Get Adobe Flash player

เขียนจากใจและประสบการณ์ โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

วันหนึ่งตอนเช้าที่เมืองเวนิช แคลิฟอร์เนีย ผมออกจากบ้านแต่เช้าเพราะว่าจะไปขึ้นเครื่องบินไปเมืองซานฟรานซิสโก ผมมีเพื่อนบ้านชาวอเมริกันใจดียินดีขับรถไปส่งที่สนามบินแอลเอ รวมทั้งช่วยหิ้วกระเป๋าไปส่งถึงด่านเช็คอิน ผมโบกมืออำลาแต่คิดในใจในความมีน้ำใจของอเมริกัน ใครๆชอบพูดว่าอเมริกันแล้งน้ำใจ แต่ผมปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่จริง คุณยังไม่รู้จักชาวอเมริกันที่แท้จริงต่างหาก นั่นคือคำตอบของผู้มีประสบการณ์กับชาวอเมริกัน

ในช่วงผมมีอายุประมาณไม่เกินยี่สิบห้า เคยรับราชการอยู่กรมการพัฒนาชุมชนยุคใหม่เอี่ยมแห่งกระทรวงมหาดไทย ช่วงนั้นคุณพ่อคุณแม่ดีใจที่ลูกได้รับราชการตามบิดา เป็นค่านิยมของไทย ถ้าได้รับราชการจะมีโอกาสดี มีความเป็นอยู่ดีแน่นอนกว่าเอกชน ระหว่างนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะข้าราชการชั้นตรี มีชาวอเมริกันฝ่ายช่วยเหลือจากองค์การยูซ่อมเดินมาพอดีเพื่อจะไปพบหัวหน้าแผนก แต่ก่อนถึงห้องของเธอ หัวหน้าแผนกของผมเป็นผู้หญิง ฝรั่งผู้นั้นมิสเตอร์เครมเมอร์ หันมาชี้มือที่ผมทั้งๆที่นั่งกันอยู่รวมแปดโต๊ะ บอกหัวหน้าแผนกผมว่า “คนนี้” ใช้คำว่า Take ผมได้ยินเต็มหู แรกๆก็งงๆอยู่ ต่อมาให้ผมไปเรียนภาษาอังกฤษที่เอยูเอในสมัยนั้น

ผมเลยกลายเป็นตื่นเช้าไม่ต้องไปทำงาน แต่ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษที่เอยูเอ ไปใหม่ๆผมถูกสอบก่อนว่าภาษาอังกฤษของผมจะเอาไหนไหม แต่ผมอาศัยเคยคุยกับชาวอเมริกันที่มาซื้อภาพเขียนของผม ซึ่งผมใช้เวลาว่างๆไปร่วมแสดงนิทรรศการภาพเขียนกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่บางกะปิ แกลเลอรี่ ที่ซอยอโศก ย่านสุขุมวิท ในสมัยโน้น จึงพอพูดได้แบบงูๆปลาๆ สามารถพูดกับอเมริกันอย่างไม่เคอะเขินใจ เพราะว่าพูดกับชาวอเมริกันมาก่อนแล้วในระหว่างเรียนภาษาอังกฤษ มีเพื่อนร่วมชั้นที่จะไปเรียนต่อที่อเมริกา จบจากจุฬาฯ แต่ว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ มันไม่เข้าใครออกใคร ลดระดับอยู่ในฐานะเดียวกันหมด

ห้องเรียนภาษาอังกฤษของผมทุกวันจะมีแต่การครื้นเครงจากการออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษที่ครูอเมริกันพร่ำสอนพวกเรา รวมทั้งห้ามพูดภาษาไทยกันในห้องเรียนเด็ดขาด เรื่องของมันก็คือเราต้องพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียน นานๆเข้าเกิดความเคยชิน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นตามลำดับ เวลาไปสอบสัมภาษณ์รวมกับคนที่เรียนอักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ผมยังสามารถสอบได้ ถึงแม้พื้นฐานแค่นักเรียนศิลปะอ่อนภาษา แต่ผมทำได้และสอบผ่านได้เท่ากับมาตรฐานที่ทางสถาบันภาษาวางกฎเกณฑ์เอาไว้ ในปัจจุบันผมต้องใช้ภาษาอังกฤษทำงานคือสอนศิลปะแก่ชาวอเมริกัน ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องผมคงสอนไม่ได้ ปีนี้ผมฉลองครบรอบ 33 ปีในการสอนศิลปะที่นี่อเมริกาแล้ว

โอกาสชีวิตของผมยังเกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง คือได้แสดงภาพเขียนที่อาร์ตมิวเซี่ยมระดับโลกคือ “ลูฟว์” แห่งปารีส ผมได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตัดสินให้ศิลปินแห่งกรุงปารีส ให้เข้าโชว์ภาพเขียนได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเตรียมตัวเพียงสองปี เวลาพบผู้อำนวยการ เธอยิ้มใส่ผม กล่าวว่า “ดีใจที่เจอตัวจริง” และกล่าวยกย่องผมว่า เธอเป็นศิลปินในเอเชียนไทย-อเมริกัน คนแรกที่ได้รับการอนุมัติ ผมดีใจที่ได้รับการยกย่อง ส่วนจิตใจภายในผมอาจเป็นศิลปินนำร่องของไทยในอนาคตก็อาจเป็นได้ แต่นั่นมันคือความฝัน เรื่องจริงมันคนละเรื่องเพราะว่าวงการศิลปะ ศิลปินไทย แตกต่างกันมาก ยากนักที่ผมจะทำได้ มันคงเป็นความฝันเท่านั้นเอง

ปริศนาที่ผมเขียนเป็นเรื่องจริงเพราะว่าความสามารถไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีพรรคพวก สวัสดีครับ ขอให้ท่านผู้อ่านเรื่องศิลปะจากใจของผมอยู่เย็นเป็นสุขทั่วกัน