Get Adobe Flash player

ฝนมากล้าหาย โดย..เชิงภู

Font Size:

เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงผสมผสานสายลมที่พัดอย่างรุนแรงอยู่นอกบ้าน ฟ้าแลบแปลบปลาบแสงสวาบวาบเข้าในตัวบ้านที่มืดทึบ ไฟฟ้าดับไปทั่วทั้งบางนี้ บ้านเรือนทุกหลังอยู่ท่ามกลางพายุฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนโกรธเคืองสุดขีด

คำรณหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบยืนเหม่อมองไปนอกบ้านใกล้กับหน้าต่างที่ไร้บาน เขาไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนกับพายุฝนด้านนอกและไอฝนที่กระเซ็นเข้าปะทะตัว  ตอนนี้ใจของเขาส่งไปถึงกลางทุ่งครุ่นคิดถึงข้าวกล้าที่เพิ่งจะหว่านไปเมื่อช่วงสายของวันนี้ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ หมดกันอีกแล้ว รอบที่สองแล้วซิ ทำไมฝนไม่เป็นใจเลยเพราะมันตกมากเกินไปแล้ว ชายหนุ่มค่อยๆทรุดตัวลงนั่งบนพื้นบ้านที่เปียกปอนหลังพิงฝาอ่อนแรงไปหมด ก่อนจะละสายตาเข้าห้องนอนด้านในที่มีเงาตะคุ่มๆ ตะปุ่มตะป่ำ แม่และหลานชายที่ห่มผ้านั่งพิงฝาเช่นเดียวกับเขา

สองเท้าเปล่าใหญ่หนาเดินอย่างหนักแน่นบนคันนา ยังไม่หกโมงเช้าด้วยซ้ำไปแต่ใจที่ร้อนรนอยากรู้สภาพของทุ่งข้าวที่ผ่านการทำร้ายจากพายุฝนเมื่อคืนทำให้หนุ่มตัวใหญ่นอนไม่หลับต้องลงจากบ้านเดินสู่ทุ่งนาตั้งแต่เช้ามืด

กลางทุ่งนาคือทะเลน้ำฝนขนาดย่อม มองไปทางไหนเห็นแต่น้ำเจิ่งนองไปทั่ว ไม่มีเศษเม็ดพันธุ์ข้าวกล้าให้เห็นแม้แต่เมล็ดเดียว คำรณยืนมองทุ่งเจิ่งน้ำอย่างอ่อนแรงค่อยๆทรุดลงนั่งยองๆบนคันนามือกร้านดำจ้วงลงในน้ำควักดินโคลนขึ้นมาดูไร้เม็ดข้าวมีแต่ดินสีดำเปื้อนไหลย้อย อีกรอบแล้วซิ!! หายเกลี้ยงกล้าข้าว

“เหม็ดจ๊าดช่ายม่าย (หมดเลยใช่มั้ย) ?” เมื่อล้างเท้าเสร็จย่างขึ้นบ้านเสียงถามไถ่ตามมา

“อือ” คำรณตอบแม่สั้นๆ ก่อนนั่งลงใกล้ๆ ช่วยเช็ดถ้วยชามที่เปียกปอนน้ำฝน ผู้เป็นแม่ที่ผมขาวโพลนทั้งหัวกำลังดงข้าวบนเตาไฟ

“แล้วว่าพรือล่ะ (แล้วยังไงล่ะ) ?” คนผมขาวยังคงถามต่อ

“อิว่าพรือ (จะว่ายังไง) หว่านใหม่” คำรณตอบเสียงหนักแน่น ยิ้มให้คนหน้าเตาไฟ คนหน้าเตาก็ยิ้มให้เช่นกัน “ไอ้กล้ายังไม่เตินทีเหอ (ไอ้กล้ายังไม่ตื่นเหรอ) ? ชวนไปจับปลาหมอ เต็มเสียหมด (เยอะแยะไปหมด)” หนุ่มใหญ่พูดน้ำเสียงสดใสขึ้นกว่าเดิม

หนุ่มสองวัยที่อีกคนสะพายข้อง คนตัวโตกว่าแบกสุ่มบนบ่า สองคนก้มๆเงยๆ อยู่กลางทุ่งไร้แดด เวลาบ่ายคล้อยที่มองไม่เห็นดวงอาทิตย์แต่ฝนก็หยุดพักทั้งวันเหมือนกัน กลางทุ่งกว้างหนุ่มใหญ่ตัวโตใช้จอบแหวกดินให้น้ำไหลรินลงคูกว้าง น้ำไหลเอื่อยข้างมุมนาเห็นดินโคลนโผล่แล้ว หนุ่มน้อยที่ยืนอยู่บนคันนาวางข้องที่เต็มไปด้วยปลาหมอและปลาช่อนน้อยใหญ่ไว้ข้างๆสุ่ม ก่อนใช้มือดึงขี้ดินขี้โคลนที่ไหลมาสุมกันที่ร่องน้ำให้เปิดกว้างขึ้นเพื่อให้น้ำไหลแรงมากขึ้น

ปลาหมอฉู่ฉี่หอมฉุยอยู่ในชามสังกะสี ปลาช่อนทอดขมิ้นวางพูนอยู่ในถ้วยใหญ่ สามคนนั่งล้อมวงจัดการมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อย

“ถ่ายน้ำออกหมดแล้วเหอ (ถ่ายน้ำออกหมดแล้วเหรอ) ?” ยายผมขาวถาม

“แค่ (ใกล้) หมดแล้ว ถ้าคืนนี้ไม่ตกต่อเช้า (พรุ่งนี้) สายๆก็หว่านได้”คำรณบอก

คืนนี้ผ่านไปไร้ฝนลง ตกเช้าสองแม่ลูกช่วยกันจัดเตรียมพันธุ์ข้าวใส่กะละมังพร้อมหว่านลงทุ่งอีกครั้ง   บ่ายคล้อยที่แสงแดดรำไรคำรณยืนมองผลงานตัวเองห้าแปลงนาข้าวกล้าถูกหว่านใหม่อีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองเบื้องบนบอกกล่าวเจ้าแห่งฝนอย่าเพิ่งตก ขอว่างเว้นสักสี่ห้าวันเถอะ สอดส่ายสายตาไปรอบๆแปลงนาตัวเอง หลายแปลงเจ้าของนาก็หว่านกล้าใหม่เช่นกัน

เที่ยงคืนพอดิบพอดี ฝนกระหน่ำทั้งเม็ดฝนลมแรงจนบ้านสั่นโยก คำรณสะดุ้งตื่นเมื่อตื่นเต็มตาก็ล้มตัวลงนอนมือก่ายหน้าผาก หันมองไปอีกฟากของห้องนอนที่ไม่มีประตูกั้น ยายผมขาวก็อยู่ในท่าทีเดียวกัน

“ตกพันนี้ (ตกแบบนี้) หมดหล่าวหว่านหนนี้ ปีนี้ฝนดีจังหู (จังเลย)” ผู้เป็นยายพูดเบาๆ

“แล้วไซรมันตกจังล่ะยาย (ทำไมตกเยอะจังล่ะยาย)?” เด็กชายที่นอนขดอยู่ในผ้าห่มถาม

“หน้าของมัน ฤดูของมัน มันก็ต้องตก มันไม่ผิดหรอก” ยายตอบหลาน

ฝนพรำยามเช้ามืดชายหนุ่มตัวโตนั่งหลังงองุ้มบนคันนา ปลาหมอตัวเขื่องกระดึ๊บๆอยู่ข้างขาเขาก็ไม่สนใจ  ตรงหน้าเหมือนภาพเก่ามาฉายใหม่ทุ่งเจิ่งน้ำไร้เม็ดพันธุ์ข้าว คำรณนั่งเหม่อมองครุ่นคิด ชาวบ้านที่ออกมาดูผลงานผืนนาตัวเองพากันเดินกลับบ้านคงเหลือหนุ่มคนเดียวที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

ย่างเข้าวันที่สามแดดรำไรโผล่มาแล้ว ท้องนาเห็นขี้โคลน คำรณยังคงง่วนเตรียมตัวหว่าน

ข้าวกล้าอีกครั้งไม่สนใจคำทักท้วงของเพื่อนร่วมทุ่ง กลางทุ่งจึงมีแค่สามคนที่ช่วยกันอย่างจริงจัง   เย็นย่ำหลังมื้อค่ำคนในบ้านหลังน้อยนอนไม่หลับคอยลุ้นบางอย่าง

ผ่านไปสองอาทิตย์แล้วที่ฝนทิ้งช่วงแม้จะตกแต่ไม่มากนัก ข้าวเขียวชูต้น ใบน้อยไหวระริกยามลมพัดหยอก

ฟ้ามืดแล้วสามคนนั่งล้อมวงจัดการมื้อค่ำ ลมเย็นพัดเข้าบ้าน ฟ้าแลบแปล๊บตามด้วยเสียงผ่าเปรี้ยง ช้อนร่วงจากมือยายผมขาว หน้าตาแอบกังวล มื้อดำกร้านหยิบช้อนส่งคืนและยิ้มให้

“ไม่ต้องห่วงแม่เหอ (ไม่ต้องห่วงนะแม่) ข้าวเรารอดแล้ว”