Get Adobe Flash player

เนตรส่องห่วงใย..ไทยทั่วหล้า.. โดย..เชิงภู

Font Size:

เสียงไฟลามเลียใบไผ่แห้งกรอบที่ร่วงจากต้นดังกรอบแกรบ เปลวไฟสีแดงเคลื่อนไปเรื่อยตามเศษใบไผ่ที่วางสุมอยู่ ด้านหลังที่มอดแล้วกลายเป็นเถ้าสีดำ เมื่อลมพัดโชยก็กระจายฟุ้งบริเวณนั้น

            สองน้าหลานมาช่วยทำความสะอาดลานหน้าบ้านป้าเยื้อน สิ่งแรกที่ทำคือเผาใบไผ่ที่สะสมพอกพูนเป็นเนินขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้เครือมะพร้าวแห้งมาทำเป็นไม้กวาด ทั้งสองคนช่วยกันกวาดล้อมเข้ามา จนเป็นกองเดียวกันแล้วจุดไฟเผาก่อนจะนั่งเฝ้าเพื่อให้ใบไผ่มอดหมด และคอยระวังไม่ให้ลามเลียไปติดตรงอื่น

                “ อัยยา..น้าปลา แล้วกวาดขี้ดินใส่ตาผมไซร (ทำไม) ?” ขามเอามือปิดตาขยี้เบาๆก่อนจะทิ้งไม้กวาดเครือมะพร้าววิ่งไปที่ตุ่มน้ำข้างบ้านใช้ขันจ้วงน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตา

                “ โทษที!! พันพรือมั่ง (เป็นไงบ้าง) หายเคืองแล้วม่าย (หรือยัง) ?” ลูกปลาถามหลานชายที่เดินกลับมา

                “ ค่อยยังชั่วแล้ว แต่ยังแสบๆอยู่ ” ขามบอกพร้อมค้อนนิดๆ

                “ นั้นไปกินข้าวกันก่อนไป ป้าทำเสร็จแล้ว เดี๋ยวค่อยมาจุดไฟเผาต่อ” ลูกปลาเอ่ยชวน

                กับข้าวพร้อมบนเสื่อกระจูด มีทั้งน้ำพริกกะปิ ผักเหนาะ (ผักแนม) เต็มถาด ปลาทูทอด แกงส้ม (แกงเหลือง) มะละกอ  และแกงคั่วเนื้อหมูที่ยังกินไม่หมดคงจะเหลืออยู่นานแล้วเพราะอุ่นจนภายในหม้อแกงขึ้นคราบดำเขลอะ ป้าเยื้อนตักข้าวแจกจ่ายทุกคนและล้อมวงกินกันไป ตาดูและหูฟังรายการในทีวีบอกเล่าพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9

                “ เป็นไหรล่ะไอ้ขาม (เป็นอะไรล่ะไอ้ขาม) ? ” ป้าเยื้อนถามเมื่อเห็นหนุ่มน้อยยกมือขึ้นขยี้ตาบ่อยจนตาเริ่มแดง

                “ ขี้ดินเข้าตา แสบเด้” ขามตอบก่อนตักข้าวเข้าปาก

                “ ไม่เท่าไหร่หรอก อย่าไปยี (ขยี้) ตามาก พอได้แล้ว” ป้าเยื้อนบอก

                ขามนั่งพิงฝาบ้านมองรายการทีวี ลูกปลาล้างถ้วยชามอยู่ในครัว ส่วนป้าเยื้อนลากเชี่ยนหมาก (ตะกร้าใส่อุปกรณ์ตำหมาก) ออกมาตำหมากตามกิจวัตรประจำวันหลังกินข้าวเสร็จ

                “ ป้าผมถามไหรสักหิดถิ (ป้าผมถามอะไรสักหน่อยซิ) ?” ขามพูดกับป้าเยื้อน

            “ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตาบอดข้างหนึ่งเหอ (เหรอ)?” ขามถาม

            “ จริง!! พระองค์ท่านพระเนตรบอดข้างหนึ่ง เอ็งต้องใช้คำให้ถูกนะ เค้าต้องแหลง(พูด) ว่า พระเนตร บอด ” ป้าเยื้อนบอกหลาน “ แต่ถึงแม้พระองค์ท่านจะมีพระเนตรดีแค่ข้างเดียว แต่พระองค์ท่านก็ดูแลประชาชนคนไทยด้วยดีตลอดมา บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระองค์ท่านพระเนตรเสีย” ป้าเยื้อนพูดต่อ

                “ นั่นแหล่ะ!! คนไทยหลายคนคงยังไม่รู้ ถ้ารู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำงานดูแลคนไทย โดยใช้พระเนตรข้างเดียว ทุกคนจะรักพระองค์ท่าน และจะทรงสงสารพระองค์ท่านอย่างมากมาย” ลูกปลาพูดเมื่อมานั่งข้างป้าเยื้อน

                “ แล้วไซรในหลวงท่านถึงพระเนตรบอดล่ะ?” ขามถามอย่างอยากรู้

                “ ..พระองค์ท่านประสบอุบัติเหตุ ตั้งแต่พระชมมายุ 20 พรรษา ตอนนั้นพระองค์ท่านทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  รถพระที่นั่งของพระองค์ท่านไปชนกับรถบรรทุก ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรข้างขวา พระอาการสาหัส หลังจากพระอาการพ้นอันตรายแล้ว แต่พระเนตรข้างขวาใช้การไม่ได้ สุดท้ายทางทีมแพทย์ก็ได้ให้พระองค์ท่านทรงพระเนตรเทียม คนไทยไม่ค่อยรู้ข่าวกันหรอก เพราะพระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้เป็นข่าวครึกโครม เพราะไม่อยากให้คนไทยเป็นห่วง และช่วงนั้นประเทศไทยในด้านบ้านเมืองไม่ค่อยเรียบร้อยสักเท่าไหร่ พระองค์ท่านก็ทรงศึกษาด้วยพระเนตรข้างเดียว และกลับประเทศไทยมาดูแลคนไทย ด้วยพระเนตรข้างเดียวมาตลอด..”  ลูกปลาเล่าให้ป้าและหลานฟัง

            “ หาม่าย (ไม่มี) กษัตริย์องค์ไหนในโลกนี้ที่จะรักประชาชนของพระองค์ ได้เท่ากับพระองค์ท่านแล้ว ” ป้าเยื้อนวางบอกยน (กระบอกตำหมาก) และยกมือท่วมหัวพร้อมยกมือป้ายหางตา

                “ แต่ในหลวงท่านก็ขับรถยนต์ ทำโน่นทำนี่ เหมือนพระเนตรปกติดีนะ” ขามยังคงตั้งข้อสังเกต

                “ ก็เพราะพระองค์ท่านไม่คิดว่าการมีพระเนตรข้างเดียวจะเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตนะซิ พระองค์ท่านก็ใช้ชีวิตตามปกติทุกอย่าง เป็นตัวอย่างให้คนไทยทุกคนได้เห็นถึงความเข้มแข็งและการต่อสู้ที่เอามาเป็นแบบอย่างใช้กับชีวิตของตัวเองได้จริงๆ ” ลูกปลาพูด

                ขามยกมือปิดตาข้างที่เศษดินกระเด็นเข้า แล้วหันซ้ายหันขวา มองนั่นมองนี่

                “ ผมแค่ขี้ดินเข้าตา ลองเอามือปิดตาแล (ดู) ลำบากอยู่นะ” ขามพูดเบาๆ

                “ แล้วพระองค์ท่านล่ะที่ต้องศึกษาด้วยพระเนตรข้างเดียว และดูแลคนไทยด้วยพระเนตรข้างเดียวจนเสด็จสวรรคต จะลำบากเพียงไร?”

“ แม้พระองค์ท่านจะมีพระเนตรเพียงข้างเดียว แต่สายพระเนตรของพระองค์ท่านมองเห็นไปทุกหย่อมหญ้า มองกว้างไกล เห็นความทุกข์ยากของราษฎรทั่วหล้า”