Get Adobe Flash player

น่านน้ำ..ลำธาร..แก้วตาดวงใจ ! โดย...ปลายนิ้ว

Font Size:

                ”สวัสดีครับ สวัสดีครับ” ดูเหมือนว่า เสียงนี้จะเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนที่กำลังอยู่ในอิริยาบถต่างๆในห้องทำงานของวิทยาลัยแห่งนี้รู้ว่า ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว ทุกๆบ่ายของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ รถโรงเรียนจะเข้ามาส่งลูกหลานของพนักงานของวิทยาลัยคืนสู่อ้อมอกของผู้ปกครอง

                สำหรับห้องทำงานห้องนี้นั้น หลังจากคว้ากระเป๋านักเรียนลงจากรถตู้เด็กชายลำธารเข้ามาเล่นเกมจากคอมพิวเตอร์รอแม่ทุกวัน ทุกคนในห้องทำงานรู้จักแม่ของลำธารดี เธอเป็นนักวิชาการศึกษาที่มีภาระงานเกี่ยวกับงานด้านคนพิการทางการเห็นทั้งในระดับองค์กรและระดับชาติ ถึงแม้ว่าตัวเธอจะพิการทางการเห็นเช่นกัน แต่เธอก็เป็นที่ยอมรับในวงการการศึกษาที่เธอเข้าไปมีบทบาท

                ลำธารเดินนำทางแม่กลับบ้านทุกวัน แต่ถ้าน่านน้ำ น้องสาวของลำธารอยู่ ลำธารก็จะมีโอกาส วิ่ง หรือกระโดดเล่นตามทางเหมือนเด็กชายคนอื่นๆ ที่แม่ของพวกเขาต้องคอยเรียกแล้วเรียกอีก แต่สำหรับลำธารแล้ว การเดินกับแม่เป็นสิ่งที่คุ้นชินมากกว่าการกระโดดออกลิงออกค่างเหมือนเด็กๆทั่วไป ส่วนน่านน้ำนั้น ไม่เคยห่างแม่ หนูน้อยจะคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆเสมอ ทว่า โรงเรียนของน่านน้ำอยู่ไกล ลำธารจึงเดินกลับบ้านกับแม่มารอน้องที่ใต้อาคารพักอาศัยทุกเย็น ซึ่งก็เป็นที่เดียวกันกับทุกเช้าที่แม่จะมารอส่งลำธารกับน่านน้ำไปโรงเรียน ทั้งลำธารและน่านน้ำได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆของจังหวัด

                 เด็กทั้งสองมีความสุขกับความพร้อมและความสะดวกสบายของบริการต่างๆในโรงเรียน แต่พวกเขาเล็กเกินไปกว่าที่จะเข้าใจว่า แม่ของพวกเขาต้องทำงานหนักเพียงใด เพื่อที่จะให้พวกเขาทั้งสองมีความเท่าเทียมกับเด็กๆคนอื่น และที่สำคัญมีความรู้และปลอดภัยเมื่ออยู่ไกลแม่ในแต่ละวันขณะที่แม่ต้องทำงาน 

                 จากการที่ใบบัวเป็นนักวิชาการที่ทำงานร่วมกับคนหลายระดับ และเธอมักจะพาลำธารกับน่านน้ำไปด้วยเสมอ ลำธารกับน่านน้ำจึงเป็นที่รู้จักของผู้ร่วมงานของใบบัว และพวกเขาทั้งสองได้มีโอกาสไปร่วมงานเลี้ยงหรือการสัมมนาตามโรงแรมหรูหลายแห่ง ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่ที่ๆเหมาะสมสำหรับเด็กๆวัยอย่างพวกเขา แต่ด้วยความเมตตาของผู้มีพระคุณหลายท่านที่สนับสนุนงานของใบบัว บรรดาท่านเหล่านั้น จึงเมตตาลำธารกับน่านน้ำด้วย ใบบัวระลึกถึงพระคุณของท่านเหล่านั้นเสมอ แต่ก็คิดฝันในใจว่า

                "แม่อยากให้ลูกของแม่มีวัยเด็กที่สมวัย เพราะการติดตามแม่มานี้ ลูกต้องโตก่อนวัย อาจจะมองได้ว่า มีโอกาสมากกว่าเด็กคนอื่น แต่ในขณะเดียวกัน ลูกก็เสียโอกาสในวัยเด็กที่สนุกสนานไป ซึ่งมันจะกลับมาอีกไม่ได้แล้ว ระยะเวลาของการเป็นผู้ใหญ่นั้น มีแน่นอนและยาวนาน สักวันหนึ่งแม่จะคืนเวลาความเป็นเด็กตามวัยให้ลูก"

                ใบบัวตั้งใจไว้ว่า เมื่อลูกเรียนจบชั้นประถมแล้ว จะส่งเรียนระดับมัธยมในโรงเรียนประจำ เพราะใบบัวรู้ว่า เด็กวัยรุ่นต้องการเพื่อน ต้องการอิสระ ต้องการต้นแบบที่ดี และต้องการกิจกรรมหลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกไปสู่วัยผู้ใหญ่ ใบบัวรู้ตัวดีว่า หากลูกๆอยู่กับเธอ พวกเขาจะขาดสิ่งเหล่านี้ เพราะต้องคอยช่วยเหลือดูแลเธอ หรือไม่พวกเขาก็อาจจะต้องการเป็นตัวของตัวเอง จนเธอไม่สามารถดูแลได้ ดั่งข่าวปัญหาวัยรุ่นที่เห็นๆกันบ่อยๆ พ่อแม่รวยๆครบ 32 ก็ยังเอาลูกไม่อยู่ ทั้งเกเร ติดยา หรือไม่ก็คิดสั้นเพราะอกหัก สร้างความผิดหวังให้กับพ่อแม่อย่างโหดร้ายที่สุด ใบบัวจึงตั้งใจที่จะปกป้องลำธารและน่านน้ำจากสิ่งเหล่านี้ เธอเชื่อว่า ลูกๆของเธอจะปลอดภัยอยู่ในรั้วโรงเรียนประจำที่เชื่อถือได้ แต่ก็ยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงเวลานั้น

                 การที่ใบบัวมองไม่เห็น เธอจึงเกลียดการโกหกที่สุด เพราะทำให้เธอได้ข้อมูลที่ผิดพลาดและ เสียเวลา มิหนำซ้ำใบบัวก็ไม่ได้เป็นคนโชคดีในเรื่องนี้เสียด้วย เพราะคนที่โกหกเธอมากที่สุดก็คือสามีของเธอ แต่ด้วยเขาเป็นคนเก่งและมีความสามารถหลายด้าน ตามที่เขาพูดกันว่า คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง เห็นจะใช้ได้ดีกับเขา มีสาวน้อยสาวใหญ่หลายคน ที่สลับกันไปมาหาสู่กับเขา สาวๆใจบุญบางคนก็แพ้ความสงสาร จนกระทั่งยอมเป็นกิ๊กเก็บของเขา สามีของใบบัวเคยเป็นพ่อที่ดีมาก แต่ก็ต้องยอมทิ้งหน้าที่พ่อที่ดีไปเป็นสามีสมัครเล่นของบรรดาสาวๆใจบุญที่ยอมมอบกายมอบใจให้กับชายพิการตาลูกสองอย่างเขา ....

                เมื่อลำธารอายุได้เก้าขวบเศษ สามีของใบบัวก็ตัดสินใจขอแยกทางกับเธอ โดยอ้างเหตุผลว่า ใบบัวเป็นผู้หญิงที่ดื้อ เขาไม่สามารถปกครองได้ และใบบัวบกพร่องในหน้าที่ภรรยา เธอก็ยินยอม และขอรับดูแลลูกทั้งสองเอง โดยเธอได้ออกจากบ้านและไปเช่าห้องพักอยู่กับลูก

                ใบบัวเริ่มคิดถึงอนาคตของลูกๆอย่างมากขึ้น เพราะอีกแค่สองปี ลำธารก็จะจบประถมหกแล้ว และเขาต้องต่อระดับมัธยมในโรงเรียนแห่งใหม่ที่เป็นโรงเรียนประจำ แต่เมื่อคำนวณระยะ เวลาการจ่ายหนี้แล้ว ไม่มีโอกาสชำระหมดก่อนสองปีแน่นอน ใบบัวเคยพูดกับผู้ใหญ่ที่ทำงานว่า การที่เธอจะพ้นจากสภาพนี้นั้น มีวิธีเดียวคือ การไปเรียนต่างประเทศแบบลาเรียน เพื่อให้มีเงินเดือนสำหรับลูกๆ ใช้จ่ายที่เมืองไทย และตนเองก็จะใช้เงินทุนในการเรียนที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็มองว่า เป็นความคิดที่เลื่อนลอย เพราะการสอบนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะได้แน่นอน และที่วิทยาลัยก็ไม่ได้มีการขอส่งนักเรียนทุนไปเรียนต่างประเทศ หากจะทดลองสอบก็ต้องสอบภายใต้สังกัดอื่น ซึ่งถ้าสอบได้ก็ต้องลาออกจากวิทยาลัย ไม่มีเงินเดือนจากเมืองไทยขณะเรียน เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ต้องไปทำงานตามสังกัดที่สอบได้ ใบบัวฟังแล้วก็ยังคงคิดลึกๆอยู่ว่า ตนเองน่าจะมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ เพื่อจะได้มีตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นเมื่อกลับมา และจะได้มีกำลังในการส่งลำธารและน่านน้ำเรียนในระดับอุดมศึกษา

                หลังจากนั้นหนึ่งปี สำนักงานข้าราชการพลเรือนหรือที่รู้จักกันว่า ก.พ. ได้ประกาศรับสมัครนักเรียนทุนรัฐบาล เพื่อไปศึกษาด้านการศึกษาพิเศษในระดับปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมาใช้ทุนที่วิทยาลัยที่ใบบัวกำลังทำงานอยู่เมื่อสำเร็จการศึกษา ใบบัวจึงตัดสินใจสมัคร ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า จะสอบได้หรือไม่ การสมัครสอบของเธอเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะความไม่พร้อมด้านเอกสาร เพราะเธอเพิ่งจบระดับปริญญาโทในวันแรกของการเปิดรับสมัครนักเรียนทุน เธอจึงต้องติดตามเร่งเอกสารต่างๆให้ทันกับการยื่นใบสมัคร

                และในวันสุดท้ายของการสมัคร ใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยพร้อมส่งของเธอไม่สามารถ พริ้นท์ได้ เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิคของคอมพิวเตอร์ในร้านที่เธอไปใช้บริการ ซึ่งขณะนั้นเหลืออีกเพียงสองชั่วโมงที่ไปรษณีย์จะปิด เธอไม่มีเวลาจะไปที่อื่นแล้ว เพราะเอกสารต้องมีตราประทับส่งวันนี้เท่านั้น

                ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเธอ เธอได้เปิดคอมพิวเตอร์สองเครื่อง และให้ลำธารและน่านน้ำลอกข้อความจากหน้าจอลงในใบสมัคร โดยที่ลำธารเริ่มจากหน้าแรก และน่านน้ำเริ่มจากใบสุดท้าย พวกเขาทั้งสองตั้งใจทำและในที่สุดเอกสารนี้ก็ได้ส่งทันเวลาก่อนสี่โมงเย็นเพียงห้านาที

                ในระยะเวลาหนึ่งปีหลังการสมัครนั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับใบบัว สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเธอมากที่สุด ก็คือการสอบได้ทุนตามความปรารถนาของเธอ สิ่งที่ช่วยสนับสนุนให้การไปต่างประเทศของเธอเป็นจริงได้ก็คือ

                ลำธารและน่านน้ำเต็มใจเข้าโรงเรียนประจำ เพื่อจะรอแม่ที่จะกลับมาเป็น ดร. ลำธารบอกว่า แม่ของเขาจะเก่งกว่าแม่ของคนอื่นๆหลายคน ส่วนน่านน้ำนั้นทั้งอยากอยู่กับแม่ และอยากให้แม่ไป แต่ก็ไม่ขัดที่จะเรียนในโรงเรียนประจำ

                ในสามสัปดาห์ก่อนการเดินทาง ใบบัวรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก เพราะลูกๆเข้าโรงเรียนประจำแล้ว เธอรู้ว่าความสะดวกสบายหลายอย่างนั้นมาจากลูกๆ โดยเฉพาะการไปจับจ่ายซื้อของ การเรียกรถแท็กซี่ การเดินทางไปที่ต่างๆ การเลือกสีเสื้อผ้า และอื่นๆอีกมากมาย ลูกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอจนแยกไม่ออกว่า สิ่งไหนเธอทำได้เอง สิ่งไหนมาจากลูก เธอมารับรู้ได้เมื่อลูกๆได้กลับไปเป็นเด็กตามวัยอย่างที่เธอเคยตั้งใจไว้ เธอจึงรู้ว่า ลูกเป็นแก้วตาดวงใจเป็นเช่นไร

                ในวันเดินทาง เพื่อนๆหลายคนมาส่งที่สนามบิน ที่ใบบัวประทับใจมากประการหนึ่งคือ เพื่อนร่วมรุ่นสมัย ม. 3 ทุกคนในชั้นมาส่งเธอ พวกเขาได้จัดงานเลี้ยงส่งเธอเมื่อสองสามวันก่อนและได้ว่าจ้างรถตู้มาส่งเธอด้วย เพราะพวกเขาคิดว่า ใบบัวเป็นเพื่อนคนเดียวที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาสูงสุดในรุ่น นอกนั้นก็คือ คุณพ่อคุณแม่ น้องๆ ทั้งเขยและสะใภ้ หลานๆ และที่สำคัญก็คือลำธารกับน่านน้ำ ได้รับอนุญาตให้มาส่งแม่ได้นั่นเอง เมื่อใบบัวร่ำลาทุกคนแล้ว เธอก็เดินทางมากับการบินไทยตามลำพัง...

                ใบบัวรู้ว่าจะมีคนมารับเธอที่สนามบินแน่นอน..แต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงเกือบสองชั่วโมง ไม่มีใครมาพบเธอหรือเสียงประกาศใดๆ ก็ทำให้เธอเริ่มกลัวและคิดไปต่างๆนานา อีกทั้งผู้คนที่นั่นก็เริ่มเงียบเสียงลง....

                ใบบัวคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป...ได้แต่จับสัมภาระทั้ง 4 ใบไว้แน่น แล้วนั่งนิ่งๆน้ำตาคลอเบ้า...! !

----------------------