Get Adobe Flash player

ภาพเขียนที่สำคัญๆของผม โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ผมเริ่มเรียนศิลปะและเขียนภาพเป็นตั้งแต่อายุ 16 ย่างเข้าอายุ 17 ในสายตาของผมเอง ผมคิดว่าผมยังเด็กอยู่ แต่มาถึงวันนี้คิดถึงในวันนั้น ผมมีความสามารถเขียนได้ เริ่มรู้จักการใช้สีน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านั้นรู้จักแต่สีน้ำ พอเริ่มใช้สีน้ำมัน ผมมีความรู้สึกการเขียนภาพง่ายขึ้น เพราะสีน้ำมันมีเทคนิคตรงข้ามกับสีน้ำ คือสีน้ำมันจะผสมอย่างไรก็ได้ถ้ารู้จักการผสมสีและการใช้น้ำมันล้นซีดให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม จะไม่ทำให้ส่วนผสมระหว่างสีกับน้ำมันผสมกลายเป็นสี “มัดดี้” muddy หรือสีสกปรกตามสายตาชาวบ้าน

การเรียนศิลปะในช่วงต้นๆ ผมชอบอ่านส่วนผสมของสีและชอบค้นคว้าเรื่องสี มันมาจากไหน ทำอย่างไรสีจึงแลดูสดใสไม่ขุ่นมัว ซึ่งเทคนิคต่างๆของผู้เรียนศิลปะย่อมแตกต่างกัน รวมทั้งผมเองก็รู้ว่าผสมสีอย่างไรจะแลดูสวยงาม ไม่ “เน่า” หรือ “มัดดี้”

ในช่วงปีสุดท้าย การเรียนศิลปะครบรอบ 5 ปี มีการแสดงผลงานของโรงเรียนศิลปะที่ผมเรียน ปรากฏว่าภาพเขียนของผมได้รับรางวัลชนะเลิศอย่างเอกฉันท์ โดยคณะอาจารย์ได้ตัดสินอย่างเที่ยงตรง รู้ได้จากอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมทีหลังว่าภาพเขียนของเธอชนะใจคณะอาจารย์ทุกคน เธอจึงได้รางวัล ต่อมาภาพเขียนชิ้นนั้นผมขายได้เงินไทยถึงห้าพันบาท ในสมัยผมยังมีอายุไม่ถึง 30 ปี ผมจึงว่าผมน่าจะเป็นศิลปินอิสระได้แน่ ผมขายภาพได้และนำเงินขายภาพไปให้คุณแม่ดูเพื่อพิสูจน์ว่าผมขายภาพเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งท่านเป็นห่วงผมอย่างมาก เกรงว่าจะเอาตัวไม่รอดในอาชีพศิลปะศิลปินในสายตาของท่าน ซึ่งมันเป็นความจริงอยู่ในสมัยนั้น นักเรียนศิลปะที่จบออกไปแล้วมักจะไปเป็นครูศิลปะกันทุกๆคน ในรุ่นผมมีผมอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ยึดอาชีพศิลปินเขียนภาพเลี้ยงตัวเอง

แต่มีอยู่วันหนึ่งโชคช่วยเพิ่มขึ้นมาอีก เผอิญเขียนภาพเสร็จแล้วผมหิ้วภาพเขียนตระเวณไปแถวๆถนนสีลม นึกขึ้นได้มีเพื่อนที่มีพี่ชายทำงานเป็นสมุห์บัญชีที่โรงแรมสี่ดาวในสมัยนั้น เลยลองเอาภาพเขียนไปให้เขาดูเผื่อว่าอาจจะขายได้ และเผอิญอีกทีปรากฏว่าร้านของเก่าเจ้าของเป็นชาวฝรั่งเศส มองดูภาพเขียนผมแล้วบอกผมว่าจะยินดีขายให้ ให้ผมไปเขียนมามากกว่านี้ ผมได้งานในวันนั้นเลย รุ่งขึ้นผมตระเวณไปเขียนภาพต่างๆ อาศัยบริเวณวัดโพธิ์ ท่าเตียน เป็นจุดเริ่มต้น ผมเขียนภาพวัดโพธิ์และผู้คนค้าขายย่านท่าเตียนอย่างสนุกสนาน เมื่อวาดภาพเสร็จนำไปให้มิสเตอร์ เบอร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศสขาย แต่ไม่รู้อย่างไร เขาจัดการซื้อภาพเขียนของผมทั้งหมดเลย แล้วเอาไปขายต่อ นั่นคือจุดแรกของอาร์ตแกลเลอรี่ในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นเป็นแห่งที่สอง แห่งแรกอยู่แถวไปรษณีย์กลาง ชื่อร้านจำไม่ได้แล้ว ในช่วงนั้นผมไปเขียนภาพที่วัดโพธิ์เป็นประจำ ติดนิสัยมาจากอาจารย์เพาะช่างที่สอนผม เอ๊ะ อะไรก็ให้พวกเราไปเขียนภาพสถาปัตยกรรมเจดีย์ โบสถ์ต่างๆของวัดโพธิ์ไปส่งที่ห้องเรียน “ภาพเด็กวัดสามคน” นุ่งกางเกงขาสั้น ไม่มีเข็มขัด ถอดเสื้อทั้งสามคน เขียนเสร็จเอาไปขาย ต่อมาขายไปแก่ชาวอเมริกัน และได้นำภาพเขียนเด็กวัดไปขายให้ อาร์ตมิวเซี่ยมที่ชิคาโก ที่ผมรู้เพราะเขากลับมาและพบกันที่อาร์ตแกลเลอรี่ บางกะปิแกลเลอรี่ (แห่งแรกอีกแห่งหนึ่ง) ในสมัยนั้น ผมไม่สนใจเท่าไรนัก เพราะว่าขายไปแล้วและไกลถึงอเมริกา เลยไม่สนใจอะไร

เพราะฉะนั้นผมถือว่าภาพเขียน เด็กวัดโพธิ์สามคน นั้นเป็นภาพเขียนที่สำคัญในยุคแรกของผม เนื่องจากศิลปินไทยไม่นิยมขอชื่อคนซื้อหรือนักสะสมศิลปะ ขายแล้วก็แล้วไป จึงเป็นเหตุให้ภาพเขียนของศิลปินไทยไม่รู้ไปอยู่แห่งหนไหน เมื่อไม่นานมีชาวแคนาดาสืบหาศิลปินไทยคือภาพเขียนของผม กลายเป็น ภาพเขียนมรดก สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมได้พบคนซื้อภาพเขียนของผมไปในสมัยโน้น แต่ว่ามาเจอกันที่อเมริกา เป็นเรื่องที่เจ้าของดีใจที่ได้พบคนเขียนภาพ