Get Adobe Flash player

ข้าวเปล่า..หมวดโย่ง โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                เมษายน...เข้าฤดูร้อนอีกแล้ว...หัวแทบระเบิด ปีนี้ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยากล่าวเตือนไว้อากาศจะร้อนผิดปกติกว่าทุกปีที่ผ่านมา หรือตามที่ใครๆเขาพูดกันถึงภาวะโลกร้อน เห็นท่าจะเป็นจริง เนื้อตัวเหนียวเหนอะไปหมด หายใจแทบไม่ทัน...

                หมวดโย่ง หรือ ร.ต.ต.ยงยุทธ์ ก้าวลงจากรถด้วยอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ถอดหมวกออกหนีบไว้ใต้รักแร้ เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหน้าและศีรษะที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ตั้งใจไว้ว่าจะเดินไปซื้อกับข้าวถุงกลับบ้านเอาไปฝากภรรยาที่บ้านพัก ตามที่ภรรยาสั่งไว้ก่อนเข้าเวร เห็นภรรยาบอกว่าอากาศมันร้อนในแฟลตที่พัก ไม่อยากทำกับข้าว...

                แม่ค้าขายกับข้าวสำเร็จรูปหน้าตลาดสด เอยทักก่อนด้วยความนอบน้อม

                "วันนี้จะรับอะไรดีค๊า" แม่ค้าทักทายราวกับรู้จักกันดี ในขณะที่มือกำลังยุ่งอยู่กับการเอาหนังสติ๊กรัดถุงกับข้าวอย่างคล่องแคล่วให้กับลูกค้าคนอื่นที่ยืนรายรอบอยู่สี่ห้าคน

                หมวดโย่งยืนอยู่หน้าร้านสายตาสอดส่ายไปตามถาดกับข้าวซึ่งมีอยู่หลายอย่างให้เลือก ในใจก็คิดว่า "แหม..แม่ค้าไม่ได้เรียนอะไรมามากมาย แต่ทำไมเธอคิดเลขในใจเก่งจริงๆ บางรายซื้อตั้งหลายอย่าง แม่ค้าจำได้หมด แค่บอกไอ้นี่เท่าไหร่ ไอ้นั่นเท่าไหร่ ห่อละกี่บาท พอส่งเงินให้ก็คิดยอด เงินเสร็จสรรพพร้อมกับทอนตังค์ให้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนเด็กสมัยนี้ที่ว่าเรียนเก่งๆเวลาให้คิดเลขทีไรต้องเอาเครื่องคิดเลขมาจิ้มๆตั้งนานกว่าจะได้คำตอบ..."

                ก่อนที่หมวดโย่งจะสั่งกับข้าว ทันใดนั้นเอง ได้ยินเสียงตะโกนลั่นไปหมดของแม่ค้าอีกรายถัดไปจนทำให้ทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้นอย่างตระหนกตกใจ

                "ขโมยๆ ตำรวจช่วยจับขโมยให้หน่อย เร็ว..."

                หมวดโย่งหันไปตามเสียงนั้น พลันก็เหลือบไปเห็นเด็กชายอายุอานามคงประมาณไม่ถึงสิบขวบเอง กำลังวิ่งหนีออกจากตลาดไปทางเท้าริมถนนข้างตลาดสด

                เร็วกว่าใจคิด หมวดรีบกระโดดเข้าไปในรถสต๊าร์ทเครื่องขับออกตามทันใด โดยที่ยังไม่รู้เสียงตะโกนให้จับขโมยนั้น เด็กนั้นขโมยอะไรมา

                ด้วยความรวดเร็วหมวดโย่งขับไปดักเด็กนั้นล่วงหน้าที่ร้านขายของชำริมถนน และแล้วก็สามารถจับเด็กคนนั้นไว้ได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

                "หยุดๆๆ ขโมยอะไรมา"

                เด็กชายแต่งตัวปอนๆท่าทางอิดโรย กลัวถึงกับตัวสั่นไปหมด แถมฉี่รดกางเกงจนเห็นชัดเจนเป็นรอยเปื้อน พอได้ยินเสียงตำรวจเท่านั้นถึงกับตกตะลึงชะงักงันอยู่กับที่ พอหมวดโย่งเข้ามาใกล้เด็กคนนั้นก็แทบจะทรุดลงกับพื้น นั่งยองๆยกมือไหว้อย่างเกรงกลัว

                "มานี่ ให้จับเสียดีๆ ไปขโมยอะไรใครมา?"

                "ผม ผมๆๆๆ" เด็กตอบด้วยเสียงอันสั่นเทา พลางร้องไห้โฮออกมาดังๆโดยไม่อายใครที่ผ่านไปผ่านมาแถบนั้น ในขณะเดียวกันก็ยกแขนขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

                เมื่อเห็นดังนั้น หมวดโย่งก็ใจอ่อนลงแต่ก็ยังอยากรู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่ เด็กไปขโมยอะไรใครมา ถึงได้วิ่งหนีอย่างสุดชีวิตแบบนี้ "เออ..แล้วชื่ออะไร บอกมา"

                "กุ่ม ครับ"

                "แล้วกุ่มไปขโมยอะไรมา"

                เด็กนิ่งเงียบไปสักครู่ แต่เท่าที่สังเกตดูน่าจะเป็นเด็กยากจนแต่จะเกเรหรือไม่คงต้องสอบสวนกันอีกที "ผมหยิบถุงข้าวจากร้านนั้นมาครับ"

                "อ้าว..ทำไมไม่จ่ายเงินให้เขาล่ะ"

                เด็กหยุดร้องไห้ พลางมองหมวดด้วยสายตาอ้อนวอน

                "ยาย...ไม่มีตังค์ครับ ยายไม่สบายหลายวันแล้ว..จะเอาไปให้ยายกิน"

                หมวดโย่ง ให้เด็กลุกขึ้นยืนแล้วตรวจค้นตัวทั้งกระเป๋าตังค์ทั้งสองข้างและรอบเอวก็ไม่พบอะไรมากไปกว่าข้าวเปล่าหนึ่งถุงที่ถูกวางไว้ข้างๆตัวเท่านั้น ทำให้หมวดสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เด็กคนนี้คงไม่ใช่เด็กเกเรหรือนักขโมยอาชีพเป็นแน่ ของที่หยิบมาก็เป็นเพียงข้าวเปล่าหนึ่งถุงเท่านั้น

                "เออ...เอาอย่างงี้..กุ่ม...บ้านอยู่ไหน แล้วไปโรงเรียนหรือเปล่า?"

                กุ่มก้มหน้า ไม่กล้าสบตาแต่ประการใด คงปล่อยให้หมวดยืนมองดูอย่างน่าสงสัย จนในที่สุด หมวดโย่งได้เปลี่ยนแผนใหม่โดยย่อตัวลงนั่งยองๆพร้อมกับเอ่ยขึ้นอีกครั้งในระดับเสียงเรียบๆ

พร้อมกับเอามือทั้งสองข้างจับไหล่ของกุ่มเบาๆ

                "กุ่ม หันหน้ามาทางนี้ มองมาที่ตา..."

                กุ่มเด็กน้อยผู้น่าสงสารเริ่มผ่อนคลาย หายจากความกลัวที่แทบจะแทรกแผ่นดินหนี

                "กุ่ม ขอโทษครับ เพียงอยากเอาไปให้ยายกิน เห็นยายบอกว่าหิวไม่ได้กินมาสองวันแล้ว เงินหมดระหว่างทางจะไปหาแม่"

                เมื่อซักไซ้ไล่เลียงไปเรื่อยๆก็ได้ความว่า เด็กชายกุ่มนั้นอยู่ต่างจังหวัดกับยายสองคนเท่านั้น แม่เอามาฝากยายเลี้ยงแล้วเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ใหม่ๆก็ส่งเงินและค่าเล่าเรียนมาให้ยายทุกเดือน แต่..จู่ๆก็หายไป เงินก็ไม่ได้ส่ง ข่าวคราวก็ไม่มี...ดังนั้นยายเลยคิดว่าจะพากุ่มมาตาม หาแม่ ปรากฏว่าโรงงานดังกล่าวปิดกิจการไปแล้ว เลยไม่สามารถตามหาแม่ได้ เงินก็หมดพอดี

                หมวดโย่งได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด เกิดสองจิตสองใจ ไม่แน่ใจว่าเด็กพูดจริงหรือโกหกเลยรุกหาความจริง เพื่อจะได้สบายใจ ไม่งั้นก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไรดีกับเด็กคนนี้ จะจับเข้าคุกเข้าตารางก็คงเสียอนาคตเป็นแน่ เพราะต้องมีประวัติติดตัวไปจนวันตาย อีกอย่างก็อยากให้โอกาสเด็กสักครั้ง หากเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องจริง

                "แบบนี้...กุ่ม..พาไปหายายหน่อย อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นความจริงหรือไม่ที่เล่ามาทั้งหมด"

กุ่มพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วเดินตามหมวดโย่งไปที่รถ

                "เอ้าเข้ามา นั่งรถไปหายายด้วยกัน บอกทางด้วย" 

                "ได้ครับ..."

                กุ่มบอกทางพาหมวดโย่งขับไปถึงหัวมุมถนน ซึ่งเป็นเพิงเล็กๆทำด้วยไม้เก่าๆหลังคามุงด้วยใบหญ้าคา ซึ่งถามชาวบ้านแถบนั้นรู้ดีว่า ตรงนั้นเป็นที่ขายผัดไทยของยายเมี้ยนซึ่งจะขายเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น...

                กุ่มพาหมวดโย่งเข้าไปใกล้ๆแล้วเขย่ายายซึ่งกำลังนอนให้ลุกขึ้น ยายลุกไม่ไหวท่าทางจะไม่สบายมากจริงๆ "มีอะไรวะไอ้กุ่ม ข้าขอนอนเอาแรงหน่อย" กุ่มไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ชี้มือไปที่หมวดโย่งให้ยายดู ยายลืมตาขึ้นมองหมวดอย่างหมดอาลัยตายอยาก

                "ข้าขอนอนตรงนี้เดี๋ยวเดียวเอง มีแรงหน่อยเดี๋ยวก็จะไปแล้ว ไม่ต้องมาไล่หรอก"

                หมวดโย่งเห็นดังนั้นก็ไม่ได้กวนยายของกุ่มแต่อย่างไร คงปล่อยให้แกนอนของแกไปโดยไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลย

                "เออ..เป็นเรื่องจริง..แบบนี้เดี๋ยวเรากลับไปที่เดิม เอาเงินนี่หนึ่งร้อยบาทไปจ่ายร้านขายกับข้าวนั่น บอกเขาว่า กุ่มขอโทษ กุ่มทำผิดไปแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ทำ และต้องสัญญาด้วยว่า จะไม่ทำผิดกฎหมายอีก จากวันนี้เป็นต้นไป เอาไหม"

                กุ่มยิ้มอย่างตื่นเต้น...จากนั้นหมวดโย่งก็พากุ่มไปที่ตลาดสดอีกครั้ง โดยปล่อยให้กุ่มจัดการเองทั้งหมดโดยตนเองยืนมองดูห่างๆ หมวดหัวใจพองตัวเมื่อเห็นกุ่มกล่าวขอโทษแม่ค้าด้วยน้ำตา พอส่งเงินให้แม่ค้าถึงกับอึ้งพร้อมกับกล่าว

                "คนเราหากรู้ว่าผิดแล้วกล้ากล่าวคำว่า ขอโทษ ! นั่นเป็นสุดยอดมนุษย์ไอ้หนูเอ๊ย..ป้าดีใจจริงๆ เอาเงินกลับไปแถมอยากกินอะไรก็บอกมา ป้าจะตักให้"

                เมื่อป้าคนขายกับข้าวไม่เอาผิด พร้อมที่จะยกโทษให้กุ่ม หมวดโย่งก็ไม่อยากเอาผิดกับกุ่มเหมือนกัน เลยปล่อยให้เด็กชายกุ่มรอดพ้นจากการลงโทษจากกฎหมายบ้านเมืองไป

                จากนั้นเป็นต้นมากุ่มก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากแม่ค้าขายกับข้าวพร้อมกับยายได้กลายเป็นลูกจ้างของร้านดังกล่าว จนได้กลายเป็นแม่ครัวรับหน้าที่นี้ตลอดมา

                จนกระทั่ง ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของแผงขายอาหารอยู่ริมถนนแถวนั้นด้วยการเห็นชอบจากแม่ค้าขายกับข้าว เนื่องจากอายุมากแล้ว ต้องการเลิกขาย เลยยกแผงดังกล่าวให้กับยายหลานรับช่วงกิจการต่อไป...ทางชีวิตแม้จะขรุขระ หยาบกร้าน ทารุณ ทุกข์ยากเพียงใด ลองผิดลองถูก ไม่ล้อเล่นกับโชคชะตา ถ้าไม่ท้อแท้ ยอมรับผิด รู้จักขอโทษ...วันหนึ่งจะพบความสำเร็จโดยไม่คาดฝัน.....

                .....เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้กุ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยลำแข้งของตัวเองและยายที่ช่วยการทำมาหากินตามที่โอกาสเปิดให้  ...

                ข่าวใหญ่วันนี้...นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ นอก จากงานประจำเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแล้วยังเปิดร้านขายอาหารจานละสิบบาท หรือถุงละสิบบาท เพื่อช่วยเหลือ คืนกำไรแก่สังคม ชื่อร้าน "ข้าวเปล่าสองถุงกับหนึ่งอย่าง"

                ทั้งนี้เพื่อระลึกถึงข้าวเปล่าถุงนั้น...หมวดโย่ง ร.ต.ต.ยงยุทธ์ ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่เด็กด้อยโอกาสยากจน ได้ดิบได้ดีทุกวันนี้ แต่น่าเสียดายที่หมวดโย่งต้องจากโลกนี้ไปหลายปีมาแล้ว ถูกผู้มีอิทธิพลซุ่มถล่มด้วย เอ็ม. 79  ! ......