรงจำของฟางเสมอมา ทั้งๆขณะนี้อายุมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถลืมมันได้ น่าเสียดายที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ได้ขอโทษพ่อ...มีอยู่วันหนึ่ง ลูกชายสองคนของฟางบัดนี้โตเป็นหนุ่มแล้วได้ย้ายออกไปสร้างครอบครัวเองหลายปีมาแล้ว โทร.มาหาพ่อซึ่งขณะนี้ได้เกษียณงานแล้วอยู่ที่บ้าน คอยดูแลเอาใจใส่ภรรยาอย่างดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ลูกชายสองคนก็ออกไปดูแลครอบครัวของตนเอง...

                ขณะนี้ฟางนั่งอยู่ในวีลแชร์ "ฟาง..จะเข้าบ้านหรือยัง" จอห์นเดินมาเพื่อจะช่วยเข็นรถวีลแชร์ให้...ขอบคุณสวรรค์ที่ประทานสามีที่ยอดเยี่ยมมาให้ฉัน

                "ดูสิ เขาไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันกับฟาง ไม่ใช่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ไม่ใช่ลูกในไส้ของฉัน เขาเป็นคนอื่นแท้ๆ แต่..ทำไมเขาดีต่อฉัน ดูแลฉันเสมอต้นเสมอปลาย.."

                ฟางจ้องมองดูดอกไม้ดอกเล็กๆที่ร่วงหล่นด้วยฝนเมื่อวาน ถูกลมแรงพัดปลิวกระจัดกระจายไปทั่วพื้น บ้างก็ล่อยลอยเคว้งคว้างไปในอากาศ ......