Get Adobe Flash player

คิดไม่ออก..บอกหัวใจ โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                หลายครั้งเขาตั้งใจจะนอนตื่นสายสักวันในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่ไม่รู้เป็นอะไรเขากลับตื่นเช้าเหมือนปกติ หรือบางทีก็ตื่นก่อนเวลาด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่ สันติ ไม่เข้าใจ

                เช้านี้ก็เช่นกัน พอรู้สึกตัวพลันสมองก็สั่งการให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ใจกลับกระซิบเบาๆอีกอย่าง ไม่อยากลุก...วันนี้วันหยุดนอนให้สบายดีกว่า บิดขี้เกียจหน่อย...หลับต่อ...สมองแย้งว่าให้ลุกขึ้น มีนัดกับ จอม แฟนสาวแต่เช้า

                "วุ่นวายจริงเว้ย..มัวแต่ทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ ข้าไม่ต้องนอนกันพอดี แหม...วันนี้วันหยุดจะนอนตื่นสายหน่อยไม่ได้เชียว"

                เขานอนบ่นทั้งๆที่ยังไม่ลืมตาด้วยซ้ำ ดึงผ่าห่มให้กระชับแนบไหล่เกือบถึงคอ เอื้อมมือไปเปิดเพลงจากวิทยุข้างเตียงเบาๆ ตั้งใจว่าจะของีบต่อสักห้านาที .......

                ณ ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งในแถบนอกเมือง เป็นร้านที่ค่อนข้างจะมีบรรยากาศน่ารื่นรมย์ สถานที่กว้างใหญ่พอสมควร แขกเหรื่อก็เต็มเกือบทุกโต๊ะ อาหารมีชื่อหลายอย่างจนเป็นที่รู้จักกันดีของนักชิมทั่วไป วันนี้เขามานั่งรอจอมคนที่เขารักและคิดถึงมาตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา

                และวันนี้เป็นวันที่เขานัดจอมมารับประทานอาหารด้วยกัน หลังจากได้รับการแนะนำจากเพื่อนร่วมงานและได้ติดต่อสนิทสนมกันอย่างดีจนถึงกับตกหลุมรักเธออย่างหมดใจ

                เขาเหม่อมองสายน้ำที่ไหล่ผ่านไปช้าๆพร้อมกับผักตบชวาหลายกอ เรือวิ่งกันไปมาอย่างเพลิดเพลิน บ้างก็เป็นเรือพาย เรือลากจูงสินค้า เรือที่พานักท่องเที่ยวต่างโบกมือโบกไม้ทักทายกันอย่างมีความสุข ลมพัดเอื่อยกระทบกายรู้สึกเย็นสบายถึงแม้อากาศจะร้อนมากตอนกลางวัน

                พนักงานเสิร์ฟเข้ามาทักพร้อมนำสมุดปากกาลูกลื่นในมือ

                "สวัสดีครับ พร้อมจะสั่งอาหารหรือยังครับ?"  สันติรู้สึกเกรงใจที่นั่งมานานแล้วกว่าสิบนาทีเลยสั่งของทานเล่นมากินไปพลางๆก่อน "พี่รอเพื่อนอีกคนนะ แต่...เอาของทานเล่นมาก่อน แล้วจะสั่งพร้อมกันอีกที"

                "ได้ครับ จะสั่งอะไรดีครับ"

                "เอาข้าวเกรียบกุ้ง และ ทอดมันปลากราย...เท่านั้นก่อน เดี๋ยวค่อยสั่งเพิ่ม ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมเขาจะทานอะไร"

                พนักงานเสิร์ฟรับใบสั่งอาหารเรียบร้อย เดินจากไปด้วยท่าทางนอบน้อมกันเอง จนเขารู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง แต่ภายในจิตใจยังกระวนกระวายไม่หาย พลางคิดไปต่างๆนานา ทำไมยังไม่มาสักที ยกข้อมือขึ้นมาดูที่น่าปัดนาฬิกา นี่สายไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เอ...เธอหายไปไหน เธอลืมหรือเปล่า หรือ....หรือ......

                คิดวนไปวนมา หลายเรื่องหลายราวจนรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องแปลกมากที่ทำไมต้องไปกังวลมากมายขนาดนั้น เดี๋ยวเธอคงมาแน่นอน ผู้หญิงก็ช้าแบบนี้แหละ ไหนจะแต่งหน้าทาปาก แต่งเนื้อแต่งตัว อืม...ไม่เป็นไรน่า เดี๋ยวก็มา...อีกความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในสมอง สงสัยเธอคงไม่รักไม่ชอบเรา..แต่ใจก็โหยหา อยากเห็นหน้าเธอและพูดคุย อยากฟังเสียงอันอ่อนหวานของจอม อยากอยู่ใกล้...

                ในที่สุดเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง แต่เขาอดทนรอแล้วรออีก รอจนกระทั่งสมองสั่งการว่าไม่ต้องรอแล้ว หากเธอมาก็คงมาถึงแล้ว โทร.ไปถามเธอดีกว่า หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอถึงไม่มาตามนัด หนึ่งชั่วโมงเต็มๆที่สันติเฝ้าแต่กระสับกระส่าย สายตาก็เพ่งมองทางเข้าซึ่งทำด้วยไม้กระ ดานและตามโต๊ะอาหารอื่นๆ เผื่อว่าจะได้เห็นเธอเดินเข้ามา หรือ กำลังนั่งรออยู่โต๊ะอื่นๆซึ่งขณะนี้มีแขกมานั่งเต็มหมดแล้ว ยิ่งทำให้เขาอึดอัดมากขึ้น

                เขาตัดสินใจโทร.ไปหาทั้งๆที่พยายามหาเหตุผลและต้องการรู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทนหัวใจที่เรียกร้องไม่ไหว...ความจริงเขาโทร.เข้ามามือถือของเธอหลายครั้งแล้วแต่ไม่มีใครรับสาย ส่วนการที่จะโทรไปที่บ้านเห็นจอมเคยบอกไว้ว่า หากไม่จำเป็นไม่ต้องโทร.ไปหาที่บ้าน เพราะพ่อแม่ดุมาก ไม่อยากให้ท่านได้ยิน หรือ รู้ว่ามีนัดกับผู้ชาย

                เด็กเสิร์ฟอาหารเดินเฉียดเข้ามาใกล้ คล้ายๆจะถามว่าจะสั่งอะไรอีกไหม โต๊ะมันเต็มหมดแล้ว หากไม่สั่งก็อยากให้ออกไปรอข้างนอก.... เขาคาดเดาไปต่างๆนานา

                เขานั่งรอไม่ไหวแล้ว เดินออกมาหน้าร้านซึ่งต้องเดินผ่านทางเดินแคบๆเพียงไม้กระดานสองสามแผ่นเท่านั้น หันซ้ายแลขวาก็ไม่พบจอม เขาเดินกลับเข้าไปนั่งที่เดิมด้วยความเกรงใจเจ้าของร้านอาหารที่เขายังไม่ได้สั่งอาหารเหมือนคนอื่นๆ

                เจ้าความคิดมันพยายามให้เหตุผลร้อยแปด แต่แพ้ใจทุกที...

                หลายครั้งทำท่าจะเดินกลับ แต่ก็แพ้ใจให้รอต่อไป รอต่อไป...จนตัวเองรู้สึกหงุดหงิดบอกไม่ถูก ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะรอหรือกลับบ้าน ! สองชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีวี่แววว่าเธอจะมาตามนัด ความคิดหนึ่งโผล่พรวดเข้ามา ทำให้เกิดความสับสนจนอยากเขกหัวตัวเอง

                 "โดนหลอกแน่ๆเลยนาย เธอไม่มาแน่นอน รอตั้งสองชั่วโมงแล้วนะ" แต่หัวใจยังไม่ถอย รักเธอต้องรอหน่อย นานเท่าไหร่ก็ต้องรอ..รอ..รอ...

                "ต้องมีสักวัน..ต้องมีสักวัน...จะเดินตามฝัน...ไม่ท้อไม่หวั่นแม้ไกลแสนไกล..." แถมมีเสียงเพลงล่อยลอยเข้ามาในใจอีกต่างหาก เขาถึงกับหัวเราะออกมาดังๆโดยไม่สนใจใครจะเห็นหรือได้ยิน

                "เออ...ดีเหมือนกัน หัวใจกับความคิดมันทะเลาะกันไปคนละทาง แปลกดี..."

ความจริงเขาเองเป็นนักอ่านตัวยง เคยผ่านตาจากหนังสือ การเรียนรู้ที่แท้และพอเพียง ของ ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย ว่าสมองคนเราถ้ามาพิจารณากันทั้งก้อนจะแบ่งได้เป็น 4 ส่วน

                ส่วนที่ 1. คือสมองที่คุมสัญชาตญาณดิบของเรา อยู่ตรงกลางเลย ควบคุมการหายใจ ควบคุมการเต้นของหัวใจให้เรามีชีวิตอยู่ ควบคุมเรื่อง ความหิว ความอิ่ม

                ส่วนที่ 2. คือ ส่วนทรงตัว ให้เราเดินสองขาได้ วิ่งสองขาได้

                ส่วนที่ 3. อยู่ข้างใน เป็นส่วนที่แสดงอารมณ์ขึ้นมา รัก โลภ โกรธ หลง กลัว อิจฉาริษยา

                ส่วนที่ 4. เป็นส่วนบนสุด คือส่วนคิด ส่วนให้เหตุผล....."

พอนึกขึ้นมาได้ก็พอจะเข้าใจ ทำไมใจถึงได้สวนทางกับความคิดอยู่เสมอๆ ความจริงไม่ใช่หัวใจคิดเป็นแน่ หัวใจ เป็นเพียงอวัยวะสำหรับสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่ายกาย

                ถึงแม้ สันติ จะพยายามหาเหตุผลที่จิตใจสับสนวุ่นวายอยู่กับการรอคอยนั้น มันก็พอจะอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่..ยังไงก็ปวดหัวอยู่ดี

                ในที่สุดเขารอไม่ไหวเพราะเวลาผ่านไปสามชั่วโมง เขาไม่สั่งอาหารเพิ่ม ได้แต่เพียงขอโทษพนักเสิร์ฟ แล้วควักเงินจ่ายค่าอาหารไป พร้อมวางทิปค่อนข้างมากกว่าปกติ เขาเดินคอตก กลับออกมาจากร้านอาหารด้วยจิตใจที่หดหู่ที่สุดเท่าที่เขาจำความได้ นี่หรือความรัก เสียดายเวลาที่รอคอยและเอาอกเอาใจเธอมานาน

                จากวันนั้นเป็นต้นมา เขาพยายามหักใจที่จะไม่คิดถึง แต่..พยายามแล้วพยายามเล่าก็ทำใจไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเขา ไม่ใช่เพียงแต่เธอไม่ไปตามนัดทานอาหารวันนั้นเท่านั้น แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็ไม่ยอมรับสายเลย ทั้งๆที่รู้ว่า เธอไม่รับสาย แต่..เผลอทีไรก็โทร.ไปทุกที

                เขาเคยผิดสัญญากับจอม โดยโทรศัพท์เข้าไปทางบ้าน พอได้ยินเสียงผู้ชายรับสายก็ต้องรีบวาง เขาเองรู้สึกมันผิดมารยาทมาก แต่ก็รู้สึกใจสั่นกลัวไม่กล้าถามหาหรือขอพูดกับคนที่เขาเฝ้ารอ

                จากนั้นไม่นาน เผอิญได้เจอกับเพื่อนของจอม คนที่แนะนำให้เขาได้รู้จัก

                "อ้าว..ไม่รู้หรือว่า จอมมันถูกสิบล้อถอยหลังชนและทับจนขาขาดไปสองข้าง"

                สันติได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึง ถามย้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจ

                "แล้วผมจะไปเยี่ยมเธอได้ที่ไหน" เจ้าเพื่อนคนนั้นสั่นศีรษะ พร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าสันติจะไม่รู้เรื่องนี้

                "ฉันเสียใจด้วยจริงๆ เจ้าจอมมันทนพิษบาดแผลไม่ไหว เค้าจากไปตั้งหลายอาทิตย์แล้ว ป่านนี้คงเผาไปแล้ว" เขาได้ยินดังนั้น ถึงกับตะโกนออกมาดังๆ

                "ไม่จริง ไม่จริง ผมไม่เชื่อ ! "

                สันติสะดุ้งตกใจตื่น พร้อมกับสะบัดหัวอย่างแรง ลุกพรวดพราดลงจากเตียงนอน ตั้งสติอยู่สักพัก ก่อนที่จะหันไปปิดวิทยุข้างเตียง

                 "เฮ้ย..นี่เราฝันไปหรือนี่ !"

                เขามองไปนาฬิกาตั้งโต๊ะ เลยเวลานัดไปแล้ว เขาคว้าโทรศัพท์มือถือ รีบกดไปหาจอมอย่างแทบจะทันที โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น "จอม ผมขอโทษนะ เดี๋ยวผมคงไปสายหน่อย"

                "แหม..เธอเป็นคนนัดเอง แล้วยังมาสายอีก รู้ไหมนี่มันเลยเวลานัดไปเกือบชั่วโมงแล้ว ยังไม่ได้ออกจากบ้าน ไม่ต้องมาแล้ว !"  "อย่าห้าม ผมต้องไปพบให้ได้"

                แน่หรือ...ลองถามใจเธอดูก่อน....???