Get Adobe Flash player

ยายคล้าย โดย..เชิงภู

Font Size:

น้ำค้างเช้าจากยอดใบข้าวกระเซ็นใส่เหมือนทักทายผู้มาเยือนยามเช้าตรู่ ยายคล้ายหญิงสูงวัยผมขาวโพลนใส่เสื้อคอกระเช้าสีดำตัวเก่าที่คอย้วยและขาดแหว่งผ้าถุงลายสีน้ำหมาก ร่างเล็กแกร็นที่เท้าเปล่าเปลือยเดินไปข้างหน้าตามคันนาแท่งน้อยอย่างช้าๆ ผ่านซากความทรงจำที่ทำให้น้ำตารื้นขึ้นมา เธอยืนดูร่องน้ำเล็กที่เป็นช่องตรงคันนาด้านหน้าน้ำไหลเอื่อยเหมือนหมดเรี่ยวแรง หญิงสูงวัยถอนหายใจก่อนเงยหน้ามองฟ้าให้น้ำตาไหลลงกลับ

ก่อนหน้านี้ย้อนกลับไปสักเดือนกว่าๆ ทุ่งนาแห่งนี้เต็มไปด้วยความสุข ความหวัง และกำลังใจ เพราะมีเดี่ยวเด็กหนุ่มวัยสิบห้าหลานที่น่ารักของยายคล้ายคอยเดินย่ำ ทำโน่น ทำนี่ เสมือนทุ่งกว้างคือบ้านอีกหลังหนึ่งก็ว่าได้ เช้าออกจากบ้าน เที่ยงเข้ากลับ บ่ายออกมาอีก เย็นย่ำถึงจะเข้าบ้าน ทุ่งนาหน้าบ้านเหมือนงานที่ออฟฟิศที่ต้องทำประจำ

ตะวันเริ่มโผล่พ้นเหลี่ยมเขา ปลายฟ้าทางโน้นเมฆสวยลอยละล่อง ฟ้างามยามฟ้าเบิก เมฆจับกลุ่มก้อนดูคล้ายหน้าเด็กชายที่ยายคล้ายเฝ้าคิดถึง คนผมขาวยืนนิ่งเบิกตามองอย่างสนใจ ก่อนที่ลมคงไม่เป็นใจพัดโบกโยกเปลี่ยนกลายเป็นรูปอื่นไป ...เมฆก็คือเมฆ ยายคล้ายคิดก่อนจะหันหลังเดินกลับบ้าน

ควันไฟยังลอยอ้อยอิ่งจากก้อนเส้าที่เพิ่งทำกับข้าวเสร็จ ยายคล้ายตักข้าวจากหม้อใบเล็กที่ก้นดำปิ๊ดปี๋ลงใส่จานสังกะสีใบสีเขียว และขยับตัวไปล้างมือก่อนบิปลาย่างวางลงในจานข้าวเปิบคำเล็กส่งเข้าปาก

ลมพัดวูบเข้าในบ้านรูปถ่ายที่ติดอยู่ข้างฝาสั่นไหว ยายคล้ายเงยหน้าขึ้นเห็นหลานชายในรูปสีขาวดำส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพาลให้กลืนข้าวไม่ลง เธอล้างมือกวาดข้าวที่เหลือลงในถ้วยสำหรับให้เจ้าตัวสีเทาที่นอนซึมเซาอยู่ข้างฝาบ้าน หนึ่งชีวิตที่เหลืออยู่และเป็นเพื่อนเธอในยามนี้

หลังจากเอาข้าวให้แมวเสร็จยายคล้ายค่อยๆย่างเดินลงจากบ้าน เดินตรงไปที่รั้วฝั่งรกครึ้มใบพลูเลื้อยพันรอบรั้วไม้ไผ่ มือเล็กเหี่ยวย่นเอื้อมเด็ดใบเขียวหย่อนลงใส่ถุง ตะวันเริ่มส่องแสงแรงจ้าลงท้องทุ่ง แสงสีทองตัดกับทุ่งข้าวเขียวดูสวยงามเกินบรรยาย ยายคล้ายยืนมองปากหยักยิ้มน้อยๆ ตาเลื่อนลอยคิดถึงใครบางคน

 ...ผมไปเก็บเบ็ดนะยาย ไซลาว (ไซดักกุ้งฝอยของทางปักษ์ใต้)กุ้งน่าเต็มแล้ว ไปดูก่อนนะยาย   ปลาช่อนตัวเติบ (ใหญ่) เลย แกงหวันเย็น (ตอนเย็น) นะยาย  ยาย...ยาย ปลาไหลเข้าไซ ยาย...ยาย ขอสุ่มหน่อย ปลาช่อนลอยคออยู่นิ.... เสียงเหล่านี้ยังอยู่ในโสตประสาทของผู้ที่เป็นยายอยู่ตลอดหลังจากหลานรักจากไป  

เช้ามืดวันนั้นเมื่อเดือนที่แล้วเดี่ยวเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีออกไปทุ่งหน้าบ้านซึ่งเป็นกิจวัตรปกติประจำวันอยู่แล้วที่ทำมาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ฟ้าเริ่มสางจนแสงแดดเริ่มมา ก็ยังเห็นหัวดำๆผลุบๆโผล่อยู่กลางทุ่ง แปดโมงเช้ายายคล้ายแต่งตัวเรียบร้อยมือหิ้วปิ่นโตสีขาวเดินออกจากบ้านอย่างอารมณ์ดีตรงไปวัดประจำหมู่บ้านเพราะเป็นวันพระและได้เจอเพื่อนฝูง ยายคล้ายจึงนั่งสนทนาหยอกเย้าอยู่กับเพื่อนๆ จนเลยเที่ยง เมื่อทำท่าจะลุกขึ้นเพราะได้เวลากลับบ้านเสียงฝีเท้าวิ่งตรงมาที่ศาลาและบอกข่าวร้าย ยายผมขาวใจหายเนื้อตัวอ่อนแรงพยายามฝืนร่างกายมุ่งสู่ทุ่งกว้าง สิ่งที่เธอเห็นถึงกับตัวเย็นเฉียบ เด็กหนุ่มนอนแน่นิ่งอยู่บนคันนาข้างไซใส่ปลาที่ในไซนั้นว่างเปล่า ปลายใบข้าวถูกลมพัดไหวค่อมลงแกว่งไกวเหมือนเป็นม่านบังแดดให้หนุ่มที่ไร้ลมหายใจ การจากไปของหลานรักทำให้ชีวิตยายคล้ายเปลี่ยนไป เธอไม่อยากจะเชื่อว่าหลานจะจากไปเร็วขนาดนี้ และไม่มีสาเหตุของการทำให้หมดลมหายใจ หมอได้แต่สันนิษฐานว่าเป็นลมเสียชีวิต

ลมพัดแรงจนสติสะตังของยายคล้ายกลับคืนมา ตื่นจากภวังค์ความครุ่นคิดเสมองถุงใส่ใบพลูเห็นได้พอสมควรแล้วก็เดินกลับตรงไปนั่งที่ตะแคร่ใต้ถุนบ้าน

ฟ้าที่สว่างจ้าสดใส กลายเป็นรำไรและครึ้มอย่างรวดเร็วยิ่งทำให้ใจของยายคล้ายเหงาเศร้าหนักเข้าไปอีก ไม่นานนักเม็ดฝนก็หล่นลงทักทาย ยายผมขาวมองผ่านม่านเม็ดฝนเห็นภาพในความทรงจำคือรอยยิ้มของเด็กหนุ่มสดใสวิ่งผ่านเม็ดฝนสู่ท้องทุ่ง รื่นเริงกับสายฝนพรำ กลับเข้าบ้านอีกครั้งพร้อมปลาเต็มไซ ยามค่ำคืนเมื่อฝนตกกระทบหลังคาเสียงอ่านหนังสือให้ผู้เป็นยายฟังก็ดังแข่งกับสายฝนเบื้องนอก ยายคล้ายนั่งหลังงองุ้มสองมือปิดหน้าสะอื้นอย่างหนัก

สองเดือนผ่านแล้วแต่ความเศร้าของยายคล้ายก็ยังสดใหม่อยู่เหมือนเดิม ค่ำนี้ก็เช่นกันฟ้ามืดมิดไร้แสงดาว ยายคล้ายนั่งอยู่ที่ชานบ้านแหงนหน้ามองฟ้าห่อไหล่เมื่อลมเย็นพัดผ่านก่อนลุกขึ้นปิดประตูบ้านเข้าห้องนอน  เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงมชวนให้หงอยเหงา อีกครั้งที่หลับไปพร้อมความเศร้า

...ยายครับๆ เสียงเรียกของหลานชายอยู่กลางทุ่ง ยายคล้ายเพ่งมองก่อนยิ้มกว้างรีบก้าวย่างลงจากบ้าน สาวเท้าเดินไปหาคนตรงโน้น ทุ่งกว้างข้าวเขียวสองยายหลานกอดกันกลม....ในห้องนอนที่มืดครึ้มยายคล้ายนอนอมยิ้มเป็นสุข

ยามสายของวันใหม่ผู้คนเดินเข้ามาที่บ้านยายคล้าย

ทุกคนแต่งชุดสีดำ....