Get Adobe Flash player

กรุงปารีสบ้านที่สาม(ตอนที่ 2) โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

เมื่อผมอาศัยอยู่กรุงปารีสเพื่อแสดงนิทรรศการภาพเขียนที่พิพิธภัณฑ์ศิลป์ระดับโลกคือที่ “ลูฟว์มิวเซี่ยม” เมื่อก่อนเคยเป็นพระราชวังของพระเจ้าฟิลลิปส์ ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสได้เปิดเป็นอาร์ตมิวเซี่ยมสำหรับเป็นศูนย์กลางศิลปะให้แก่ประชาชนทั่วๆไปเข้าชมศิลปะของฝรั่งเศส

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลป์ที่ใหญ่ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 20 กว่าเอเคอร์ แต่ใช้เป็นมิวเซี่ยมให้ประชาชนเข้าชมเพียงหนึ่งในสามของเนื้อที่ทั้งหมด เมื่อผมและแพ็ท(ศิลปินอยู่บ้านเดียวกัน)ได้รับอนุมัติให้ภาพเขียนของเราเข้าแสดงร่วมกับศิลปินฝรั่งเศส นับเป็นสองศิลปินไทยยุคแรกซึ่งยังไม่มีศิลปินไทยคนไหนเคยได้รับอนุมัติให้ไปแสดงภาพที่นั่น

ผมไปๆมาๆกรุงปารีสเป็นว่าเล่น นึกจะไปก็แพ็คกระเป๋าซื้อตั๋วไป-กลับ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่พักเพราะว่ามีอพาร์ตเม้นต์ที่เคยเช่าอยู่จนรู้จักกับเจ้าของ “มาเรีย” เธอกับเราสนิทสนมกัน ไปเมื่อไหร่ไม่ต้องจองล่วงหน้าให้ลำบาก ผมจึงขนานนามของกรุงปารีสว่าเป็นบ้านที่สาม นอกจากนั้นยังมีเพื่อนๆชาวฝรั่งเศสทั้งผู้หญิงผู้ชายอีกหลายคน ที่สนิทมากมีอยู่สองคนคือ “โดมินิค” และ “แรมเบิร์ต” ผู้เคยมาอาศัยอยู่กับผมที่นี่แอลเอ บ่อยครั้งเวลาผมไปกรุงปารีสจึงได้เพื่อนสนิทคอยเป็นที่ปรึกษาชี้ช่องทางให้แบบเสมือนญาติพี่น้อง

การที่ผมไปอยู่ที่นั่นบ่อยๆ รู้จักกรุงปารีสทุกซอกทุกมุม ก็อาจกล่าวได้เพราะว่าผมทั้งสองชอบเดิน เวลาจะไปไหนจะเดินไป การเดินจะรู้จักถนนหนทางดีกว่า วันหนึ่งผมเจอผู้หญิงสองคนมีอายุมากแล้ว ช่วงนั้นผมและแพ็ทกำลังเดินขึ้นเขา “มองมาร์ท” ดินแดนศิลปะ ขาขึ้นต้องเดินไป ขาลงสบายหน่อยเพราะเป็นทางลาดลง ชาวฝรั่งเศสสองคนถามว่าจะเดินขึ้นเขาไปรึไง? พูดเป็นภาษาฝรั่งเศส ผมเผอิญพูดภาษาฝรั่งเศสได้ ยืนคุยกัน เธอหาว่าผมไม่รู้เหนื่อยรึยังไง เพราะว่าเป็นทางขึ้นเขา ผมบอกว่าไม่เป็นไร มาอาศัยอยู่ที่นี่ชอบเดินจะได้รู้จักบ้านเมืองของท่านดี

ที่กรุงปารีสบางจุดผู้คนพลุกพล่านและมากถึงขนาดแน่น เดินกันสองคนอาจโดนเบียดแยกหลงทางกันได้ ผมและแพ็ทใส่หมวก”แบล่ย์” เลยจำกันได้ไม่ผิดคน แต่มาเจอทุกคนนิยมใส่เสื้อผ้าสีดำ-น้ำตาล ไม่มีสีฉูดฉาด ไม่มีข้อสังเกตใดๆ ผมเลยหลงทางกันบ่อยๆ วิทยุมือถือใช้ไม่ได้เพราะคนละแบบ ต้องซื้อโทรศัพท์ที่นั่นใหม่ในราคาราว 50 ยูโร ใช้หมดแล้วทิ้งได้เลย ผมทั้งสองจึงต้องเสียเงินไปเปล่า ปัจจุบันถ้าก่อนคุณไปปารีส ไปติดต่อกับบริษัทโทรศัพท์มือถือให้เขา Activate เสียก่อนจะสะดวกกว่าเยอะทีเดียว

กรุงปารีสบ้านที่สาม ประการที่หนึ่งรู้จักกรุงปารีสเหมือนบ้านเกิด รู้จักพูดภาษาฝรั่งเศสได้แบบคนต่างด้าวพูดมีสำเนียง ภาษาฝรั่งเศสใช้ภาษาอังกฤษเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส คนเก่งภาษาจะเดาได้ไม่พลาด บางแห่งมีป้ายเป็นภาษาอังกฤษ แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มชาวฝรั่งเศสชาตินิยมไม่ยอมพูดภาษาอื่นๆ ถึงแม้เขาจะรู้ เขานิยมพูดภาษาของเขาเท่านั้น คิดถึงไทยเราน่าจะพูด “ภาษาไทย” กันให้มากๆ ใครไปเมืองไทยต้องพูดภาษาไทยได้ เราจะได้เป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภาษาเกิดขึ้น อย่าลืมนะครับ ไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกในแง่คิดของผม