Get Adobe Flash player

มันมากับฤดูใบไม้ผลิ โดย : ป.ปัญญาชน

Font Size:

 

               วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปทีละน้อยพาเอาความหนาวเย็นที่ชอบเป็นพิเศษโดยเฉพาะหน้าหนาวแบบรัฐแคลิฟอร์เนียผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แต่หากหนาวเหน็บเหมือนทางด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกาคงไม่ไหว เห็นตามข่าวหลายรัฐหิมะกลายเป็นน้ำแข็ง..

               น่าเสียดายเพราะเสื้อหนาวที่ซื้อๆเก็บไว้หลายปียังใช้ไม่หมดทุกตัวเลย ความจริงก็ไม่ได้ค่อยได้เปลี่ยนเสื้อหลายตัวนัก ส่วนมากชอบใส่ตัวเก่งอยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้น อีกอย่างเมื่อใกล้หน้าหนาวทุกปีก็มักจะเอาบางส่วนไปบริจาคช่วยคนที่ไม่มีเสื้อหนาวใส่

               สันติ หรือ ลุงสันติ เริ่มรู้สึกอบอุ่นในบรรยากาศรอบตัว เริ่มขยับเอาเสื้อหนาวเก็บเข้าที่เข้าทาง เก็บเอาไว้ใช้ปีหน้าต่อไป สปริง หรือ ฤดูใบไม้ผลิเริ่มขยับเข้ามาแล้ว

               ไม่ใช่แต่เพียงลุงสันติคนเดียวที่รู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากต้องอยู่ภายในบ้านเสียส่วนใหญ่ ชีวิตรอบตัวก็เริ่มขยับต้อนรับสปริงกันอย่างคึกคัก

               ต้นไม้ใบหญ้าใหญ่น้อยต่างผลิใบอ่อนสีเขียวสดต้อนรับแดดและความอบอุ่นหลังจากรอคอยมานานหลายเดือน ดอกไม้นานาชนิดเริ่มแบ่งบานแต่งเติมสีสันสดใสให้บริเวณบ้านดูราวกับภาพในปฎิทิน เนื่องจากภรรยาของแกชอบทำสวนปลูกต้นไม้ดอกและไม้ผลไว้มากมายเลยดูราวกับบ้านน้อยในป่าใหญ่

               "สวัสดีลุงสัน" เสียงเดวิดเด็กวัยรุ่นชาวจีนข้างบ้านตะโกนถามมาจากข้างรั้ว ความจริงข้างบ้านเมื่อก่อนเป็นชาวผิวขาว แต่ขายให้กับครอบครัวชาวจีนมาอยู่ไม่นานมานี่เอง

               "สวัสดี เดวิด.."

               "ลุงกำลังทำอะไรอยู่ ลุงอยู่คนเดียวไม่เหงาบ้างเหรอ"

               "โอ๊ย..ลุงมีเพื่อนมากมาย ไม่ต้องเป็นห่วงดอก"

               เดวิด รู้สึกงงๆ

               "เอ..ผมไม่เห็นมีใครเลย"

               สันติ หัวเราะเบาๆ แล้วบอกเดวิดด้วยอารมณ์ดีว่า

               "เอ๋อ...ไม่ใช่คนดอกเดวิด
ลุงหมายถึงพวกสัตว์ต่างๆรอบตัวเราต่างหาก ดูนั่นสิ เจ้านกฮัมมิ่งหรือฮัมมิ่งเบิร์ดตัวเล็กๆมันมาทักลุงวันละหลายๆครั้งทีเดียว"

               "มันเป็นเพื่อนลุงจริงๆหรือครับ?"

               "ไม่ใช่เพียงนกอย่างเดียวนะ อย่างอื่นก็เต็มไปหมด ล้วนเป็นเพื่อนกับลุงทั้งนั้นแหละ เอาอย่างนี้ เข้ามาในบ้านลุงดีกว่าจะได้แนะนำให้รู้จักกับเพื่อนๆของลุง"

               เดวิด ตะโกนด้วยความดีใจ

               "ลุงคอยเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปหาลุงเดี๋ยวนี้เลย"

               สันติ ตะโกนสั่ง

               "อย่าลืมเอาเจ้าคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปมาด้วย"

               ไม่นานหนูน้อยเดวิดก็วิ่งปร๋อเข้ามาในสวนของลุงสันติอย่างสนิทสนม พร้อมกับหอบเจ้าแล็ปท็อปมาด้วยอย่างตั้งอกตั้งใจ

               "ดูเจ้าฮัมมิ่งเบิร์ดนั่น มันบินมาใกล้ๆทุกวัน บางวันก็หลายครั้ง ลุงเรียกมันว่าเจ้านักบิน นั่นๆมาแล้ว..เวลาลุงมายืนอยู่แถวนี้มันก็จะบินมาเอาปากแหลมๆของมันเจาะดูดน้ำหวานจากดอกไม้ มันชอบดอกพวกนี้มาก

               "เจ้าดอกสีส้มเล็กๆนี้เหรอลุง ดูรูปร่างมันเหมือนแตรเลย โห..เจ้านกฮัมมิ่งนี้มันบินนิ่งเลยปีกมันกระพือรัวเหมือนไม่ได้บิน แปลกดี"

               "นั่นแหละ เจ้านักบินมันชอบนักหนาเลยดอกไม้พุ่มนี้ แต่..มันก็บินโฉบไปโฉบมาเร็วมาก เวลาอยู่ใกล้มันก็ไม่กลัว ดูเหมือนเจ้านักบินชอบเสียอีกที่ลุงอยู่ใกล้ๆมัน เวลามันบินนิ่งกลางอากาศมันก็หันหน้ามาทักทายลุงด้วย "

               เดวิดรู้สึกสนใจเป็นพิเศษเมื่อได้เห็นเจ้านักบินใกล้ๆแบบนี้

               "ลุง อยากรู้จังทำไมมันบินได้เร็ว แทบจะจอดนิ่งอยู่กลางอากาศได้"

               "อยากรู้ลองเช็ครายละเอียดในอินเตอร์เน็ท ลองเข้าไปดูที่วิกิพีเดียดู"

               เจ้าเดวิดเปิดดูแล้วถึงกับอ้าปากค้าง

               "โอ้โห..มันเป็นนกอัศจรรย์จริงๆ"

               "ลองอ่านให้ลุงฟังหน่อย อยากรู้เหมือนกัน เขาว่าอย่างไรนะ"

               "ได้ครับ...จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คเล่ย์ เจ้าฮัมมิ่งเบิร์ดนี้ ให้ฉายามันว่า สุดยอดสิ่งมีชีวิต มีความต้องการอาหารในทุกๆ10 นาที และต้องกินถึง 2/3 ของน้ำหนักตัวต่อวันทีเดียว

               นกฮัมมิ่งเบิร์ดเพศผู้นั้น จะบินโฉบลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความประทับใจแก่นกตัวเมีย ซึ่งการบินโฉบนั้นจะมีความเร็วที่มากกว่า เครื่องบินเจ็ทอีก..ความเร็วสูงสุดของนกนั้นมีค่ามากกว่า ความเร็วของเครื่องบินเจ็ทขับไล่

               สามารถบินได้เร็วถึง 80 ครั้ง/วินาที หรือเคลื่อนที่ของกระสวยอวกาศเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ มันสามารถลอยนิ่งอยู่ในอากาศและบินถอยหลังกลับได้"

               ลุงสันติ หัวเราะอย่างชอบใจ

               "เห็นมั๊ย มันช่างเป็นนกที่น่าสนใจจริงๆ ไม่เสียดายที่เราเป็นเพื่อนมัน"

               จากนั้นสันติก็สะกิดเจ้าเดวิดให้ไปที่กุหลาบหนูที่เกาะอยู่ตลอดริมรั้วหน้าบ้าน ดอกกำลังบานส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบาง พลางชี้ให้เดวิดดูรังผึ้งซึ่งมีผึ้งเกาะอยู่เต็มไปหมด กำลังสร้างรังอยู่ในกิ่งภายในพุ่มไม้

               "ระวังๆอย่าเข้าไปใกล้มันมากนัก ธรรมดามันไม่ทำร้ายเรา นอกจากเราไปทำร้ายมันก่อน หรือคนที่โชคร้ายจริงๆถึงโดนมันต่อยเอา พวกมันมาสร้างรังที่บ้านนี้เกือบทุกปีตอนใกล้หน้าร้อนแหละ"

               เดวิดทำท่ากลัวๆกล้าๆที่จะเดินเข้าไปดู

               "ลุงเอาน้ำฉีดที่รังมันจะหนีไปไหม"

               "เอาอย่างนี้ดีกว่า เดวิดลองเปิดอินเตอร์เน็ตดูชีวิตของผึ้งดีกว่า จะได้ความรู้มากมายทีเดียวน่าสนใจไม่น้อย" "ได้ๆลุง คอยเดี๋ยว...ผมจะดูข้อมูลจากวิกิพีเดียที่เดิมนั่นแหละ

               "เดี๋ยวลุงอ่านให้ฟังดีกว่า..

               ผึ้ง จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาริโธรพอด จัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งอาศัยรวมกันอยู่เป็นฝูง โดยส่วนใหญ่จะออกหาอาหารเป็นน้ำหวานจากเกสรของดอกไม้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชในการผสมพันธุ์ ผึ้งทำงานกันเป็นระบบ มีผึ้งนางพญาเป็นหัวหน้าใหญ่

มนุษย์รู้จักผึ้งมานานกว่า 7000 ปีแล้ว กษัตริย์ Menes ของอียิปต์โปรดให้ผึ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรของพระองค์ คาดว่าผึ้งมีมากกว่า 30,000 ชนิด ซึ่งมากกว่ามนุษย์ ปลา และ สัตว์เลื้อยคลานรวมกันเสียอีก

               ลักษณะทั่วไปของผึ้ง แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ประกอบด้วยอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆที่สำคัญ คือ ตารวม มีอยู่ 2 ตา ประกอบด้วยดวงตาเล็กๆ เป็นรูปหกเหลี่ยมหลายพันตา รวมกัน เชื่อมติดต่อกันเป็นแผง ทำให้ผึ้งสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้รอบทิศ

               ตาเดี่ยว อยู่ด้านบนส่วนหัว ระหว่างตารวมสองข้าง เป็นจุดเล็กๆ 3 จุด อยู่ห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งตาเดี่ยวนี้จะเป็นส่วนที่รับรู้ในเรื่องของความเข้มของแสง ทำให้ผึ้งสามารถแยกสีต่างๆของสิ่งของที่เห็นได้ ฟริซ ดาร์ล ฟอน ได้ทำการศึกษาและพบว่าผึ้งสามารถเห็นสีได้ 4 สี คือ สีม่วง สีฟ้า สีฟ้าปนเขียว และสีเหลือง ส่วนช่วงแสงที่มากกว่า 700 มิลลิไมครอน ผึ้งจะมองเห็นเป็นสีดำ

               หนวด ประกอบข้อต่อและปล้องหนวดขนาดเท่าๆกันจำนวน 10 ปล้อง ประกอบเป็นเส้นหนวด ซึ่งจะทำหน้าที่รับความรู้สึกไวมาก ส่วนอก จะประกอบด้วยปล้อง 4 ปล้อง ส่วนด้านล่าง  ของอกปล้องแรกมีขาคู่หน้า อกปล้องกลางมีขาคู่กลาง และ ด้านบนปล้องมีปีกคู่หน้า ซึ่งมีขนาดใหญ่หนึ่งคู่ ส่วนล่างอกปล้องที่ 3 มีขาคู่ที่สามซึ่งขาหลังของผึ้งงานนี้จะมีตระกร้อเก็บละอองเกสรดอกไม้ และด้านบนจะมีปีกคู่หลังอยู่หนึ่งคู่ที่เล็กกว่าปีกหน้า

               ส่วนท้อง ส่วนท้องของผึ้งงานและผึ้งนางพญาเราจะเห็นภายนอกเพียง 6 ปล้อง ส่วนปล้องที่ 8-10 จะหุบเข้าไปแทรกตัวรวมกันอยู่ในปล้องที่ 7 ส่วนผึ้งตัวผู้จะเห็น 7 ปล้อง

               นอกจากนั้น น้ำผึ้งที่เราเอามากินนั้น คือผลผลิตของน้ำหวานจากดอกไม้ และจากแหล่งอื่นๆที่ผึ้งงานมาเก็บสะสมไว้ โดยผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และทางเคมีแล้วสะสมไว้ในรังผึ้ง ปกติแล้วน้ำผึ้งจะมีกลิ่น รส สี ที่ต่างกันออกไปตามชนิดของพืชนั้นๆ จึงทำให้สามารถระบุชนิดของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชนั้นๆได้ เรานิยมนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานในอาหารหรือเครื่องดื่มนานาชนิด"......

               โบราณท่านสอนไว้ว่า ถ้าเจ้าพบน้ำผึ้ง จงกินแต่พอดี เกรงว่าเจ้าจะอิ่มและอาเจียนออกมา.....หมายความว่า อย่าโลภมากจนเกินไป จงรู้จักพอ.. !