Get Adobe Flash player

สโลว์ไลฟ์ที่ปลายนา โดย..เชิงภู

Font Size:

....เห่เฮ้ ห่าฮ้า เสร็จจากงานนาแล้วเมื่อเวลาเย็นๆ เปล่าขลุ่ยแล้วพาเจ้าทุยเดินเล่น ลมพัดเย็นๆ มาเดินเล่นไปตามคันนา.... เสียงร้องเพลงดังจากใต้ต้นหว้าริมคันนา เปลแกว่งไกวโยกไปมาตามแรงเหวี่ยงตัวของหนุ่มในตัวแปล กางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามสีอึมครึมใส่อยู่หลายวันแล้วจนคนแถวนี้เริ่มจำได้ และอดอมยิ้มไม่ได้กับพฤติกรรมของหนุ่มที่มาบ้านทุ่งได้ไม่นาน

เสียงบางอย่างดิ้นจนน้ำกระจายชายหนุ่มบนเปลชะเง้อคอดู ก่อนอมยิ้มยักคิ้วให้กับลมฟ้าอากาศ แล้วล้มตัวลงนอนต่อ

“เสร็จกูแล้ว พี่น้องเหอ เย็นนี้แกงไอ้ช่อน” เสียงพูดงึมงำจากคนในเปล

เปรมหนุ่มวัยสามสิบนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พร้อมแกว่งไกวเปลอยู่ตลอดเวลา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสสุขใจกับบรรยากาศรอบข้าง  รอยยิ้มหุบลงเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นดูหน้าจอมือถือเห็นชื่อเพื่อนซี้พื้นเพเดียวกันที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันในเมืองหลวงโทรมา เขาทำท่าเซ็งกรอกตามองบนเบ้ปากเล็กๆ ก่อนกดรับโทรศัพท์

“ว่าพรือล่ะไอ้เพื่อน โทรมาทำไหร (โทรมาทำอะไร)?” เปรมถามเสียงแข็งๆ

“ไอ้เพื่อนบ้า มึงไปทำไหร อยู่ไหน หายหัวไปอาทิตย์หนึ่งแล้ว หลบ (กลับ) มาได้แล้วงานเต็มโต๊ะแล้วเพื่อนเหอ กูทำให้ไม่ทันแล้วนะ” เกษมเพื่อนซี้ตั้งแต่เด็กใส่ยาวเหยียด

“อัยยา!! กูกะบอกแล้วว่ากูจะมาสโลว์ไลฟ์ มึงไม่เข้าใจรึอย่างไร?” เปรมพูดภาษากลางแต่สำเนียงปักษ์ใต้ใส่โทร ศัพท์ “คล่าวสักเดียวจัย (รอสักหน่อย) แล้วจะไปจัดการให้หมดเรยนิ ไม่ต้องห่วง กูอัจฉริยะ มึงเข้าใจหรือเปล่า” พูดจบก็ปิดโทรศัพท์ทันทีก่อนปิดเครื่องหนีความวุ่นวาย

“เฟสกะปิด ไลน์กะบล็อก พวกมึงยังจะตามโทรหากูอีกนะ อย่ามายุ่งกะกู กูอยากสโลว์ไลฟ์” เปรมตะโกนเสียงดังลั่นจนสะท้อนไปกับภูเขา เมื่อเสียงย้อนกลับมาเขาอมยิ้มกับสิ่งนั้น

มีดพร้าด้ามยาวอยู่บนบ่า มือซ้ายจับเชือกที่ร้อยปลาช่อนไว้เป็นพวงเดินกลับบ้านสีหน้าภูมิใจ รองเท้าไม่ใส่บางครั้งเหยียบก้อนหินเล็กๆ ถึงกับสะดุ้งแต่ก็ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มหายไป

ควันโขมงลอยจากเตาถ่านเปรมสำลักควันไอแค๊กๆ ก่อนเดินหนีออกมา ใบหน้าและมือดำปี๋ ก่อนจะส่งยิ้มให้เจ้าของบ้านที่นั่งหัวเราะน้ำหมากกระจายไหลย้อยมุมปาก

“แลแล้วอิได้แดกแตกเลือดม่ายล่ะมื้อนี้ (จะได้กินไหมมื้อนี้)?”  ยายพุมเจ้าของบ้านถามแล้วก็หัวเราะคิกคัก

ยายพุมนั้นเป็นยายแท้ๆของเกษมเพื่อนซี้ของเปรม และเปรมเคยมานอนกินอยู่บ้านนี้ตั้งแต่เด็กๆแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้เกษมโทรมาบอกว่าไอ้เปรมมันทำงานจนดูจะเพี้ยนๆไป เลยขอพักร้อนเพื่อกลับไปพักผ่อน และเปรมเลือกจะมาพักผ่อนอยู่กับบ้านนาบ้านทุ่ง ยายพุมต้อนรับอย่างเต็มที่ เกษมบอกยายว่า ไอ้เปรมต้องการจะกลับไปใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์สักพักหนึ่ง ยายพุมก็ได้แต่สงสัยว่าไอ้ชีวิตสโลว์ไลฟ์มันเป็นยังไง แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรกับคนที่มาถึง ได้แต่ต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วบอกว่า “ตามสบายอยากจะมาลายๆไอ้ไหร (อะไร) กะแล้วแต่ เอาที่บายใจหลานบ่าวเหอ”

น้ำค้างหยดติ๋งๆจากยอดหญ้า เท้าเปล่าเดินตรงไปค่อนข้างมั่นคงขึ้นเพราะเดินมาหลายวันแล้ว ลมเช้าพัดอากาศทั้งชื้นและเย็น สองข้างทางเป็นคูเล็กที่น้ำเต็มตลอดสาย กลางทุ่งข้าวเขียวตลอดแนว พ้นทุ่งข้าวมีสวนยางแซม ถัดจากสวนยางยังมีสวนปาล์มอีกประปราย เปรมยิ้มกับภาพตรงหน้าเขารู้สึกได้ถึงความสดชื่น สงบและร่มเย็น

“หวัดดีคับผ๊ม มาทำไหรแต่หัวเช้าล่ะ ครูเวก” เปรมทักทายคนที่อยู่ในป่าปาล์ม

“มาแต่เช้าเหมือนกันนะเปรม ยังไม่หลบไปทำงานทีเหอ (ยังไม่กลับไปทำงานเหรอ)?” ครูเวกถามกลับ

 “ผมยังรักชีวิตแบบสไลว์ไลฟ์แบบนี้อยู่คับ ว่าจะอยู่ต่ออีกสักพัก” เปรมบอกน้ำเสียงสดใส ครูวัยเกษียณเดินขึ้นบนถนนก่อนจะเดินเคียงคู่ไปกับหนุ่มรุ่นลูก ตรงไปยังคันนาที่เปรมเอาไซดักกุ้งนาไว้

“ไอ้ชีวิตสโลว์ไลฟ์มันคือไอ้ไหร (อะไร) บอกทีถิ(บอกหน่อย)” ครูเวกถามยิ้มๆ

“กะชีวิตแบบนี้แหล่ะครู แบบบ้านๆ ไม่แขบ (ไม่รีบ) บายๆ (สบาย)” เปรมตอบน้ำเสียงมั่นใจ

“แน่ใจนะ!! แล้วชีวิตที่ทำงานมันไม่สโลว์ไลฟ์เหอ มันพันพรือ (มันเป็นอย่างไร)?” ครูเวกยังคงถามต่อ

“อัยยา..มันสโลว์ไลฟ์พรือล่ะ (สโลว์ไลฟ์ยังไงล่ะ) วันๆ วุ่นวาย แขบ(รีบ)ลนลาน” เปรมบอก

“สโลว์ไลฟ์ หรือไม่สโลว์ไลฟ์ มันอยู่ที่ตัวเราบ่าวเหอ มันไม่ได้อยู่ที่สถานที่ หรือกิจวัตรประจำวันที่เราทำ ถ้าเราใช้เวลาเป็นทำงานเป็น รู้จักทำให้ชีวิตมันสมดุล อยู่ตรงไหนมันก็สโลว์ไลฟ์ได้เพ(ได้หมด)แหล่ะ” ครูเวกพูดทำให้เปรมถึงกับหยุดกึก

“แขบหลบ (รีบกลับ) ไปทำงานนะ อยู่นานหวานี้(กว่านี้)รับรอง.....” ครูเวกพูดยิ้มๆ

“รับรองไอ้ไหรล่ะครู (รับรองว่าอะไรล่ะครู)” เปรมถามสีหน้าสงสัย

“ได้สโลว์ไลฟ์ที่ปลายนายาวเลยแหล่ะ!! ”