Get Adobe Flash player

การสอนศิลปะในศตวรรษที่ 16 โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

การสอนศิลปะในศตวรรษที่ 16 มองเห็นได้ชัดเจนในภาพเขียนของศิลปิน Jan Steen ชื่อภาพ The Drawing Lesson เมื่อ ค.ศ.1665 การเขียนของศิลปินผู้นี้เขียนด้วยสีน้ำมันลงบนแผ่นกระดาน ในภาพมีครูสอนการเขียนภาพแก่ลูกศิษย์เป็นผู้หญิง นั่งด้านซ้ายมือของครู ส่วนด้านขวามือมีลูกศิษย์อีกคนนั่งมองดูครูสอนอยู่เฉยๆ บนโต๊ะมีหุ่นปั้นเปลือยกายของผู้ชาย นอกจากนั้นยังมีหน้ากากและหน้าธรรมดา ถ้าใครได้ดูภาพเขียนภาพนี้แล้วจะเข้าใจวิธีการสอนศิลปะในศตวรรษนั้นได้เป็นอย่างดี ถ้าใครอยากจะดูภาพจริง ไปดูได้ที่ เจพอลเก็ตตี้มิวเซียม

ภาพเขียนภาพนี้ไม่ใหญ่ มีขนาดเพียง 19 นิ้ว คูณ 16 นิ้วเศษๆ เท่านั้น ผมเป็นศิลปินและสอนศิลปะมากว่าสามสิบปีที่นี่อเมริกา ผมมีลูกศิษย์เป็นชาวอเมริกันล้วนๆ ผมต้องมีความรู้ทางศิลปะให้มากเท่าที่จะมากได้ทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ ในที่สุดเมื่อปี ค.ศ.2010 นี่เอง ผมได้รับรางวัลจากสมาคมพ่อค้าอเมริกันแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้เป็นศิลปินที่มี คุณภาพ ทั้งด้านการสอนศิลปะและภาพเขียนที่เขียนขึ้นจากรางวัลสำคัญ(สำหรับผม) ทำให้ผมได้รับการยอมรับจากชาวอเมริกันมากขึ้น มีลูกศิษย์ชาวอเมริกันและชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ที่นี่อเมริกามาสมัครขอเรียนการเขียนภาพโดยเฉพาะภาพเขียนต่างๆ เพิ่มขึ้นและรีบสมัครเรียนโดยไม่รอช้า

อิทธิพลของรางวัลที่ศิลปินต่างๆ ที่ได้รับมีมากทีเดียวในสังคมชาวอเมริกันเขานิยมไต่ถามว่าจะไปเรียนศิลปะกับครูคนไหนดี จะได้ยินอยู่เสมอในสังคมของเขาเพราะว่าคนที่มีสตางค์ชาวอเมริกันถือว่าศิลปะมีความสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต ถ้ามองลึกลงไปให้ดีๆ จะเห็นว่าชาวอเมริกันนิยมซื้อภาพเขียนมาก ซึ่งมากกว่าชาวยุโรปเสียอีก สมัยผมเปิดอาร์ตแกลเลอรี่และอาร์ติสสติวดิโอส่วนตัวที่กรุงเทพฯ มีคนมาอุดหนุนมากที่สุดคือชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ที่เมืองไทยและชาวยุโรปที่ไปเที่ยวที่เมืองไทย

ในสมัยนั้นสำหรับผมมีชาวสแกนดิเนเวียนได้แก่ เดนมาร์กและสวีเดน มาซื้อภาพเขียนของผมไปมากที่สุด สำหรับคนไทยมีบ้างประปรายแต่กลับไปนิยมศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากตำแหน่งและพากันไปซื้อแบบนั้น ผมไม่ขอยืนยันเพราะว่าค่านิยมของบ้านเรามีมาแต่ดึกดำบรรพ์แบบนั้น ชาวต่างชาติได้แก่อเมริกันและยุโรเปี้ยน นิยมซื้อภาพด้วย รสนิยม (Taste) ของพวกเขา เป็นหลักเกณฑ์เวลาเขาซื้อภาพศิลปะจะพิถีพิถันอย่างมากในคุณภาพของภาพเขียน ไม่ใช่จะซื้อเพื่อเป็นของที่ระลึก ไม่มีครับ ก็มีอยู่บ้างในระดับรสนิยมที่ลดหลั่นกันลงไป จะว่าไม่มีเสียเลยจะไม่ใช่

มีเศรษฐีระดับโลกอยู่หลายคน ส่วนมากอาศัยอยู่ที่นิวยอร์คและเป็นชาวอเมริกัน นิยมไปเที่ยวยุโรปแล้วซื้อภาพเขียนกลับมาเก็บสะสมเอาไว้ กาลเวลาผ่านไปหลายสิบปี ศิลปินดังขึ้น ปรากฏว่ามีผู้ซื้อภาพเขียนเหล่านั้นร่ำรวยเป็นร้อยๆ ล้านเหรียญอเมริกัน เป็นข่าวครึกโครมเกิดขึ้นบ่อยๆ ผมมีเรื่องจริงเกิดขึ้นกับผมบ่อยๆ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ชาวแคนาดาได้ซื้อภาพเขียนของผมไปเมื่อหลายสิบปีที่กรุงเทพฯ กาลเวลาผ่านไป ผมโยกย้ายมาอยู่อเมริกา ไม่ใช่มาแบกจ๊อบนะครับ มาเพราะเรื่องศิลปะก็แล้วกัน ผมเลยมาอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน อยู่เมืองไทยผมอยู่สุขสบายดี มีอาร์ตแกลเลอรี่ อาร์ตสติวดิโอ สอนภาพเขียนแก่ชาวต่างชาติ เป็นครูสอนศิลปะพิเศษโรงเรียนนานาชาติ ไม่ต้องมานี่ก็ได้ แต่การอยู่เมืองไทยสมัยผม ก่อน ค.ศ.1979 เรื่องศิลปะยังอยู่ในยุคลำบาก ในชีวิตศิลปิน ผมอยู่ได้เพราะสอนศิลปะแก่ชาวต่างชาติและผู้หลักผู้ใหญ่ชาวไฮโซคอยสนับสนุนมาเรียนศิลปะและแนะนำสิ่งที่ดีให้ผมอยู่ได้

ชาวแคนาดาผู้นั้นเกิดทำภาพชำรุดเป็นรูเล็กๆ ในภาพเขียน ก็เผอิญเหลือเกินที่เขาติดต่อมาที่ผมและบินมาหาผมที่สติวดิโอทันที นั่นมันเป็นภาพเขียนของผมเอง ชาวแคนาดาผู้นั้นดีใจและตกใจด้วย ผมคิดอยู่ในใจ อะไรกัน นี่มีคนซื้อภาพเขียนของผมไปแล้วมันกลับมาให้ผมซ่อมภาพเขียนของผม ซึ่งมันเป็นเวลานานหลายสิบปีผ่านไป เป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลยครับ