Get Adobe Flash player

ศิลปินอยู่ปารีสได้อย่างไร โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ปารีสเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงแห่งหนึ่งในยุโรป เมื่อเป็นศิลปินเกิดอยากไปอยู่ปารีสนั้นจะลำบากพอสมควร อย่างน้อยเรื่องภาษาซึ่งชาวปารีสไม่อยากพูดภาษาอังกฤษ จะนิยมพูดภาษาฝรั่งเศส เข้าทำนองชาตินิยม ซึ่งเป็นเรื่องจริงและทำให้ศิลปินจะไปอยู่ปารีสลำบากมากขึ้น ค่านิยมของศิลปินชาวยุโรปได้แก่ อิตาลี, เยอรมัน นิยมไปอาศัยทำงานศิลปะที่ปารีสมาก ชอบละทิ้งถิ่นเก่าถึงแม้จะเป็นดินแดนศิลปะในอดีตเช่นกรุงโรมก็เถอะครับ ศิลปินที่นั่นมุ่งหน้าสู่กรุงปารีสกันหมดเลย

ทั้งนี้รวมทั้งผมและแพ็ท สองศิลปินไทยยุคแรกที่ไปอยู่อาศัยที่ปารีส ที่มองพานาส ผมทั้งสองมีความเป็นอยู่สุขสบาย ทำงานศิลปะอยู่ใจกลางกรุงปารีส มีเพื่อนศิลปินเป็นชาวปารีสพูดภาษาฝรั่งเศสด้วยกัน ถ้าไม่ไหวหันมาพูดภาษาอังกฤษแทน ทุกคนรู้ว่าผมเกิดเมืองไทยแต่อยู่ในแคลิฟอร์เนียแล้วมาอยู่ปารีส ผมเป็นคนเชื่อถือเรื่องความรู้และความสามารถมาก หรือค่านิยมของไทยๆ ของเราที่ท่าน “สุนทรภู่” ได้กล่าวไว้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน” เป็นเรื่องจริงที่ทำให้ผมอยู่ปารีสได้

อยู่ปารีสต้องพูดภาษาฝรั่งเศสได้ ก่อนอื่นต้องหัดพูด การทักทาย ให้ติดปาก “บองจู เมอร์เซอร์” สวัสดีแก่ผู้ชาย “บองจู มาดาม” สวัสดีแก่ผู้หญิง ถ้าหัดพูดให้คล่องจะมองเห็นรอยยิ้มแย้มแจ่มใสของชาวปารีส สำหรับผู้ที่พูดฝรั่งเศสต่อไม่ได้ ก็ขอให้พูดภาษาอังกฤษ ทุกคนมีความเข้าใจภาษาอังกฤษดี ยกเว้นบางคนพูดไม่ได้เลยก็มีนะครับ ก็ดีสำหรับผมเพราะว่าจะบังคับให้ผมพูดแต่ภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น อันดับสองคือภาษาใบ้ เป็นภาษาสากล ข้อดีที่บางคนพูดไม่ได้ทุกภาษานอกจากภาษาไทย ให้ใช้ภาษาใบ้แทนได้ ไม่มีใครมาว่าอะไร เผลอๆ สนุกดี เดากันไปมา

วันหนึ่งใกล้ๆ “มองมาร์ท” ดินแดนศิลปะของโลกศิลปะแห่งกรุงปารีสและโลก ผมไปคุยกับช่างทำรองเท้าซ่อมรองเท้า เคยไปเที่ยวเมืองไทยมาแล้ว พอรู้ว่าผมเป็นคนไทยเลยคุยกันเรื่องเมืองไทย พูดกันหลายๆ ภาษาจนเข้าใจ ไม่เคยลืมการพูดครั้งนั้น การทักทายของฝรั่งเศสใช้ “ซาลุด(Salut)” ใช้กับเพื่อนๆ ทั่วไปได้ พอเจอหน้าก็ซาลุดได้เลยนะครับ ตอนนี้ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องใช้ “บองจู เมอร์เซอร์” ถ้าเป็นผู้หญิงใช้ “บองจู มาดาม” แต่ถ้าเดาว่าเธอยังเป็นหญิงสาวให้ใช้ “มาทมัวเซอ” Mademoiselle ตอนลาจากกันให้ใช้ “อาเรอวัว(Au Revoir)” ฟรังซัว(Francois) ใช้เรียกชาวฝรั่งเศส ผมเป็นคนใจกล้าในการพูด ผมพูดคุยกับชาวฝรั่งเศสที่ปารีส บางครั้งไปเจอคนช่างพูดฟังเขาพูดคนเดียวเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาคงเข้าใจว่าผมเข้าใจหมด ซึ่งผมก็ฟังได้รู้เรื่องกว่าการพูด นี่คือการเรียนภาษาจากของจริงอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผมถนัดมาก ที่เยอรมนีผมไปกับเพื่อนเยอรมันเป็นกลุ่ม บางคนหันมาพูดด้วยเป็นภาษาเยอรมัน ผมไม่เคยปฏิเสธใคร บางครั้งผมไปอยู่ที่อิตาลีที่ “เวอร์นิเซีย” เวนิชที่เรารู้จัก หัดพูดภาษาอิตาลีกับคนอิตาลี ผมคิดเป็นเรื่องสนุกสนานได้รับความรู้ มีอารมณ์แจ่มใสได้พูดกับคนต่างชาติ ผมเคยนั่งรถไฟกลางคืน Midnight Express รถด่วนกลางคืนแบบนั่งอย่างเดียวราคาถูกมาก มีที่นั่งหกคนต้องเบียดกันหน่อย แต่ได้พูดคุยกันคนหลายๆ ภาษา มีประสบการณ์การเดินทางสูง เวลารถไฟผ่านด่านเข้าประเทศอื่นจะได้ยินพาสปอร์ตๆ เสียงเหน่อๆ และแปร่งหูจากเจ้าหน้าที่มาตรวจพาสปอร์ต เขากลัวคนลักลอบเข้าเมืองช่วงกลางคืนนั่นเอง

ผมอยู่ปารีสอย่างสนุกสนาน ได้ศึกษาศิลปะระดับสูง ได้โชว์งานร่วมกับศิลปินระดับโลก โอกาสและความรู้ทางศิลปะในส่วนตัวมันพาไปสู่จุดมุ่งหมายสำคัญทางศิลปะได้อย่างมีความสุขใจและประสบความสำเร็จได้อย่างดีนะครับ