Get Adobe Flash player

โรงเรียนเพาะช่าง (อดีต) ปัจจุบันชื่อ Poh-Chang Academy of Arts โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ผมเคยศึกษาศิลปะมาแล้วเป็นเวลา 5 ปีที่โรงเรียนเพาะช่าง ในสมัยผมและการศึกษาหาความรู้ทางศิลปะในอดีตนั้น ผมเป็นนักเรียนศิลปะที่ตั้งใจเรียนมาก ไม่เคยขาดเรียนเลย ตั้งใจเรียนอยากจะเป็นศิลปินด้านจิตรกรรม ในที่สุดก็เรียนจบได้เกียรตินิยมจากโรงเรียน เคยขายภาพเขียนได้ตั้งแต่อยู่โรงเรียน

ผมจบจากแผนกวิจิตรศิลป์โดยตรง เมเจอร์ทางภาพเขียนอย่างเด่นชัดเพราะว่าผมได้คะแนนดี ได้เลื่อนชั้นได้โดยไม่ต้องสอบ ผมไม่เคยเขียนประวัติของผมแบบโมเมหรือเขียนส่งเดช ผมเขียนจากความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ผมจึงประสบความสำเร็จทางอาชีพศิลปินของผม บอกลูกศิษย์ทุกคนจากการศึกษาเมื่อมาสอนศิลปะแก่ชาวอเมริกันนานกว่า 30 ปี จึงสอนอยู่ได้ มีนักเรียนมาเรียนศิลปะกับผมตลอดเวลา ได้เป็นศิลปินแห่งเอเชียจากเอเชียมิวเซียมแห่งเมืองซานฟรานซิสโก โดยมีชื่อว่า Asia Alive ผมและแพ็ทได้รับรางวัลนี้มาทั้งสองคนในปีเดียวกัน เมื่อปีค.ศ.2005 โน้น

ในวันที่ 7 มกราคม ศกนี้ จะเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันเก่าแก่แห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นบรรดาศิษย์เก่าที่อาศัยอยู่ที่นี่แอลเอจึงมีจิตใจรำลึกถึงและนัดแนะให้มาชุมนุมพบปะกันเป็นประจำทุกๆปีไม่เคยขาด การพบกันกับคนที่เคยศึกษามาจากที่เดียวกันเป็นสิ่งที่ดี ได้ฟังเรื่องราวย้อนหลัง ได้ฟังการนินทาอาจารย์ต่างๆที่อุตส่าห์สอนพวกเราให้ได้ดี ผมไม่เคยลืมอาจารย์เก่าๆและแว่วอยู่ในหูเมื่ออาจารย์อวยพรให้ผมว่า “วิบูลย์ เธอจะได้ดี!” เมื่อผมได้ดีในอาชีพของผม จะคิดถึงอาจารย์ที่อวยพรให้ผม ผมเป็นคนทำอะไรเงียบๆ ไม่ชอบแสวงหาเกียรติยศ อาศัยทำดีได้ดีเอง เป็นนิสัยส่วนตัว เวลาได้ดีจึงมีพลังมากเพราะได้มาจากความรู้ความสามารถโดยตรง

ท่านผู้อ่านครับ ท่านลองคิดดูซิครับจะเห็นจริงอย่างผม ซึ่งความรู้และความสามารถเท่านั้นจะเอาตัวรอดได้ อย่างท่าน “สุนทรภู่” ได้กล่าวเตือนสติชาวไทยไว้ว่า “ รู้อะไรไม่สู้เท่ารู้วิชา...”  ถ้าผมเองไม่รู้วิชาศิลปะ ผมคงอยู่ที่อเมริกาไม่รอด แต่ว่าผมรู้จริง ผมจึงอยู่ในอเมริกาได้อย่างสุขสบายทั้งกายและใจ มีลูกศิษย์เป็นชาวอเมริกันเยอะและบอกต่อๆกันไปว่าใครอยากเรียนศิลปะได้ดีต้องไปหาวิบูลย์จะไม่ผิดหวัง ผมจึงมีแต่ลูกศิษย์ชาวอเมริกัน ส่วนลูกศิษย์ไทยกลับไปหาครูฝรั่งหมด ผมคิดตามประสาของผม อย่ามาว่าผม เพราะอะไรฝรั่งก็ดีหมด สำหรับผมกลับมาสอนฝรั่ง ก็ลองคิดกันดูเถอะครับ

อีกประการหนึ่ง ผมไม่เคยลบหลู่สถาบันที่เคยเรียน แม้จะเป็นแค่โรงเรียน ผมกลับภูมิใจในคำว่า “โรงเรียน” เป็นอย่างมาก ในอดีตผมติดตามคุณพ่อไปโรงเรียน เพราะว่าท่านเป็นครูใหญ่ ตอนเช้าได้ยินเสียงคุณแม่สั่งรีบๆทานอาหารแล้วรีบแต่งตัวไปโรงเรียน แต่ว่าในสังคมยุคใหม่นิยมมหาวิทยาลัย คุยว่าจบจากนั่นจากนี่ โอ้อวดกันอุตลุด ได้ยินบ่อยๆจนเกิดความเคยชิน แต่จริงแล้วใครๆที่เรียนอะไรมาก็ตาม ต้องโชว์ความสามารถมากกว่าจึงจะเอาตัวรอดได้ ดังคำพังเพยที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้เท่ารู้แล้วเป็นครูเขาได้” ครั้งหนึ่งผมเคยรับงานจิตรกรรมฝาผนังราคาหลายหมื่นเหรียญแก่ชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่แถวมาริน่า เดลเร ว่าจ้างจิตรกรรมฝาผนังหมดทั้งหลัง เผยว่าถ้าผมไม่เป็นครูสอนศิลปะ เขาจะไม่จ้างผมหรอก แสดงว่าเป็นครูนี่มีพลังทีเดียว จิตรกรรมฝาผนังนั้นผมทำอยู่ร่วมสองปีจึงเสร็จ

ที่เมืองไทยผมเคยได้รับเงินจากธนาคารหวั่งหลี ให้ไปเขียนภาพวัดเบญจมบพิตร ผมได้ยินนายธนาคารถามว่าจะคิดเท่าไร? ให้บอกมาในขณะที่เขากำลังจะเขียนเช็คให้ ถ้าผมเป็นคนเห็นแก่ได้ ผมคงบอกไปแพงๆแน่เลย แต่ผมเป็นคนยุติธรรม คิดราคาเท่ากันหมด คนรวยคนจน เพราะฉะนั้นผมจึงเอาตัวรอดมาทุกวันนี้คือ “ซื่อกินไม่หมด” ครับ

และสวัสดีปีใหม่แก่ท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย