Get Adobe Flash player

น้ำนองกินมันเทศต้มจุ่มน้ำผึ้ง โดย..เชิงภู

Font Size:

ท้องฟ้าครึ้มเงียบงันแต่สายฝนยังคงพรำไม่หยุดหย่อน กระแสน้ำที่ไหลแรงพัดพาเศษดินเศษหญ้าไหลบ่ามุ่งหน้าไปเรื่อยเริ่มลดความเร็วลงพร้อมระดับน้ำที่สูงขึ้นๆ สายฝนที่หล่นกระทบหลังคาบ้านรวมเป็นสายตามร่องของกระเบื้องหลังคาไหลลงมาเบื้องล่างผสมกับน้ำที่เอ่อท่วมเพิ่มระดับอยู่ตลอดเวลา

“นองแหล่ะหล่าวพี่น้องเหอ (ท่วมอีกแล้วพี่น้องครับ)” ลุงวันที่ฟันหลอเป็นเอกลักษณ์ให้กับตัวเองตะโกนเรื่อยเปื่อย เพราะบ้านนี้แกอยู่คนเดียวไม่มีใครร่วมชายคาด้วย

เมื่อก่อนอยู่สองคนกับภรรยานามว่าป้าแก้ว อยู่ด้วยกันนมนานลูกก็ไม่มาไม่มีไว้ให้ชื่นใจพอไม่นานเท่าไหร่ป้าแก้วก็ถูกงูกัดตาย ทิ้งไว้ให้คือเรือนหอหลังไม้ข้างภูเขาพร้อมความเดียวดายที่ลุงวันต้องเผชิญ ลุงวันนั้นขึ้นชื่อว่ารักเมียมาก ตอนที่ป้าแก้วตายจากไปอายุยังไม่เท่าไหร่เพิ่งจะห้าสิบนิดๆ ถ้ามีเมียใหม่ก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ลุงวันสัญญากับป้าแก้วไว้ก่อนตายว่าจะอยู่ตัวคนเดียวไปจนวันสุดท้าย เพราะเป็นคนไม่ซีเรียสตลกขบขันไม่คิดมากกับชีวิตจนตอนนี้ลุงวันวัยหกสิบห้าก็ยังอยู่ใต้ชายคานี้คนเดียว

“เออ..หยุดเสียมั่งตะเว้อฝน (หยุดบ้างซิฝน) กูจะได้ไปทำมาหารับประทานหล่าว(บ้าง)” ลุงวันที่นั่งอยู่ใกล้นอกชาน นั่งมองน้ำท่วมในบริเวณบ้านสายตามองไปข้างบ้านที่เป็นทุ่งข้าวยาวกว้างตอนนี้กลายเป็นทะเลย่อมๆ มีแต่น้ำหลาก ลูกมะพร้าวเกาะกลุ่มกันลอยตะลุบตุ๊บป่องตามกันไป  ฝนเริ่มหยุด ลุงวันนั่งมองน้ำเอ่ออยู่พักใหญ่ก่อนลุกขึ้นถอดเสื้อออกนุ่งแต่ผ้าขาวม้าหยิบมีดพร้าข้างฝาบ้านได้ก็ลงบันไดบ้านไป

“อุวะ!! เย็นพอถิ (เย็นจัง)” ลุงวันอุทานเมื่อเท้าแหย่ถึงพื้นพร้อมน้ำที่อยู่ระดับเอว

หนุ่มใหญ่ฟันหลอค่อยๆเดินตรงไปยังตีนเขาไม่ไกลบ้านมากนักแต่ระดับน้ำที่สูงพอสมควรพร้อมกับเศษหญ้าเศษขยะที่ไหลมาจากต้นน้ำทำให้การเดินต้องช้าลง ลุงวันใช้มีดพร้าแหวกกองหญ้าเศษขยะออกเมื่อไหลเข้ามาใกล้ตัวปัดให้พ้นไปด้านข้าง ก่อนจะลุยน้ำเดินไปอย่างระมัดระวัง

ต้นมันสำปะหลังที่ขึ้นประปรายอยู่ชายเขา (ตีนเขา) เป็นฝีมือของลุงวันเองที่เอามาปักทิ้งๆไว้พอหน้าฝนมาก็งอกงามโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยพอถึงหน้าน้ำก็เป็นอาหารเมนูอร่อยของลุงวันเสมอหนุ่ม

ใหญ่ที่ผ้าขาวม้าแนบสนิทกับก้นจนดูเป็นภาพนู๊ดพื้นบ้านที่ไม่มีใครเห็นกำลังใช้จอบที่แอบไว้ตรงดงมันสำปะหลัง ขุดต้นที่ใหญ่สองสามต้นเมื่อหัวมันพ้นดิน เนื้อมันขาวสดก็โผล่ออกให้เห็นเพราะจอบแฉลบไปขุดโดน ลุงวันใช้มีดพร้าฟันตัดต้นมันทิ้งไปแบบไม่ใยดี ก่อนจะรวบต้นมันที่ตัดจนสั้นและหัวเกาะกอดกันเต็มไว้ในอุ้งมือ มีดพร้ายกแบกบนบ่า เดินลงน้ำตรงกลับบ้าน

“เพื่อนวัน อยู่ม่ายล่ะ (อยู่หรือเปล่า)?” เสียงเรียกอยู่ข้างบ้านโดยเจ้าตัวยืนแช่น้ำอยู่

“อยู่นี่ๆ” ลุงวันตะโกนบอกเมื่อถึงบันไดก็โยนหัวมันที่ลากมาขึ้นบนบ้าน “ มาพอดีทิดหมายมากินหัวมัน เดี๋ยวกูทำให้กิน ฝนตกๆน้ำกะนองไปไหนไม่ได้ อยู่บ้านนี่ล่ะ” ลุงวันพูดยิ้มๆ กับเพื่อนจากที่ราบสูงต่างภาคกัน แต่มาอยู่ภาคใต้เสียนานจนพูดภาษาใต้ได้ดี ถ้าคนไม่รู้มาก่อนว่ามาจากอีสานก็เป็นคนใต้ดีๆนี่เอง

สองหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันเป็นเพื่อนกันมานานกว่าห้าปีแล้ว ต่างคนต่างโสดไม่คิดจะหาเมียมีครอบครัวเลยเป็นเพื่อนซี้กัน ไปทำงานด้วยกัน  แบ่งปันช่วยเหลือกันจนชาวบ้านเรียกว่า วันเมืองใต้หมายอีสาน

ควันไฟจากฟืนที่สุมอยู่ในเตาคลุ้งไปทั่วบ้านพร้อมฝนที่เริ่มกระหน่ำลงมาอีก มันสำปะหลังสีขาวสวยถูกปอกเปลือกล้างอย่างดีด้วยฝีมือทิดหมายอยู่ในกะละมังบุบบู้บี้  เมื่อไฟลุกโชนหม้อก้นดำปี๋จนถึงที่หูจับ ถูกวางขึ้นบนเตาใส่น้ำลงครึ่งหม้อ เมื่อน้ำเดือดหัวมันที่หั่นเป็นท่อนพอดีถูกหย่อนลงไปก่อนฝาหม้อจะปิดตาม

“หวางอิหมดปี (กว่าจะหมดปี) ไม่โร้นองสักกี่น้ำเด้ (ไม่รู้จะท่วมสักกี่น้ำ) ?” ทิดหมายที่นั่งมองฝนโปรยพูดเบาๆ

“ไซรมันล่ะ(ช่างมันซิ) ท่วมได้แห้งได้ หน้าน้ำกะพันนี้แหล่ะ(หน้าน้ำก็อย่างนี้แหล่ะ)?” ลุงวันที่เปิดฝาหม้อโรยเกลือเม็ดลงในน้ำเดือดพูด

หัวมันสุกดีไอร้อนลอยกรุ่นหอมชวนให้น้ำลายไหลอยู่ในชามสังกะสีสีขาว ลุงวันไม่รอช้ายกกัดเข้าปากก่อนจะรีบวางที่เหลือและอ้าปากเป่าลมทั้งที่ก้อนมันยังอยู่ในปาก  “ได้แรงอก (หรอย)มาตะ (มาซิ)” ลุงวันพูดก่อนจะเชื้อเชิญเพื่อนให้กิน

“อ้อ หยิบน้ำผึ้งในขวดมาที (หน่อย)” ลุงวันบอกอีก

“น้ำตาลทรายในขวดนี้นะ” ทิดหมายถามย้ำ

“เออ นั่นแหล่ะ ภาคใต้เค้าเรียกน้ำผึ้งทั้งเพ (ทั้งหมด) ไม่เรื่องมาก” ลุงวันพูดพลางเทน้ำตาลทรายใส่ถ้วยแล้วเอาหัวมันสุกร้อนๆจิ้มลงไปแล้วยกกัดคำใหญ่ ทิดหมายเพื่อนซี้เห็นแบบนั้นก็ทำตามทันที

“มันเทศชาดหอมหรอย (หอมอร่อย)” ลุงวันพูดไปเคี้ยวไป

“เค้าเรียกมันสำปะหลัง บ้านกูเค้าเรียกมันห้านาที มันเทศอีกแบบหนึ่ง” ทิดหมายแย้ง       “ บ้านกูเรียกมันห้านาทีต้มจ้ำ (จิ้ม) น้ำตาลทราย” ทิดหมายพูดอีก

“เรื่องของมึง บ้านกูเรียก มันเทศต้มจุ่มน้ำผึ้ง