Get Adobe Flash player

กรุงปารีสบ้านที่สาม โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

เมื่อสมัยเป็นศิลปินอยู่เมืองไทย ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่อเมริกาหรือไปอยู่กรุงปารีส เป็นแต่เคยมีชาวฝรั่งเศสมาเรียนศิลปะ สมัยที่สอนศิลปะอยู่ที่กรุงเทพฯ รวมถึงมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวอเมริกันมาเรียนศิลปะ(จิตรกรรม)กับผมมากเป็นอันดับหนึ่ง

ผมขอเขียนถึงผมเป็นพิเศษเพราะว่าในสมัยนั้นยังไม่มีใครสอนศิลปะส่วนตัวและใช้สองภาษา(ภาษาไทย-อังกฤษ) แต่ว่าผมเริ่มขึ้นก่อนใคร กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มยุคบุกเบิกศิลปะร่วมสมัยของไทย มีศิลปินหลายคนอยู่ในกลุ่ม และบางคนล้มหายตายจากไปก็มี ผมเป็นคนทำอะไรทำจริง แน่นอนเมื่อโยกย้ายมาอยู่ที่นี่อเมริกาก็ยังทำอยู่อย่างเดิม ในปัจจุบันผมมีโรงเรียนสอนศิลปะแก่ชาวอเมริกันและยุโรป ได้รับรางวัลสอนศิลปะดีเด่นจากสมาคมพ่อค้าอเมริกันเมืองเวนิช-แคลิฟอร์เนีย เป็นเครื่องยืนยัน ทั้งนี้ยังมีประวัติอยู่ในออนไลน์โดยสมาคมศิลปะอเมริกันได้บันทึกเอาไว้อีกด้วย

ผมมาอาศัยและอยู่ที่นี่ ผมกลายเป็นคนท้องถิ่นอยู่กับอเมริกันคอมมูนิตี้ได้อย่างสนิทใจ เรื่องผิวสีหายไปหมด เวลามีปัญหาชาวอเมริกันที่รู้จักจับมือกันจะเข้ามาช่วยแบบเป็นอเมริกันด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดีนะครับ ผมยังเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ในครอบครัว เวลาแนะนำตัวเองแก่ชาวอเมริกันหรือชาวยุโรป ผมจะแนะนำว่าเราเกิดเมืองไทยแต่มาอยู่ที่นี่พูดได้สองภาษา ทุกๆคนที่ผมแนะนำตัวก่อนเป็นครูสอนศิลปะหรือเป็นเพื่อนกัน ทุกคนจะยอมรับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะว่าการใช้ภาษาและมีความเป็นอยู่สองวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน มีความเคารพและนับถือการเป็นเพื่อนมนุษย์ในหลักธรรมะ ผมและครอบครัวเล็กๆของผมได้รับการยอมรับจากผู้คนที่เรารู้จักว่าเป็นผู้มีวัฒนธรรมดี มีความรู้ความสามารถทางศิลปะอย่างแท้จริง การประกอบอาชีพของผมจึงเจริญมาด้วยดีตลอดปราศจากปัญหาอุปสรรค รวมทั้งเป็นพลเมืองดีเสียภาษีถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เวลาแนะนำตัวแก่ชาวอเมริกัน ผมเอ่ยว่าเป็นพลเมืองดี Good Citizen นะครับได้อย่างเต็มปาก ผมรู้สึกว่าอยู่รวมกับอเมริกันสามารถสร้างภาพพจน์ของไทยที่ดีๆแก่เขามากว่าสามสิบปี นี่คือความรับผิดชอบในฐานะคนไทยในต่างแดน

ปารีสบ้านที่สาม แล้วบ้านที่สองล่ะที่ไหน คือเมืองเวนิช-แคลิฟอร์เนียนี่เองครับ ในปัจจุบันผมกลายเป็นคนเวนิช อาศัยอยู่เมืองเวนิชถิ่นอเมริกันเต็มที่ ชาวอเมริกันยอมรับว่าครอบครัวของเรามีความดีร่วมกันอยู่ในเมืองรวมทั้งสนับสนุนการเมืองท้องถิ่นและร่วมมือกับชาวบ้านเมื่อมีปัญหา ใช้การโอบอ้อมอารีซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทยกับเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือผู้อาวุโสตามกำลัง ช่วยโทรศัพท์หรือหาทางช่วยเหลือตามธรรมเนียมไทยๆ ได้”น้ำใจ”จากเพื่อนบ้านอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตามประเพณีชาวอเมริกันจะต่างคนต่างอยู่ไม่นิยมช่วยเหลือใคร แต่ว่า การให้ ย่อมชนะทั้งปวง เป็นสัจธรรมที่อมตะ

เวลาผมไปอยู่กรุงปารีสจึงเหมือนกับผมอยู่ที่นี่เมืองเวนิช ผมและแพ็ทรู้จักคนปารีสมาก เวลาไปอยู่กรุงปารีสผมจึงเปรียบว่าเหมือนบ้านที่สาม ไปอยู่ครั้งใดมีความสุขสะดวกสบายนานาประการ เหมือนบ้านยังไงยังงั้นจริงๆนะครับ