Get Adobe Flash player

รู้แล้วว่าต้องทำพรือ? โดย..เชิงภู

Font Size:

บ่ายคล้อยแสงจ้าจากฟ้าสูงส่องรุนแรง ใต้ขนุนต้นใหญ่ที่ตะแคร่วางติดกับต้นขนุนนั้นแดดส่องไปทั่ว บนตะแคร่หนุ่มตัวใหญ่ใส่เสื้อยืดรัดรูปจนเห็นกล้ามโตหน้าตาคล้ำเข้ม นั่งตัวโยกเยกเอนไปมาหลังพิงต้นขนุนมือกอดเข่าขวาที่ชันขึ้น คอตกเพ้อร่ำไห้จนดูน่าตลกเพราะการกระทำไม่เข้ากับลักษณะของผู้ชายตัวโตจะทำกัน

ขวดเบียร์เกะกะบนพื้นตะแคร่ แก้วสองใบวางเคียงกัน อีกใบว่างเปล่า แต่ใบที่อยู่ใกล้ตัวชายหนุ่มนั้นน้ำสีเหลืองยังคงเหลืออยู่ครึ่งค่อนแก้ว

เสียงเท้าย่ำเดินตรงเข้ามา หนุ่มใต้ต้นขนุนเงยหน้าตาปรือมองก่อนหรี่ตาลงเอามือป้องแสงแดดเหยียดเท้าทั้งสองข้างไปข้างหน้า เท้าพลาดเตะแก้วน้ำสีเหลืองไหลลงดิน

“เอ๋า!! ยังเมาอยู่เหลยเหอ (ยังเมาอยู่อีกเหรอ)? หลบ (กลับ) ไปนอนบ้านไป” หนุ่มอีกคนที่เป็นเพื่อนก๊งน้ำเมาเมื่อช่วงเช้าเอ่ยทักเพราะเมื่อย่างเท้าเดินเข้าบ้านยังคงพบเพื่อนที่อกเดาะสะลึมสะลืออยู่ที่เดิม

“อย่ายิกกูแหล่ะ (อย่าไล่กูซิ) กูเสียใจอยู่นิ ยิกไซร (ไล่ทำไม)” สุชาติ หนุ่มใต้ต้นขนุนพูดเสียงอ้อแอ้

หนุ่มที่เท้าทั้งสองข้างเปื้อนดินโคลนวางคันเบ็ดเล็กๆสองอันบนตะแคร่ ที่สายเบ็ดนั้นปลาช่อนตัวโตเริ่มหมดแรง เขาค่อยๆปลดปลาช่อนออกจากตะขอเบ็ดหย่อนลงในถังข้างตะแคร่ ก่อนเก็บสายเบ็ดเอาตะขอไปเกี่ยวเข้ากับที่เกี่ยวตะขอตรงกลางคันเบ็ดแล้วไปแหย่เก็บไว้ตรงกอกล้วย

“อัยยา!! ได้ปลาช่อนตัวเติบทั้งสองตัว ทำกับแกล้มเข้าถิ (ซิ) ไปซื้อเบียร์มาเพิ่มกัน (ด้วย) เอานี่เบี้ย (เงิน)” สุชาติดึงเงินที่พับจนยับยู่ยี่ออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์โยนไปให้เพื่อนซี้

“พอๆ กูไม่ไปซื้อให้แล้ว กับแกล้มไม่ทำ ทำแต่กับข้าว กินข้าวเสร็จแล้วหลบ (กลับ) บ้านไปนอนเข้าใจมั้ย?” ชัยยุทธหนุ่มที่ยืนข้างตะแคร่พูดเสียงดังและไม่สนใจเงินที่เพื่อนโยนให้

กลิ่นข้าวสุกโชยหอมพร้อมกลิ่นแกงคั่วเผ็ดปลาช่อน บนตะแคร่ตอนนี้ขวดเบียร์ถูกโยนทิ้งไป มีข้าวสวยร้อนๆสองจาน กับผัดเผ็ดปลาช่อนนา สีแดงเหลืองของพริกและขมิ้นดูอร่ามโรยด้วยใบมะกรูดฉีกหยาบกลิ่นชวนให้น้ำลายสอ

“มาๆ กินก่อนเพื่อน เรื่องอกหักไว้ทีหลัง เรื่องกินต้องมาก่อน” ชัยยุทธตักข้าวเข้าปาก

“กูบอกมึงตั้งหลายหนแล้วว่า อย่าไปเอาสาวนี้ มึงไม่ฟัง เห็นว่าสวยชอบจัง สวยแต่ไม่ได้ความมึงโร้ (รู้) แล้วใช่ม่าย (ใช่มั้ย)  สวยแต่รูปจูบไม่หวาน” ชัยยุทธกินไปก็บอกเพื่อนไป ในขณะที่อีกคนเคี้ยวข้าวในปากอย่างขมขื่น

แดดลาลับแสงไฟจากหลอดนีออนจากริมทางถนนเริ่มส่องสว่างแทน ชัยยุทธนั่งมองเพื่อนที่เดินคอตกไหล่คู้กลับบ้านอย่างเห็นใจ

ร้านกาแฟข้างทุ่งข้าวเช้านี้ครื้นเครงเหมือนทุกๆวัน  บรรดาชายหลายวัยในหมู่บ้านต่างก็ปักหลักพบปะเพื่อนฝูงพูดคุยกันในยามเช้าอย่างออกรส ชัยยุทธจับจองที่เดิมไกลจากโต๊ะอื่นๆ มือจับแก้วกาแฟยกจิบช้าๆตามองทุ่งข้าว ลมเช้าพัดแผ่วๆลูบไล้ปลายใบข้าว ข้าวกอน้อยรื่นเริงทำให้คนที่นั่งจับตามองอยู่ดวงตาสุกใสใจก็เริงรื่นเช่นกัน ความสุขเล็กๆยามเช้า

“กาแฟแก้วถิ (ซิ) ป้า” เสียงตะโกนบอกเจ้าของร้านจากคนตรงหน้าปลุกชัยยุทธจากความรื่นรมย์กับบรรยากาศข้างตัว เมื่อวางแก้วกาแฟลงก็อมยิ้มเพราะคนข้างหน้านั้นดูสะอาดสะอ้านขึ้นผมเผ้าหวีเรียบร้อยเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่ หน้าตาก็สดใสขึ้น

“ถ้าพันนี้ (แบบนี้) แสดงว่าทำใจได้แล้ว” ชัยยุทธแซวเพื่อน “ต้องพันนี้แหล่ะเพื่อนเหอ อกหักดีหวา (ดีกว่า ) รักไม่เป็น” พูดจบก็ยักคิ้วให้สองครั้ง

“พันนั้นแหล่ะ (อย่างนั้นแหล่ะ) แต่ยังไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์” สุชาติบอกเสียงอ่อยๆ

“ได้แค่นี้ดีแล้วเพื่อนเหอ ค่อยๆ ลืม เดี๋ยวก็ดีเอง” ชัยยุทธให้กำลังใจ

“คงอีกนานเพื่อนเหอ เพราะว่าเที่ยวนี้หมดตัวเลยกู สวนยาง รถยนต์ เบี้ย (เงิน) ในธนาคาร แหม็ดฉ๊าด (หมดเกลี้ยง)” สุชาติพูดอย่างโกรธๆ

“อันนั้นมึงโบ๋เอง (อันนั้นมึงโง่เอง) โทษใครไม่ได้” ชัยยุทธพูดดักคอ  “คนบ้าไหร (คนบ้าอะไร) สวนยางโอนเป็นชื่อเมีย รถยนต์ซื้อในชื่อเมีย บัญชีธนาคารเปิดเป็นชื่อเมียทั้งเพ ไม่บ้ากะโบ๋(ไม่บ้าก็โง่) สองอย่าง!! ฮ่าฮ่าฮ่า” ชัยยุทธขำถูกใจไม่ใส่ใจสีหน้าอีกฝ่าย

“อย่าคิดมากเพื่อนเหอ ของนอกกาย หาใหม่ได้” หลังจากทับถมแล้วก็พูดปลอบใจ “ย่ามึงสวนยางลุย (เยอะ) ไปขอใหม่สักสิบไร่ รับรองได้แน่นอน อาจจะหัวแหก (หัวแตก) ก่อน แล้วได้สวนยางใหม่ ฮ่าฮ่าฮ่า”  ชัยยุทธยังคงหัวเราะร่วนแต่อีกฝ่ายนั่งหน้าขรึม

“เบี้ย (เงิน) หมดเกลี้ยงเลย” สุชาติบ่นพึมพำ

“อัยยะ!! อย่าคิดมาก อยู่บ้านเราหาม่ายเบี้ย (ไม่มีเงิน) ก็อยู่ได้” ชัยยุทธปลอบเพื่อน

“กูโร้แล้ว (กูรู้แล้ว) ว่าต้องทำพรือ? (ว่าต้องทำยังไง) หาใหม่..” สุชาติพูดเสียงจริงจัง

“หาเบี้ย? ”

“เปล่า....หาเมีย !!”