Get Adobe Flash player

สวัสดีปีใหม่ โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

หวังว่าทุกๆท่านที่อ่านเรื่องศิลปะของผมคงได้ฉลองปีใหม่โดยทั่วกันแล้ว สำหรับผมได้รวมฉลองไปตามประเพณี ปีนี้ผมไม่มีโอกาสไปไหน ได้แต่ทำบุญกรวดน้ำให้ญาติพี่น้องที่พระพุทธรูปที่มีอยู่ประจำบ้าน ได้รับความปลื้มใจในผลบุญที่ได้ทำไป การทำบุญและการทำความดี ผลที่ได้รับจะบังเกิดแก่ท่านในทางดีเสมอไปไม่ช้าก็เร็ว เป็นเรื่องที่ผมเชื่อถือ ส่วนวิธีการทำบุญต่างๆถ้าเกินตัวและอึดอัด อย่าทำดีกว่า เพราะจิตใจจะไม่ผ่องใส ถ้าจิตเราผ่องใส ทำอะไรก็จะได้ดีตามมา ยกตัวอย่างชีวิตของผมเองดังต่อไปนี้

ผมมีอาชีพเป็นศิลปินอิสระ เป็นทั้งผู้สอนศิลปะและสร้างงานศิลปะควบคู่กันไป โดย ทำดี ที่สุดเท่าที่ศิลปะของผมจะทำได้ดี ผลปรากฏว่าอาชีพของผมเจริญก้าวหน้าตามมาเป็นเงาตามตัว มีคนมาซื้อภาพเขียน มีคนมาเรียนศิลปะกับผมไม่เคยขาด โดยเฉพาะงานศิลปะ(ภาพเขียน) มีคนทั่วๆไปมาซื้อ มาจากยุโรปและแคนาดาก็มี หลายคนมองภาพเขียนของผมไม่เข้าใจในงานศิลปะร่วมสมัยหรืองานจิตรกรรมสมัยใหม่ แต่ว่าเขาเข้าใจใน รสนิยม (Taste) นี่สำคัญกว่า คือเขามองเห็นแล้วอธิบายไม่ได้ นั่นคือรสนิยมซึ่งสอนกันไม่ได้ ต้องเกิดมาเป็นผู้มีรสนิยมเอง เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นผู้คนมีรสนิยมแตกต่างกัน คนที่มองดูภาพเขียนของผมแล้วว่าดี แสดงว่าเขาเข้าใจในศิลปะที่ผมสร้างขึ้น ซึ่งงานศิลปะของผมได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยเรียนศิลปะที่เพาะช่าง เป็นสถาบันศิลป์ของไทยที่เก่าแก่ที่สุด ในวันที่ 7 มกราคม ศกนี้ จะมีอายุครบรอบ 103 ปี เป็นมหาวิทยาลัยทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นศิลปินอิสระมาช้านานตั้งแต่จบมาตราบเท่าทุกวันนี้

ผมยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยทางศิลปะได้สบายๆมาก นี่คือความเห็นของผมเอง ซึ่งผมเคยไปอยู่และคลุกคลีศิลปะที่ยุโรป มองเห็นและเลยเข้าไปเยี่ยมสถาบันศิลป์ในฐานะศิลปินรับเชิญ พบสถาบันศิลปะของเขาเล็กกว่าเพาะช่างเสียอีก และยังแถมเรียกโรงเรียน (School) เท่านั้นอีกด้วย

ยุโรปจัดสถาบันศิลป์ให้เป็นอิสระ ไม่รวมเป็นมหาวิทยาลัยเพราะว่าวิชาศิลปะไม่มีการเรียนอย่างสิ้นสุดได้ จึงใช้คำว่าสกูลแค่นั้น ไม่รู้นะครับ ผมได้ไปสัมผัสมาด้วยตนเอง เห็นมากับตามันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยตนเอง ที่ยุโรป กรุงปารีสผมถือเป็นเสมือนบ้าน ถึงขนาดนั้น เพราะว่าผมไปอยู่ที่นั่นเกิดความรู้สึกมีความสุขใจที่อยู่ในแวดวงผู้รักศิลปะ ถ้าใครอยากรู้ต้องไปอยู่เอง เมื่อเวลาแนะนำตัวเองว่าเป็น "ศิลปิน (Artist)" พวกยุโรปจะแสดงความยกย่องให้เห็นชัด 

ที่บ้านเรา ใครเรียนศิลปะ แสดงว่าไปสอบเข้าที่อื่นไม่ได้ มันก็จริง แต่ว่าสถาบันศิลป์มันมีความสำคัญกว่านั้นคือ ผู้ที่เข้าเรียนได้ต้องมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด ถึงจะเรียนได้สำเร็จเป็นศิลปินมีชื่อเสียงได้ ใครจะเถียงผมก็ได้แล้วแต่ทัศนคติของแต่ละคน

สวัสดีปีใหม่ของผมแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมหมายถึงท่านผู้มีจิตใจสูงถึงได้อ่านเรื่องศิลปะ ตามหลักอาหารทางจิตใจคือศิลปะนั่นเอง ถ้าท่านรู้จักให้อาหารเสียบ้างจิตใจเสียบ้าง จิตใจของท่านจะผ่องใสปราศจากกิเลสอื่นๆมารบกวน หน้าตาของท่านจะแลดูรูปหล่อสาวสวยเกิดขึ้นอย่างประหลาดทีเดียว อีกเรื่องหนึ่งคือการรักษาศีล นี่ก็ดีจะทำให้ท่านแลดูงามสง่าอยู่ในสังคมถึงขั้นนั้นทีเดียว

ปีใหม่แล้วการรักษาจิตใจให้งดงามเป็นสิ่งที่สมควรริเริ่มเสียวันนี้ ผลที่ได้รับจะย้อนกลับมาเหลือคณานับ ไม่เชื่อลองส่งยิ้มให้แก่ผู้คนอื่นๆดู จะเห็นชัดว่าบุคคลนั้นจะส่งยิ้มตอบอย่างมีความสุขให้ท่าน