Get Adobe Flash player

สวนโมเน่ โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

โมเน่(Monet) ถ้าใครเอ่ยชื่อ วงการศิลปะทั้งในอดีตและปัจจุบันรู้จักชื่อศิลปินผู้นี้เป็นอย่างดี เมื่อผมไปอยู่ปารีส ผมเคยไปเที่ยวสวนศิลปะของโมเน่บ่อยๆ แต่ว่าไม่ใช่จะเดินทางไปเยี่ยมได้ง่ายนัก ต้องนั่งรถไฟรวมทั้งเดินจากสถานีรถไฟเพื่อไปสวนโมเน่

สวนโมเน่ตั้งอยู่ที่ Giveeny ห่างจากกรุงปารีส นั่งรถไฟไปประมาณหนึ่งชั่วโมงแถมต้องเดินเท้าไปอีก แต่ใครได้ไปจะคุ้ม ยิ่งเป็นพวกอาร์ติสหรือผู้รักผู้ยกย่องศิลปะจะเกิดความประทับใจในตัวศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้นี้มากขึ้น วันหนึ่งที่กรุงปารีส ผมและแพ็ทศิลปินอยู่บ้านเดียวกัน ชวนกันไปชมสวนโมเน่อีก เพราะการไปชมแต่ละครั้งใช้เวลามาก ไม่มีเวลาเดินชมได้ทั่วถึง เป็นสาเหตุให้ผมทั้งสองต้องไปชมอีก ถ้ามีโอกาสไป ครั้งหลังสุดก็ยังมีปัญหาอีกเพราะเพื่อนชาวฝรั่งเศส “ซูซานน่า” และ “ไมเคิล” สองสามีภรรยานัดให้ผมไปพบคนในวงการศิลปะแห่งกรุงปารีสคนสำคัญ ผมต้องรีบเดินชมสวนอีก ไม่ยังงั้นจะไม่ทันนัดที่ปารีส

อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากบ่นเพราะคิดว่าคนเรามันก็เป็นยังงี้แหละ ทำอะไรที่สำคัญจะไม่ค่อยมีเวลานัก คือจะไปดูทุกแห่งได้ในเวลาสั้นๆ มันทำไม่ได้ ถึงได้ไปดูก็ดูไม่ทั่วถึง ผมมีอาชีพเป็นครูสอนศิลปะ อยากศึกษาหาความรู้เอาไว้สอนลูกศิษย์ จะไปชมลวกๆไม่ละเอียดไม่ได้ ผมเป็นคนชอบรู้ ต้องรู้จริง สอนจริง หวังผลให้ลูกศิษย์ได้รู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีโมเมยกเมฆเองขึ้นมา ผมไม่เอา จึงทำให้ผมสอนศิลปะที่นี่อเมริกาครบรอบสามสิบสามปีในปีนี้แล้ว เริ่มสอนศิลปะเมื่อค.ศ.1984 มีอาร์ตสติวดิโอเปิดสอนที่เมืองมารีน่า เดลเร ใกล้ๆกับเมืองเวนิช รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปัจจุบันผมโยกย้ายมาอยู่ที่เมือง “มาร์วิสต้า”(Mar Vista) เปิดสติวดิโอร่วมกับบรรดาศิลปินอเมริกัน เป็นอาคารใหญ่โตกว่าเดิม กงสุลใหญ่ในอดีตยังเคยไปเยี่ยมสติวดิโอของผมก็มี ทำให้ผมซาบซึ้งในไมตรีจิตของข้าราชการไทยที่ให้ความสำคัญแก่ผม

ขอหันกลับมาเรื่องสวนโมเน่ใหม่ว่า ทำไมศิลปินฝรั่งเศสจึงชอบทำอย่างนั้น เพราะว่าเขาหนีความวุ่นวายกรุงปารีสไปอยู่อย่างสงบ ทำงานศิลปะ นั่นคือเหตุผลที่ผมอ่านพบ สวนโมเน่หรืออาร์ตสติวดิโอของโมเน่เปิดเมื่อค.ศ.1980 เป็นปีที่ผมย้ายมาอยู่อเมริกาได้ปีเดียว ถ้าพูดถึงผม ทำไมผมโยกย้ายมาอยู่ที่นี่อเมริกา ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ เป็นผู้รักการผจญภัย อยากดูอยากเห็นของจริง ยิ่งได้อาศัยอยู่พบปะกับชาวพื้นเมือง ฝึกพูดภาษาพื้นเมือง(ฝรั่งเศส)ยิ่งสนุกใจ เวลาไปไหนมาไหนได้พูดได้หลายภาษา ผมชอบแบบนี้ มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆกับนานาชาติ ผมเคยไปยืนอยู่ที่ มองมาร์ท ถิ่นศิลปะแห่งปารีส มีสุภาพสตรีชาวฝรั่งเศสมาถามหาทางกรุงปารีสเพราะคิดว่าผมเป็นชาวปารีสตรงที่ผมใส่หมวกแบเล่ย์ประจำนั่นเอง เผอิญผมรู้จักทาง เลยบอกทางให้ได้ แต่ที่ไม่ชอบอยู่บ้างก็คือ “การล้วงกระเป๋า” พวกเด็กๆผู้หญิงยิบซีตัวร้าย มันชอบขึ้นรถไปเบียดกับคนตอนแน่นๆ มีโอกาสมันจะล้วงกระเป๋าแล้วรีบลงไปทั้งๆที่ผมรู้ดี ผมยังโดนฉกกล้องถ่ายภาพไปกับมือผมในช่วงเวลาไม่กี่วินาที มันทำได้ครับ ไปปารีสโปรดระวังทุกด้านนะครับ

คนปารีสมีนิสัยเฉยๆนะครับ อย่าไปว่าเขา ถ้าคุณอยากจะคุยต้องหัดพูดภาษาฝรั่งเศสให้ได้ เพราะว่าเขาไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษทั้งๆที่ทุกคนพูดได้ ถ้าพูดได้สองภาษายิ่งดี ผมเคยมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเธอบอกว่าเธอพูดได้ห้าภาษา ผมคิดในใจ โอ้โหเก่งจริง แต่พอไปอาศัยอยู่ที่ปารีสเลยถึงบางอ้อเพราะว่าที่นั่นมีการพูดหลายภาษา ขนาดผมอ่อนภาษาต่างด้าวยังพูดได้หลายภาษาเลย ไม่ใช่เก่งแต่จำเป็นครับ