Get Adobe Flash player

สงกรานต์หลบบ้านพรือนิ !!? โดย..เชิงภู

Font Size:

ข่าวจากทีวีในร้านข้าวราดแกงดังไปทั่ว ถึงกับทำให้คนมากมายที่นั่งทานข้าวเที่ยงเงียบกริบ เพราะข่าวได้ส่งสารบอกว่าเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 ไม่คาดเข็มขัด นั่งในแคป และนั่งท้ายรถกระบะ ผิดกฎหมายหากฝ่าฝืนจะโดนจับปรับทันที เสียงอืออาดังระงมภายในร้านที่เป็นซุ้มร้านข้าวราดแกงของคนปักษ์ใต้กลางใจเมืองกรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากการใช้มาตรา 44 ที่ออกคำสั่งให้ผู้โดยสาร คนขับรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยตลอดจนห้ามนั่งในแคปและห้ามนั่งท้ายกระบะ เพราะกฎหมายออกมาช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์การเดินทางกลับบ้านเกิดของประชาชนคนไทย เลยกลายเป็นเรื่องทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปเลยในบัดดล

คนที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ส่วนใหญ่แล้วส่งผลต่อระดับประชาชนคนรากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำ บรรทุกคนงานไปทำงาน เพราะส่วนใหญ่แล้วมีรถกระบะกันทั้งนั้น

“แล้วสงกรานต์ทำพรือ (ทำไง) กันวะ? ไม่ให้นั่งในแคป ไม่ให้นั่งท้าย แล้วไปกันพรือวะ (ไปกันยังไงวะ)? กูต้องพาลูกน้องกลับบ้าน พาเมียพาลูกไปหาพ่อหาแม่ บ้าแล้วกฎหมายนี่ รัดเข็มขัดกูเข้าใจ นั่งท้ายรถกูก็เข้าใจเหตุผลอาจเกิดอันตราย แต่ไม่ให้นั่งในแคปนี่กูงง!!” นิคมหนุ่มใหญ่จากทักษิณพูดภาษาถิ่นใต้อย่างเซ็งๆ พร้อมๆกับหัวหน้าคนงานที่เป็นคนพื้นเพในกรุงเทพฯ ได้เดินมาและได้ยินพอดี

“จริงๆ แล้วมันเป็นกฎหมายมาตั้งนานแล้วนะครับพี่นิคม เป็น พ.ร.บ.รถยนต์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522 แล้วครับ มันคือกฎหมายเก่าที่เอามาปรับใช้ใหม่ให้ชัดเจนครับ ทางแก้ของพี่ก็คือเอารถกระบะไปใส่หลังคาทำครอบกั้น ทำเก้าอี้เป็นที่นั่งสองแถวสำหรับรับคนงานแล้วเอารถไปจดทะเบียนให้ถูกต้อง เท่านี้ก็โอเคครับ” หัวหน้างานบอกพร้อมแนะนำ

“ที่บอกมาก็เข้าใจอยู่นะ แต่ติดใจตรงแคปนี่แหล่ะ นั่งไม่ได้ มันหมายความว่าอย่างไรนิ!!?” นิคมพูดภาษากลางด้วยน้ำเสียงทองแดง

“ในแคป ที่ถูกต้องใช้สำหรับเป็นที่วางสิ่งของครับ ไม่ได้ใช้สำหรับนั่ง เพราะไม่มีความปลอดภัย หากเข้าไปนั่งและถูกจับจะถูกจับในข้อหาใช้รถผิดประเภทครับ” หัวหน้าบอกก่อนยิ้มให้และเดินจากไป นิคมได้แต่พยักหน้าแต่คิ้วขมวดงุนงงกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับรู้

“เป็นที่วางของ บ้าม่ายล่ะ!!?  ที่วางของไหรทำเป็นเบาะนุ่มๆเหมือนไว้สำหรับรองวาน (ที่วางของอะไรทำเป็นเบาะนุ่มๆเหมือนไว้สำหรับรองก้น)” สมพลคนงานที่เป็นเพื่อนซี้กับนิคมที่ได้ยินการสนทนาพูดเปรยๆ

“เออ..กูกะว่าอยู่สา (กูก็ว่าเหมือนกัน) นี่ถ้ากฎหมายนี้ไม่ออกมากูไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าแคปข้างหลังไว้วางของไม่ใช่ให้คนนั่ง และกูเชื่อว่าประชาชนคนไทยร้อยทั้งร้อยไม่มีใครรู้ข้อมูลนี่หรอก ตอนกูซื้อรถกูรู้แต่ว่าแคปเป็นที่อเนกประสงค์ วางของได้นั่งได้ ซื้อกระบะทั้งคันนั่งได้สองคน ซื้อมาทำควายเหอ (เหรอ) ? ถ้าพันนี้กูขับรถเครื่อง (รถมอเตอร์ไซด์)หลบปักษ์ใต้กะได้นิ นั่งสองคนเหมือนกัน ห้ามนั่น ห้ามนี่ ทำขายทำไหรรถมีแคป ภาษีรถเสียแพงแต่นั่งได้เท่ากับรถเครื่อง กูรักประเทศไทยจัง!!” นิคมพูดจบงัดบุหรี่ขึ้นมาสูบหน้าง้ำงอ

“อัยยา..อย่าเพิ่งเครียดมากนายหัว เดี๋ยวมันต้องมีทางออก คนไทยเครียดกันทั้งประเทศพันนี้รับรองถึงท่านนายกแน่ๆ  คล่าวฟังตะ (รอฟังซิ) หัวค่ำวันศุกร์นี้ รับรองท่านนายกแหลง (พูด) ประเด็นนี้แน่นอน” สมพลพูดยิ้มๆตามสไตล์คนไม่คิดมาก

“ก่อนออกกฎหมายน่าจะบอกความชัดเจนในทุกเรื่องให้ประชาชนรู้ให้ละเอียดก่อนออก นี่ไอ้ไหร (นี่อะไร) ออกปั๊บ ทำปุ๊บ ตาสีตาสาเหมือนเราๆ ไม่รู้กฎหมาย พอได้นั่งบ้ากันแหล่ะ (กันซิ)” นิคมยังคงบ่นต่อ

“แต่ก็จริงเหมือนที่พี่ว่านะ คนบ้านๆพันเรา (แบบเรา) ไม่รู้กฎหมายทำงานแค่ตาย (แทบตาย) หาเบี้ย (หาเงิน) ดาวน์รถ ดาวน์ได้ผ่อนหล่าว (อีก) ซื้อรถทั้งทีต้องคิดใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ครอบคลุมการทำมาหากินใช้ในชีวิตประจำวัน  ไม่ให้นั่งแคปมีลูกสามสี่คนไปส่งโรงเรียน แล้วไม่พอได้เวียนส่งกันเหอเที่ยวละคน  คิดๆกะสาไม่เข้าท่า (คิดๆดูแล้วไม่เข้าท่า)” สมพลบ่นบ้าง

แคมป์คนงานเริ่มเงียบเมื่อทุกคนทยอยออกมารอกันที่รถ ข้างรถกระบะคันโตหนุ่มๆหลายคนยืนคุยกันหน้าตายิ้มแย้ม ทุกคนดูตื่นเต้นยินดีได้กลับไปบ้านเกิด หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานสามเดือนติดต่อกัน เมื่อเทศกาลสงกรานต์มาถึงทุกคนไม่รีรอที่จะกลับไปเยี่ยมคนที่รัก ณ บ้านเกิด

“อย่าแชๆ (อย่าช้าๆ) พี่น้อง พร้อมกันแล้วม่าย เราจะออกเดินทางกันแล้ว” สมพลตะโกน

“ในแคปนั่งเรียบร้อยกันดีแล้วใช่ม่ายครับผม” สมพลหันไปถามนิคมเจ้าของรถ “ ส่วนกูอยู่ท้ายกระบะ กูรู้แล้วจะไปแบบไหน” สมพลพูดยิ้มๆ

“ไม่ต้องคิดไหรมาก เค้าเลื่อนไปจับหลังสงกรานต์แล้ว ตามบายเพื่อน” นิคมบอก

“ม่าย (ไม่) กูไม่เชื่อ!! ป้องกันไว้ก่อน” สมพลพูดจริงจัง

“แล้วอิ (จะ) ไปแบบไหนของมึง?” นิคมถามกลับ

“กูก็นอนไปซิ !!”