Get Adobe Flash player

งูปะ..ยาโบราณ โดย..เชิงภู

Font Size:

….เพราะฝนโปรยเมื่อคืน เช้านี้อากาศเลยสดชื่น แอ่งน้อยใหญ่กลางถนนน้ำฝนขังเต็ม ลูกเขียดสองสามตัวเริงร่าชูคอตาใสแจ๋วก่อนจะผลุบหายลงใต้น้ำเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่เข้ามาใกล้ กอไผ่โยกเอนยามลมพัดน้ำฝนค้างใบยังคงร่วงเปาะแปะ

สามคนเดินตามหลังกันเรียงลดหลั่นกันตามวัย พ่อ ลูกปลาและขาม พ่อนั้นถือมีดพร้าและสะพายกระเป๋ากระสอบปุ๋ย ส่วนสองคนด้านหลังเดินตัวเปล่า

“แขบไปทำไหรล่ะชายเขานั่น (จะรีบไปทำไมตีนเขานั่น) ฝนเพิ่งหยุดตก หัวเช้า(ตอนเช้า) นอนบายอิตาย (นอนสบายจะตาย)” ขามบ่นปอดแปด ส่วนผู้เป็นน้าได้แต่อมยิ้ม คนด้านหน้าสุดหน้าตาเรียบเฉย ไม่ได้สนใจคำบ่นจากคนด้านหลัง

ชายสูงวัยด้านหน้าชะงักหยุดเดิน ขามที่เดินรั้งท้ายชนผู้เป็นน้าก่อนสายตาจะเห็นหางสีดำไวๆ เลื้อยผ่านมุ่งหน้ามุดเข้ากอไผ่

“อัยยา!! ดำทะมึนเลย ไอ้เห่า (งูเห่า) แน่นอน” ขามพูดน้ำเสียงตื่นเต้น

ทั้งสามก้าวเดินกันต่อ แต่ดูจะระมัดระวังมากขึ้น หมดทางถนนที่เป็นคอนกรีตเล็กเข้าสู่ถนนธรรมชาติ เพราะหญ้าขึ้นปกคลุมพื้นผิวหน้าถนนจึงเดินสบายขี้ดินไม่ติดรองเท้า แต่ต้องระมัดระวังเพราะบางช่วงหญ้ารกสูงท่วมข้อเท้า คนเดินหน้าสุดใช้มีดพร้าสับตัดหญ้าเป็นครั้งคราว

ณ สวนที่เดิมข้างริมเขา หญ้ากองย่อมๆ เรียงราย พ่อตั้งใจจะมาตรวจดูหญ้าที่ถากถางไว้กะไว้ว่าถ้ามีหญ้าขึ้นอีกจะได้ถางถอนเพื่อปรับพื้นที่ไว้ปลูกพริก ชายสองวัยช่วยกันดึงถอนหญ้าที่ขึ้นใหม่ไปรวมกันในกองเก่าที่ยังเปียกชุ่มอุ้มน้ำฝน

“เอ้ย!!” เสียงร้องดังอย่างตกใจมาก

“ไอ้ไหรๆ (อะไรๆ) มึงเป็นไหร (มึงเป็นอะไร) ?” พ่อตะโกนถามขามก่อนรีบเดินเข้าไปใกล้

“เฉียดโถกงูขบ (เกือบถูกงูกัน) งูหัวสามเหลี่ยม งูไหรวะ (งูอะไรวะ) ?” ขามบอก

ผู้เป็นพ่อใช้ไม้ยาวเขี่ยในกองหญ้านั้นก่อนจะเห็นงูหัวสามเหลี่ยมคอสั้นนอนขดอยู่ ไม่รอช้าใช้ไม้นั้นฟาดจนงูแน่นิ่ง

“เป็นไหรล่ะขาม (เป็นอะไรล่ะขาม) ? ไซรทำหน้าพันนั้น (ทำไมทำหน้าแบบนั้น)?” ลูกปลาถามหลานที่ยืนทำหน้าพิกล

“ไซร (ทำไม ) เจ็บๆวะ” ขามพูดพลางก้มลงดูข้อเท้าเห็นเลือดซึมออกมาจากจุดเล็กๆ

“งูปะขบใช่มั้ยไอ้ขาม (งูกะปะกัดไช่ไหมไอ้ขาม)” พ่อถามก่อนบอกให้ลูกสาวประคองหลานชายไปนั่งที่ตะแคร่ ก่อนจะก้มลงตัดหางงูกะปะ(งูมีพิษร้ายแรงพบมากทางภาคใต้ของไทยอาศัยในพื้นที่รกชื้น พิษของงูกะปะมีผลต่อระบบเลือด เลือดจะไหลออกทางแผลที่ถูกกัดและแผลจะบวมคล้ำและเปื่อยเน่าได้ ถ้าไม่รีบรักษาจะตายได้)

“มึงสู้กินหางงูม่าย (มึงกล้ากินหางงูไหม) ?” คนถูกถามส่ายหน้า คนถามไม่คะยั้นคะยอก่อนส่งหางงูเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย สองคนน้าหลานมองหน้ากันออกอาการผะอืดผะอม

“ไม่ต้องตกใจ เตรียมของมาแล้ว แถวนี้หน้าฝน งูปะมาก (งูกะปะเยอะ)” พ่อลูกปลาพูดไม่ได้ตื่นเต้นกับอาการของหนุ่มน้อยบนตะแคร่ ก่อนจะคุ้ยหาของในกระเป๋ากระสอบปุ๋ย ขวดเล็กที่บรรจุน้ำใสกลิ่นฉุนจนต้องนิ่วหน้าเมื่อเปิดฝาออก ขี้วัวพอแห้ง และยอดหญ้าคาไม่สดมากคงเพราะเก็บติดกระเป๋าไว้

“ส่งพร๊ก (กะลา) มาที” พ่อบอกลูกปลาให้หยิบกะลาที่ผ่าซีกซึ่งเธอเห็นวางคว่ำอยู่ทุกครั้งที่มาที่สวนแห่งนี้  เธอหยิบส่งให้พ่อหนึ่งอันอีกอันก็วางไว้เหมือนเดิม

ยอดหญ้าคาถูกบิดบี้ด้วยมือจนแหลกใส่ลงเกือบเต็มกะลาครึ่งซีกนั้น ตามด้วยขี้วัวก่อนมือคล้ำแข็งแรงคลุกเคล้าเข้ากัน ผ่านไปพักใหญ่น้ำใสๆถูกรินจากขวดเทใส่ลงในกะลาก่อนมือนั้นจะคนกวนจนเข้ากันและวางพักไว้

พ่อเดินกลับจากล้างมือ หยิบกะลาอีกใบหงายขึ้นแล้วเทน้ำข้นๆจากกะลาอีกใบใส่ลงไป ส่งให้หนุ่มน้อยที่นั่งมองตาปริบๆ

“เอา จัดการเลย” ชายสูงวัยบอก

แผลที่ข้อเท้าที่ถูกพอกด้วยเศษสิ่งผสมในกะลาเริ่มหยุดบวม เลือดซึมออกนิดหน่อย แต่อาการปวดยังมีอยู่ เจ้าของแผลเงียบสนิทไร้เสียงใดๆ

“ถ้ามึงกินหางงูไม่เจ็บพันนี้หรอก (ไม่เจ็บแบบนี้หรอก)” เจ้าของสูตรยาบอก “ ไม่เชื่อแต่อย่าหลบหลู่ยาโบราณหมัน (มัน) ดีนะ”

“พาขามไปหาหมอม่ายล่ะพ่อ (พาขามไปหาหมอไหมล่ะพ่อ) ?”ลูกปลาถาม

“ไม่ต้องไปหรอก ยาสูตรนี้ติดต่อกันสามวัน รับรองหาย!!” พ่อบอก

“ทนเจ็บสักสองสามวันเดี๋ยวกะ (ก็) หาย แผลไม่บวมไม่เปื่อยหายดีเลย” เจ้าของสูตรยืนยัน

“งูปะนี้น่ากลัวแรง (น่ากลัวจัง)” ลูกปลาพูดก่อนมองหน้าหลานชายที่นอนอยู่ข้างๆ อย่างเป็นห่วง

“พ่ออิ (จะ) ไปไหน?” ลูกปลาถาม

“หาหญ้าคา !!”