Get Adobe Flash player

ไข่พาโล โดย..เชิงภู

Font Size:

เช้ามาแดดส่องจ้า เหมือนท้องฟ้าบอกว่าข้ายิ่งใหญ่ แต่ผ่านไปแค่พักเดียวฟ้าครึ้มอีกแล้วไม่นานนักเม็ดฝนก็เริ่มโปรย น่าแปลกใจอากาศช่วงหน้าร้อนที่เดาทางไม่ได้เลย โดยเฉพาะอากาศทางปักษ์ใต้ที่แม้จะย่างเข้าเมษาแล้ว ฝนก็ยังไม่ลาจาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะถ้าฝนไม่ตกความร้อนจากดวงอาทิตย์ยิ่งแผดเผา จนแทบไม่เห็นผู้คนอยู่นอกบ้านกันแล้ว ฝนมาก็คลายร้อนได้

ชายชรานามว่าตาเพชรนั่งอยู่บนชานไม้หน้าบ้านที่หลังคาคลุมไว้ด้วยสังกะสีเก่าๆพอหลบฝนได้ เขานั่งมองสายฝนหล่นกระทบพื้น ผ้าขาวม้าผืนเก่าพันกายท่อนล่าง อีกผืนพาดอยู่บนไหล่ด้านขวา ชายชรานั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางฝนโปรย

บ้านหลังนี้เงียบเหงามานานแล้วตั้งแต่เมียตาเพชรตายซึ่งครบรอบสามปีแล้ว เพราะยายสีสิ้นชีวีช่วงหน้าร้อนนี่แหล่ะ ตาเพชรยังจำได้ไม่ลืม ตาเพชรและยายสีแต่งงานอยู่กินกันมาตั้งแต่อายุเลขด้านหน้ายังเป็นเลขหนึ่ง ตอนนั้นตาเพชรอายุสิบเก้าปี ส่วนยายสีย่างสิบหก พบรักกันตามประสาหนุ่มสาว แต่งงานอยู่กันมานานปีก็ไม่มีลูกไว้ชื่นใจเลย จนสุดท้ายทั้งคู่ถอดใจไม่คิดจะมีลูกแล้วอยู่ดูแลกันและกัน แต่ทุกอย่างมันไม่จีรังชีวิตคนเราก็เปรียบเหมือนผลไม้มีแก่ สุกแล้วก็ร่วง..ลับดับหาย เพราะไม่มีลูกเต้าความเหงาเลยเข้าคลุมชีวิตมีแต่หลานชายลูกของน้องสาวที่ชื่อสำเริงคอยดูแลชีวิตบั้นปลาย

“ อ้าว...มานั่งโถก (ถูก) ไอฝนอยู่ไซร (ทำไม) ล่ะลุง!!” มอเตอร์ไซด์จอดสนิทพร้อมเสียงตะโกนถามจากสำเริง หลานชายขาประจำที่แวะเวียนมาดูแล

“ แล้วโถกฝนเบอใดล่ะ (แล้วโดนฝนเมื่อไหร่ล่ะ)” ตาเพชรแย้งเบาๆ ทั้งที่ไอฝนโดนผ้าพาดบ่าจนฉ่ำชื้นแล้ว

“ งั้นแหล่ะๆ (นั่นแหล่ะๆ) พาโลแหล่ะหล่าว (ดื้ออีกแล้ว/ไม่ฟังอีกแล้ว) ไปเข้าไปนั่งข้างในตะ (ซิ) พอไม่บาย (ไม่สบาย) ให้ไปหาหมอกะไม่ไปหล่าว (ก็ไม่ไปอีก)” สำเริงบอกพร้อมบ่นนิดๆ ส่วนตาเพชรลุกขึ้นเดินไปนั่งด้านในตัวบ้านอย่างว่าง่าย

คนทั่วไปรู้ดีตาเพชรนั้นหัวดื้อเป็นที่สุด ตรงไปตรงมาแต่ค่อนข้างจะดันทุรัง เมื่อแก่ตัวแล้วภรรยาจากไปก็มีหลานคนนี้แหล่ะที่พูดได้ ว่ากล่าวได้ คนอื่นอย่าหวังว่าตาเพชรจะฟัง

“ ฝนกะตกได้ตกดี ฝนหยุดแล้วผมพาไปทอดผ้าป่าที่วัดประโน่น (วัดทางโน่น) นะลุงนะ ไปกินข้าวหม้อแกงหม้อ (ข้าวแกงที่ชาวบ้านช่วยกันทำมาครอบครัวละหม้อสองหม้อมาวางรวมกันสำหรับทำงานบุญ อย่างเช่นงานทอดกฐินทอดผ้าป่า) กับข้าวลุย (มากมาย) เสียหมด เห็นเค้าแหลงกัน (พูดกัน) ” สำเริงบอกก่อนจะหยิบถังน้ำไปรองน้ำฝนไว้ข้างบันได

“ ฮึ!! กูขี้คร้านไป (กูขี้เกียจไป) อยู่บ้านดีหวา (ดีกว่า)” ตาเพชรปฎิเสธหน้าเรียบเฉย

“ ลองไม่ไปแลตะ (ดูซิ) ผมยกใส่ท้ายรถเครื่อง (รถมอเตอร์ไซด์) เอาเชือกผูกเอวไปเลย” สำเริงพูดยิ้มๆ

“ ไปแล้วกะต้องทำบุญหลายบาทหล่าว (อีก) หาม่ายเบี้ยกู (กูไม่มีเงิน)”ตาเพชรยังคงพูดต่อ

“ อัยยา!! ใครอิว่าไหรตัว (ใครจะว่าอะไรลุง) ทำสิบบาทยี่สิบบาทก็ได้ อย่าแหลงยากพาโล(อย่าพูดยากดื้อดึง) ไปกับผมนี่แหล่ะ นั่งไซรนั่งอยู่แต่ที่เริน (นั่งทำไมนั่งอยู่แต่ที่บ้าน) ออกไปพบปะคนมั่ง มันจะได้ไม่เงียบเหงา ” สำเริงพูด

ฝนหายไปแล้วพร้อมกับแสงแดดรำไรส่องเส้นทางเล็กคดเคี้ยวตรงไปวัดที่มีงานทอดผ้าป่า รถมอเตอร์ไซด์คันเล็กที่หนุ่มสองวัยนั่งคร่อมอยู่นั่นวิ่งฉิวไปข้างหน้า ถึงวัดที่มีคนพลุกพล่านเต็มไปหมด สำเริงเลือกจอดรถใต้ร่มต้นหว้าใหญ่

เสียงกลองยาวดังแสนครื้นเครง ขบวนกลองยาวนำหน้ารถกระบะที่บรรทุกพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตรงเข้าไปยังอุโบสถ เมื่อองค์พระถูกวางเรียบร้อยบนแท่นรองรองในตัวอุโบสถทั้งชาวบ้านและกลองยาวต่างสนุกนานกันยกใหญ่ สำเริงยืนอมยิ้มมีความสุขส่วนตาเพชรสายตาก็สุกใสขึ้น

“ ไอ้เพชรมาแล้วเหอเพื่อน (ไอ้เพชรมาแล้วเหรอเพื่อน) ” ตาแสงเพื่อนวัยเดียวกันที่ใส่แว่นตาหนาเตอะหลังงองุ้มทักทายเพื่อนซี้เก่า “ ได้ข่าวว่ามึงเจ็บหัวเข่าเดินไม่ได้อยู่ตั้งนานไปหาหมอแล้วม่าย (ไปหาหมอรึยัง)” เพื่อนซี้ยังคงถามไถ่

“ ขี้คร้านกู (กูขี้คร้าน) กูไม่ได้เป็นไหรมาก (กูไม่ได้เป็นอะไรมาก) กินยาหม้อ (ยาสมุนไพรต้ม) กะหายแล้ว” ตาเพชรพูดสบัดๆ

“ นั่นแหล่ะ (นั่นซิ) คนพาโล มันกะพาโลอยู่พันนี้แหล่ะ (แบบนี้แหล่ะ) ดูแลลุงมึงดีๆนะไอ้สำเริง มันคงพาโลจนตายแหล่ะ” ตาแสงพูดแหย่ก่อนยิ้มแล้วเดินจากไป

หลังจากทำบุญเงินลงหีบเรียบร้อยแล้ว สำเริงก็พาตาเพชรตรงไปยังโรงครัวที่เต็มไปด้วย

ข้าวหม้อแกงหม้อ ทั้งกับข้าว ขนม มากมายให้เลือกกินสไตล์บุปเฟ่ชาวใต้ ชามช้อน น้ำกินวางไว้เสร็จสรรพ ทุกคนบริการตัวเอง

“ อัยยา..มาตะลุง (มาซิลุง) ลุยเสียเหม็ดกับข้าว เดินไปนั่งไปเดี๋ยวผมตักไปให้” สำเริงบอกส่วนตาเพชรก็เดินไปนั่งที่โต๊ะอย่างว่าง่าย

“ มาแล้วๆ คับผม คนพาโลอย่างเติ้น (อย่างคุณ) ต้องกินไข่พาโล” สำเริงพูด

“ ไอ้ไหร (อะไร) ไข่พาโล?”

“  ไข่พะโล้คับผม ”