Get Adobe Flash player

ประสบการณ์แห่งชีวิต โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ตามที่ผมเขียนถึงบ่อยๆถึงผู้อุปถัมภ์ศิลปิน ชีวิตของผมนั้นจริงๆแล้วมีผู้อุปถัมภ์เยอะ เพราะว่าผมโยกย้ายไปอยู่หลายประเทศ ผู้อุปถัมภ์ศิลปินมีทั้งให้เงินสนับสนุนศิลปินให้ดำรงชีวิตทำงานศิลปะอย่างเดียว ไม่ต้องไปหางานทำจนไม่มีเวลาสร้างงานศิลปะ

ในปัจจุบันผมมีอาร์ตสติวดิโออยู่ที่แกรนด์วิวไฟน์อาร์ต สติวดิโอ เป็นอาร์ตสติวดิโอของชาวอเมริกัน ผมเช่าอยู่รวมกับพวกศิลปินอเมริกันที่อาคารใหญ่ที่แบ่งห้องเช่าเป็นอาร์ตสติวดิโอของแต่ละคน ผู้อุปถัมภ์ปัจจุบันคือลูกศิษย์ของผมที่มาสมัครเรียนศิลปะภาพเขียนกับผมโดยจ่ายค่าเล่าเรียน ผมจึงแบ่งเวลาสอนกับการทำงานศิลปะของผมให้สามารถทำงานทั้งสองอย่างได้ บางครั้งผมมีสอนศิลปะช่วงกลางคืน คือประมาณหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ที่สติวดิโอผมมีไฟเพดานที่ส่องสว่างคล้ายกลางวันถึงสิบหกหลอด เป็นไฟแบบนีออน เมื่อนักเรียนมาช่วงกลางคืนจึงแลดูเหมือนแสงสว่างกลางวัน ผมโชคดีที่ได้อาร์ตสติวดิโอแบบนี้สำหรับทำงานศิลปะและสอนศิลปะได้ทุกเวลา

ที่กรุงเวียนนา ผมมีผู้อุปถัมภ์ที่เมืองฮาทเบิร์ก ประเทศออสเตรีย ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเวียนนาโดยรถยนต์ประมาณหนึ่งชั่วโมง ที่นั่นผมมีผู้อุปถัมภ์เป็นหมออยู่โรงพยาบาลเวียนนา และสามีของเธอเป็นผู้จัดการสโมสรโรตารี่แห่งเวียนนา บางครั้งผมและแพ็ทไปกับเธอที่เวียนนา ส่วนเธอไปทำงานที่โรงพยาบาล ผมและแพ็ทตระเวณวาดสีน้ำและสเก๊ตช์ภาพต่างๆของกรุงเวียนนา บางครั้งมีฝนตกปรอยๆ เป็นภาพสิ่งก่อสร้างที่ได้อารมณ์กว่า อากาศดีในแง่ของไฟน์อาร์ต ถ้าจะกล่าวว่าผมรู้จักกรุงเวียนนาดีเท่ากับกรุงปารีสก็ถูกอีก เพราะว่าชีวิตของผมผันผวนไปในทางที่ดีๆอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นของธรรมดา

ถ้าใครติดตามอ่านเรื่องศิลปะของผมซึ่งส่วนมากผมจะเขียนเรื่องส่วนตัวเสียส่วนมาก จะมองเห็นประสบการณ์แห่งชีวิตที่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะเกี่ยวข้องกับศิลปะและศิลปินต่างๆ ผมเกิดในยุคศิลปะสมัยใหม่หรือศิลปะร่วมสมัย ก็คือสมัยไหนก็สมัยนั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร ในสมัยผมเรียนศิลปะที่กรุงเทพฯ ในยุคนั้นยังนิยมภาพเหมือนธรรมชาติ แต่ไอเดียหรืออุปนิสัยในฐานะศิลปิน ผมไม่ชอบสิ่งล้าสมัย ชอบแต่การเรียนรู้เบื้องต้นอย่างดีและเรียนจนเข้าใจถ่องแท้ เป็นครูเขาได้ พอผมจบอาร์ตมาใหม่ๆ คนที่ศรัทธาผมในยุคนั้นขอมาเรียนศิลปะกับผม นั่นคือประสบการณ์สอนศิลปะเริ่มต้นขึ้นแล้วในช่วงอายุไม่ถึง 30 ปี นอกจากนั้น ผมยังไปสอนศิลปะให้โรงเรียนนานาชาติ กลายเป็นมีเรื่องขำ คือผมไปเรียนภาษาอังกฤษที่เอยูเอ ที่กรุงเทพฯ ปรากฏว่า ผมมีครูสอนภาษาอังกฤษที่สอนผมให้พูดภาษาอังกฤษให้ได้ดี ไม่ดีต้องพูดให้ได้ ไม่ยังงั้นเธอไม่ยอมเลิก เธอพยายามสอนผมจนได้ดี สามารถสอบชิงทุนได้ นานพอสมควร เธอสนใจศิลปะ เธอมาสมัครเรียนศิลปะกับผม ที่เป็นเรื่องขำซีเรียสหน่อยคือ ผลัดกันเป็นครูและเป็นลูกศิษย์

นี่คือประสบการณ์แห่งชีวิตของผม แต่ว่าที่กรุงเวียนนาที่ผมรักชอบฟังเพลงคลาสสิคบลูดานูบ มาตั้งแต่เด็กๆ มีเพื่อนเป็นคนชอบสีไวโอลิน ชอบสีให้ผมฟังบ่อยๆ เพื่อนคนนี้ไปเรียนจุฬาฯ แต่ผมไปเรียนศิลปะที่เพาะช่าง(โรงเรียน) ผมจบออกมาได้รับเกียรตินิยม ได้แกรนด์ไพร้ซ์ชนะเลิศการประกวด ขายภาพเขียนได้ตั้งแต่เรียนศิลปะ ภาพเขียนเด็กวัดโพธิ์ มีคนอเมริกันซื้อเอาไปขายให้มิวเซี่ยมที่อเมริกา

ชีวิตผมยั้งไม่อยู่ในเชิงศิลปะของผม ในสายตาของคนไทยเขาว่าใครเรียนอาร์ตเป็นเด็กโง่ ไม่เก่ง แต่สำหรับผมยอมรับว่าจริง แต่ศิลปะมันเป็นวิชาที่ไม่มีใครเรียนได้ทุกคนนะครับ ไม่เชื่อลองตรวจสอบดูใหม่ จะมองเห็นอย่างผมเห็นแน่เลย จริงๆนะครับ