Get Adobe Flash player

กาลเวลาเป็นสิ่งบันทึกการกระทำของมนุษย์ โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

พอคนเราเมื่อมีอายุมากขึ้นจะเริ่มคิดถึงกาลเวลาที่ผ่านไป คิดถึงความดีหรือความชั่วที่ทำเอาไว้ ส่วนใครที่ทำดีเอาไว้ก็จะสบายหน่อยเพราะ กาลเวลามันโกหกไม่เป็น ส่วนใครทำชั่วเอาไว้ก็จะลำบากหน่อย เพราะว่าจะไปลบมันออกไม่ได้ มันจะติดตัวไปจนตายเลย

ผมเป็นคนโชคดี เกิดในครอบครัว “ครู” คุณพ่อของผมท่านอบรมสั่งสอนผมให้ทำตนเป็นคนดี ท่านเตือนผมอยู่เสมอๆ ถ้าทำดีพระจะคุ้มครองนะลูก คำสั่งสอนของท่านมันก้องหูผมอยู่ตลอด และท่านยังเตือนผมว่าพ่อไม่มีสมบัติอะไรให้ลูกมากนัก มีแต่สอนให้ลูกศึกษาเล่าเรียนให้ดี ท่านยังใช้สุภาษิตว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน” นั่นคือมรดกคำตักเตือนที่พ่อมอบให้ กาลเวลาผ่านไป วันหนึ่งผมพบเพื่อนรักที่กรุงเทพฯ เวลาพบก็ดีใจมากในฐานะไปไหนมาไหนด้วยกันแต่ยังเด็กอยู่ เอ่ยถามเพื่อนว่า “สบายดีรึ ทำงานอะไรล่ะ” เพื่อนตอบผมแบบเงยหน้าขึ้นท้องฟ้าก่อนจะตอบผมว่า “สบายดีหรอก แต่ว่าต้องลำบากในอาชีพเป็นกรรมกรหาเช้ากินค่ำ ถ้าไม่ได้เมียและลูกช่วยจะแย่ทีเดียว เพราะว่าอายุมากแล้ว”

ผมเบือนหน้าก่อนที่น้ำตามันจะร่วงด้วยความสงสารเพื่อน ผมได้แต่ปลอบใจไม่พูดถึงความหลังที่เพื่อนชอบหนีโรงเรียนเกือบทุกวันจนถูกทางโรงเรียนให้ออก ฐานะของเพื่อนจึงเป็นเหมือนปัจจุบัน เพื่อนหันมาถามผมบ้าง ผมได้แต่ตอบไปว่า “สบายดี” ไม่พูดโอ้อวดความสำเร็จต่างๆแก่เพื่อนรัก แค่บอกเพื่อนว่าพออยู่ได้เท่านั้น นี่คือกาลเวลาระหว่างเพื่อนกับผมได้สร้างการกระทำของมนุษย์เอาไว้แล้วแต่ใครจะเลือกทางเดินและโชคชะตาจะพาไปอีกต่างหาก ถ้าเชื่อ “ฟ้าลิขิต” หรือ “พรหมลิขิต” สำหรับผมไม่เชื่อ แต่ไม่เคยลบหลู่สิ่งลึกลับ เพราะว่าสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นมาตลอดในอดีตมาจากผู้หวังดีคอยสนับสนุนและช่วยเหลือ เขียนออกไปน้อยนักจะมีคนเชื่อผม

อาทิเช่น วันหนึ่งผมและแพ็ทกลับบ้านตามปกติ พอจะไขกุญแจเข้าอพาร์ตเม้นต์ที่เช่าเขาอยู่ พบซองจดหมายเหน็บไว้หน้าประตู พอเปิดซองจดหมายออกกลายเป็นเงินสดหนึ่งพันเหรียญ ซึ่งไม่ได้มากมายนัก ผมและแพ็ทปรึกษากัน เอ๊...ใครเอามาแปะไว้หน้าประตู ไม่กล้าใช้เงิน กลัวไปต่างๆนานาตามประสาคนซื่อ กลัวคนมาเล่นตลกแล้วเกิดเรื่องภายหลัง เราจึงเก็บเงินไว้ในสภาพเดิม ไม่ใช้ จะลองสืบหาดูซิว่าใครเป็นคนนั้นที่นำซองมาแปะไว้

วันหนึ่งผมไปเยี่ยมเพื่อนบ้านอเมริกันที่สนิทกับครอบครัว นำเรื่องไปเล่าให้ฟัง เธอตอบผมว่า เงินสดมาอยู่หน้าบ้านคุณ ถ้าไม่รู้ว่าใครให้ ให้ใช้ได้ ไม่มีใครเขาว่าและไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ผมนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญ นอกนั้นก็ใช้จ่ายด้วยความจำเป็น ไม่เอาไปใช้ฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด ผมไม่เคยลืมเรื่องนี้เลย วันหนึ่งผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนผู้ชายอเมริกัน เขาย้อนตอบผมว่า แหม...มันไม่เกิดขึ้นกับเขา พูดไปหัวเราะไป

ผมยังมีเรื่องแบบนี้อีกเยอะเกิดขึ้นกับผม แม้ที่สนามบินนานาชาติยังมีเรื่องดีๆกับผมก็มี ผมได้คำตอบรวมๆเพราะว่าผมและแพ็ทเป็นผู้โอบอ้อมอารีแก่เพื่อนบ้านอย่างจริงใจ รู้จักการให้ ให้อภัย ให้สิ่งของต่างๆ อาหารการกิน ฯลฯ ให้เรื่อยไป นี่ล่ะมั้งมันเลยย้อนกลับมาหาผม

เพราะฉะนั้น ผมทั้งสองจึงมุ่งหน้ากระทำความดีต่อไป ให้อภัย ให้ทาน และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ รู้จักการอาสาสมัครร่วมกับคนอื่นๆ ช่วยคนแก่ส่งโรงพยาบาลที่อาศัยอยู่ใกล้ๆกันในเวลายามวิกาล ผมทำได้ แถมยังนั่งรอจนแนใจว่าเพื่อนบ้านปลอดภัย

ผมเขียนวันนี้ไม่ใช่จะยกย่องตัวเอง แต่เขียนความจริงที่เกิดขึ้นและได้ผลดี ใครอ่านแล้วลองทำดู ใครที่ทำแล้วก็ยังรู้ว่ามีเพื่อนอีกคนที่ชอบการให้มากกว่าการเห็นแก่ตัว! ครับ