Get Adobe Flash player

ได้เวลาของน้องฝน โดย..เชิงภู

Font Size:

เช้าสดใสแดดรำไรส่องดงกล้วย ลมเย็นพัดแผ่วพอรู้สึกได้ สองผู้เฒ่าเดินเคียงกันที่หน้าบ้านตาสอดส่ายมองรอบๆ เพื่อจดจำมองดูไว้เพราะวันนี้สายๆต้องเดินทางกลับปักษ์ใต้กันแล้ว

“ตรงนี้ใครมาถางวะ โล่งเลย” แม่เอ่ยปากชม

“กูนี่แหล่ะ แรกวาที่โหม๋สู (เมื่อวานที่พวกเอ็ง)ไปถวายดอกไม้จันทน์กูชวนหลานมาถากถางถวายในหลวงร.9 เหมือนกัน กูไปไม่รอด (กูไปไม่ไหว) กูก็ทำความดีอยู่ที่เริน (บ้าน)” ผู้ชายข้างๆตอบ

“ดีแล้วนานๆเราได้มาเยี่ยมโหลก (ลูก) พอทำไหรให้มันได้ก็ทำ” แม่พูดอีก

กลิ่นกับข้าวหอมฉุยส่งกลิ่นจากในครัว สองผู้เฒ่าที่เดินเข้าบ้านมาทำจมูกฟุดฟิดกับอมยิ้มน้อยๆ

“ทำไหรกินล่ะเว้อ?” พ่อตะโกนถามฉัน

“ปลาทอดกับน้ำชุบเจี๋ยน (น้ำพริกมะขามผัดน้ำมัน) กินกันมื้อเช้าแล้วก็ให้พ่อกับแม่ได้คดห่อไปกินบนรถไฟ” ฉันตอบทั้งที่มือง่วนอยู่

บนพื้นที่ปูเสื่อเรียบร้อยผู้เฒ่าทั้งสองนั่งเป็นประธานอยู่ด้านหน้า ตามด้วยพี่สาว และลูกของฉันสองคน ฉันและสามี รวมทั้งหมดเจ็ดคนนั่งล้อมวงกินมื้อเช้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พ่อหยอกล้อหลานๆ หลานคุยภาษากลางตาตอบภาษาใต้แต่ก็เข้าใจกันได้ สักพักหลานคุยภาษาใต้ตากลับตอบภาษากลางเรียกเสียงฮาจากทุกคนรอบวง

“ยังไม่อยากให้พ่อกับแม่หล๊บ (กลับ) เลยนิ ไปรถไฟชั้นสามมันเหนื่อย คล่าวสักเดียว (รอสักหน่อย) ก็ไม่ได้ จะได้จองรถชั้นนอน ไปชั้นสามเหนื่อยนะไม่ได้หลับได้นอนคนพลุกพล่าน” ฉันที่เตรียมกับข้าวใส่ถุงใส่ห่อใส่ไปก็พูดไป

“ไม่พรือโหลกเหอ (ไม่เป็นไรหรอกลูก) ทนแค่คืนเดียว พ่ออยู่นี่ไม่ได้แล้วลมเย็นๆมาแล้ว อุตุก็บอกแล้วหนาวอิเข้ามาแล้ว พ่อไปอยู่กับฝนที่ใต้หวา (พ่อไปอยู่กับฝนที่ปักษ์ใต้ดีกว่า) เย็นฝนที่บ้านเรายังดีหวาโถกลมหนาวอยู่นี่ (ยังดีกว่าถูกลมหนาวอยู่ที่นี่) พ่อไม่ไหวแน่นอน” พ่อบอก

ฉันก็รู้ว่าพ่อทนอากาศหนาวไม่ได้ แค่หนาวเพราะหน้าฝนที่ปักษ์ใต้พ่อก็ไม่ค่อยจะไหวแล้ว

แต่ก็ยังเป็นห่วงในการเดินทางกลับอยู่ดีเพราะรถไฟชั้นสามมันไม่สะดวกสบายเหมือนรถชั้นนอน แต่ช่วงนี้เพิ่งจะเสร็จจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพคนเดินต่างกลับบ้านกันเยอะเลยไม่เหลือตั๋วชั้นนอนเลยแม้แต่ใบเดียว

รถไฟกำลังใกล้เข้าจอดเทียบชานชาลาเพื่อนำผู้โดยสารจากเมืองแปดริ้วสู่กรุงเทพฯ ฉัน สามีและลูกๆ ยกมือไหว้พ่อกับแม่และพี่สาวก่อนส่งขึ้นรถไฟเดินทางสู่สถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อต่อรถไฟลงใต้อีกที ฉันตั้งใจจะไปส่งแต่พี่สาวบอกว่าไม่เป็นไรพี่สาวจะดูแลพ่อกับแม่เองไม่อยากให้ฉันเสียเวลาทำงาน ช่วงบ่ายจะได้เข้าไปทำงานที่บริษัท

เราสี่คนพ่อแม่ลูกยกมือโบกลาคนทั้งสามบนรถไฟ ....บนรถไฟ พ่อและแม่ได้สิทธิ์จากการเป็นคนชรามีคนใจดีลุกขึ้นให้นั่งพี่สาวนั้นยืนอยู่ใกล้ๆ  ใกล้จะถึงหัวลำโพง ฝนก็โปรยปรายลงมาเล็กน้อย

“ยังไม่ถึงใต้ทีตกแล้วเหอฝน (ยังไม่ถึงปักษ์ใต้สักหน่อยตกแล้วเหรอฝน)” พ่อบ่นจนแม่และพี่สาวต้องหัวเราะออกมา

เช้านี้ลมหนาวพัดแรงจนใบกล้วยสะบัดขาดเป็นริ้วๆ  ดีนะเนี่ย !! ที่พ่อกลับแล้วไม่งั้นแย่แน่ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “พ่อกับแม่หล๊บถึงเรินแล้วโหลกเหอ (พ่อกับแม่กลับถึงบ้านแล้วลูก) ไม่ต้องห่วงไหรเหนื่อยเล็กน้อย เนี่ย!! นอนพักผ่อนกันอยู่บนแคร่ (ตะแคร่) นิ อ้อ..สูอยู่ทางโน้นอยู่กันให้บายนะโหลกนะ (สบายนะลูกนะ) อย่าเจ็บอย่าไข้ พ่อว่างๆให้พ้นหนาวบ้านสูไปก่อน ค่อยขึ้นไปหาหล่าว (ค่อยขึ้นไปหาอีก)” เสียงในสายบอกกล่าว ฉันอมยิ้มสบายใจที่พ่อกับแม่ถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว คุยกันสักพักจึงวางสาย

“แม่มึงทำไหรอยู่เว้อ ข้าวเย็นเสร็จแล้วม่ายกูเนือย (หิว) แล้ว” คนบนตะแคร่ตะโกนถาม

“เสร็จแล้ว มาๆ ปูสาด (ปูเสื่อ) เรียบร้อยแล้ว” หญิงผมขาวในครัวตะโกนบอก

“เออ ไปปิดหน้าต่างเดี๋ยวจัย (ปิดหน้าต่างสักเดี๋ยว) ข้างนอกมืดดำไปหมดแล้ว ฝนตั้งเค้า ตกจังพอเข้าปักษ์ใต้ ตกยิก (ตกไล่) มาจากสุราษฎร์แล้ว” ปิดหน้าต่างไปก็บ่นไป

“อย่าบ่นหนักแรงตะ (อย่าบ่นมากซิ) กูเห็นบ่นจากแปดริ้วแล้วโน่น ฝนอิตกก็ไซรมัน (ช่างมัน) มันเป็นฤดูของมัน แปดริ้วภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคเหนือเริ่มเย็นหน้าหนาว ภาคใต้บ้านเรามันก็เป็นหน้าฝนโถกต้องแล้ว (ถูกต้องแล้ว)” พูดพลางก็ยื่นจานข้าวส่งให้คนตรงข้าม

“จริง!! พันพรือ (จะอย่างไร) เย็นฝนตกก็ยังดีหวาเย็นลมหนาว” ผู้เฒ่าพูดทั้งข้าวเต็มปาก

ฟ้ามืดครึ้ม ฟ้าแลบแปล๊บๆอยู่ด้านนอกประตูหน้าต่างถูกปิดสนิท บนตะแคร่ตัวเดิมที่ถูกดัดแปลงไปเป็นที่นอนมุ้งเก่าสีขุ่นถูกกางเรียบร้อย

“ข้องใจหลานๆพอถิกู ( กูคิดถึงหลานๆจัง)” ผู้เฒ่านุ่งโสร่งผ้าขาวม้าพาดบ่าเดินไปเดินมาคุยกับคู่ชีวิตที่นอนดูทีวีอยู่ “อย่าไปคิดมากมันอยู่กันบาย (สบาย)มันบอกโตแล้วจะนั่งรถไฟมาหา”

 “น่าว่าได้เวลาแล้ว (คงได้เวลาแล้ว)”เสียงฟ้าร้องครืนผู้เฒ่านุ่งโสร่งมุดเข้ามุ้งห่มผ้า

“เวลาไอ้ไหร(เวลาอะไร) ?” คนดูทีวีถามพร้อมห่าฝนตกกระแทกหลังคา

“เวลาของน้องฝน!!”