Get Adobe Flash player

หายเพราะยาสีขุ่น โดย..เชิงภู

Font Size:

เสียงแผดร้องจ้าของเด็กน้อยสองคนดังไล่เลี่ยกันและดังแข่งกันอยู่ตลอดๆ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากบ้านหลังไม้สีขาวตัวบ้านเก่าแต่ยังดูแข็งแรงรอบบ้านถูกกั้นด้วยต้นมะขามพันธุ์เตี้ยที่เบียดชิดกันและถูกตกแต่งอย่างดีทั้งสี่มุมบ้านจนกลายเป็นรั้วธรรมชาติที่ดูสวยงาม  ส่วนอีกเสียงดังมาจากบ้านหลังตรงกันข้ามที่เป็นบ้านสมัยใหม่แบบบ้านจัดสรรทั่วๆไปในสมัยนี้ รั้วบ้านคือกำแพงสูงระดับหน้าอก ส่วนประตูบ้านเป็นประตูเลื่อนเวลารถเข้าออกกดด้วยรีโมทคอนโทรล

ประตูบ้านเลื่อนออกช้าๆ รถคันงามขับเคลื่อนออกไปพร้อมกับประตูที่เลื่อนปิดเอง และเสียงเด็กร้องจ้าของบ้านนั้นก็หายไปพร้อมกับรถคันงามคันนั้น

ส่วนเสียงสะอึกสะอื้นที่บ้านหลังน้อยสีขาวยังคงมีให้ได้ยิน หญิงวัยเกษียณที่ผมขาวแต่หลงเหลือผมดำอยู่บ้างใส่เสื้อคอกระเช้าสีเหลืองอ่อนกับผ้าถุงสีดำกำลังอุ้มเด็กน้อยวัยสองขวบไว้ในอ้อมแขน ส่วนข้างตัวมีขันน้ำที่น้ำสีขุ่นคล้ำอยู่ข้างใน เมื่อตะกอนเริ่มตกลงสู่ก้นขันยายก็รินน้ำใสๆใส่แก้วก่อนจะค่อยๆตักป้อนเข้าปากเด็กชาย เด็กชายเนื้อตัวเปลือยเปล่าบนหัวผมลีบเปียกเนื้อตัวถูกลูบไล้ด้วยบางอย่างที่ผสมน้ำ  ผ่านไปพักใหญ่เสียงสะอื้นไห้ก็หายไป เด็กน้อยหลับปุ๋ยในอ้อมแขนผู้เป็นยาย เนื้อตัวและผมแห้งดีแล้วยายก็วางลงบนเบาะเล็กข้างตัวห่มผ้าอ้อมผืนน้อยให้ก่อนจัดเก็บสิ่งของที่วางเกะกะรอบกายให้เข้าที่

มอเตอร์ไซด์รับจ้างจอดหน้าบ้านไม้สีขาว หญิงสาววัยสามสิบนิดๆลงจากรถอย่างรีบร้อนเมื่อจ่ายเงินเสร็จแล้วก็รีบเดินเข้าบ้านแต่เจอผู้เป็นแม่ยืนยิ้มให้พร้อมเด็ดยอดใบมะขามที่ริมรั้วไปด้วย

“แล้วหลบมาไซรล่ะ (แล้วกลับมาทำไม) ? ทำงานให้บายใจ (สบายใจ) ไอ้ไข่แดงแม่แลเอง(แม่ดูเอง) ไข้ลดแล้วไม่ต้องห่วง” ผู้เป็นแม่ที่เดินทางมาจากปักษ์ใต้เมื่อวานบอกยิ้มๆ

“แม่ทำพรือล่ะ (แม่ทำยังไงล่ะ) แดงถึงไข้ลด แรกเช้า (เมื่อเช้า) ร้องจนนุ้ย (หนู) ใจจะขาด”เกสรถามแม่ ส่วนแม่ได้แต่ยิ้มไม่ตอบคำถามเด็ดยอดมะขามอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากนักกับอาการเป็นไข้ของหลานชายตัวน้อย หลังจากแอบไปจูบหน้าผากลูกรัก เกสรก็ขึ้นรถกลับไปทำงาน

เย็นแล้วแต่เสียงร้องของเด็กน้อยบ้านตรงกันข้ามยังได้ยินตลอดๆ ทำเอาเกสรเป็นห่วงแทน แม่เธอบอกว่าร้องมาทั้งวันแล้วกลับจากโรงพยาบาลก็ร้อง ต่างจากไข่แดงแม้จะยังมีอาการไข้อยู่ซึมๆบ้างเพลียหน่อยๆแต่อาการก็ดูจะดีขึ้นเรื่อยๆ  เริ่มกินข้าวต้ม ยิ้มให้คนโน่นคนนี้ เกสรหันไปบอกมะยมลูกชายคนโตให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตัวเองอุ้มลูกชายคนเล็กจับดูหน้าผากเหลือแค่อุ่นๆ เนื้อตัวไม่ร้อนผ่าวเหมือนเมื่อเช้า เธอทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นตามเนื้อตัวของลูกชาย

“ตอใดเจ้าวัฒน์จะหลบเริน (เมื่อไหร่เจ้าวัฒน์จะกลับบ้าน)” ยายพริ้งถามถึงลูกเขยที่ไปพบลูกค้าที่ต่างจังหวัด

“อีกสามวัน” ลูกสาวตอบ

“นั่นไม่ต้องห่วงไอ้ไข่แดง ช่วงนี้แม่แล (ดู) ให้เอง ไม่นานไข้หาย หายไข้แล้วแม่ค่อยกลับใต้(กลับปักษ์ใต้)” แม่ผมขาวบอกส่วนมือก็รูดใบมะขามอ่อนออกจากก้าน

บ้านน้อยหลังนี้ปลูกอยู่ชานเมืองของกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยยายพริ้งยังคงเป็นข้าราชการครูเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เมื่อลูกสาวคนเล็ก เกสรแต่งงานยายพริ้งก็ยกบ้านหลังนี้ให้แต่มีข้อแม้ว่าห้ามรื้อปลูกใหม่ให้คงสภาพเดิมไว้ซึ่งเกสรก็ไม่ขัดข้องอยู่แล้วเพราะทั้งเธอและสามีชอบบ้านหลังนี้เหมือนกัน บ้านที่เธออยู่จึงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางบ้านสมัยใหม่ที่ปลูกเรียงรายอยู่รอบๆ

“อ้าว มามะ ได้เวลาแม่แก่ (ยาย) ป้อนยาแล้ว” ยายพริ้งที่ล้างมือเรียบร้อยแล้วบอกหลานชายที่นั่งอยู่ในตักแม่  ยาเม็ดสีคล้ำถูกบดจนละเอียดในถ้วยก่อนเทลงในขันน้ำที่ผสมน้ำต้มสุกจนอุ่นแล้ว ช้อนสะอาดคนๆจนน้ำและผงละเอียดเข้ากันเรียบร้อยไม่นานนักตะกอนก็เริ่มตกไปอยู่ก้นขัน ยายพริ้งตักน้ำใสๆด้านบนใส่แก้วอีกใบแล้วถอดเสื้อผ้าหลานชาย ก่อนใช้มือวักน้ำจากในขันขึ้นลูบไล้เนื้อตัวหลานชายลูบซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่หน้าจรดปลายเท้าหลังไหล่และเอาน้ำลูบหัวจนผมเปียกหนังหัวพอชื้นๆ เมื่อตัวแห้งดีก็ใส่เสื้อผ้าให้หลานชายเหมือนเดิม และใช้ช้อนตักน้ำในแก้วส่งเข้าปากให้หลานชาย เด็กชายตัวน้อยทำหน้ายู่ยี่แต่ก็จิบกินโดยดี

“ยานี้คุ้นๆ” เกสรที่นั่งมองแม่ดูแลลูกชายเอ่ยขึ้น ผู้เป็นแม่เงยหน้ายิ้มให้

“แม่ซื้อมาให้หลายซองนะ อยู่บนตู้ยาใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็ก เวลาไข้ไปต้องเขบ (รีบ) ไปโรงบาลใช้ยานี้ก่อน รับรองดีแน่นอน” ยายพริ้งบอกลูก “แม่เอาไปให้บ้านหลังโน่นเห็นเด็กร้องตลอด แต่เค้าไม่เอาบอกว่าไม่กล้าใช้ ไปโรงบาลดีกว่า” พูดไม่ทันขาดคำเสียงร้องไห้ก็ดังมาอีก

“โรงบาลไม่ใช่ไม่ดี ถ้าเจ็บหนักเราก็ต้องไปโรงบาล แต่ยาโบราณอย่าทุ่ม (ทิ้ง) เพราะเค้าใช้กันมานานนมแล้ว รักษาที่บ้านก่อนและสังเกตอาการ ถ้าดีขึ้นก็แสดงว่าหายแน่นอน” ยายพริ้งพูด

“นุ้ย (หนู) จำได้แล้ว ยานี้นี่เอง กลิ่นคุ้นๆ” เกสรก้มดมหัวลูกชายก่อนพูดยิ้มๆ ส่วนลูกชายเริ่มยิ้มออกดูสดใสขึ้นนอนดูดนมมองยายบ้างมองแม่บ้าง “ดีแล้ว ถ้าลูกไข้อีกจะใช้ยานี่ก่อนเลย”

“เออ..ใช้เหอะ เวลาพวกเอ็งเป็นไข้ ก็หายเพราะยาเขียวนี่ล่ะ !!”