Get Adobe Flash player

เมืองหลวงปารีส ศิลปะแห่งโลก โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ความจริงแล้วไม่ใช่แต่มีศิลปะแห่งโลกที่กรุงปารีสเท่านั้น ผมเขียนขึ้นเล่นๆไม่จริงจังอะไร จากประสบการณ์ที่พบจริงเห็นมาจริงๆ มันก็มีเท่านั้น เวลาเมื่อผมนอนอยู่ที่พักย่าน “ลามอทพิเก้” ผมจะรู้สึกครึ้มใจมากที่ได้อยู่ที่ใจกลางย่านคนปารีส ไม่ใช่แดนสกปรกมีผู้อพยพ ผมไม่เอา เพราะว่าผมรู้จักกรุงปารีสดีและรู้จักคนปารีสในฐานะเพื่อนๆสนิทมีเยอะและเป็นเพื่อนที่ดี ไม่ใช่เพื่อนที่ตรงกันข้าม

ผมเกิดมามี “กากบาท” อยู่กลางมือ ผมมีซิกส์เซ้นส์มาก รู้เลยว่าใครจะมาไม้ไหนหรือคิดร้ายป้ายสี แต่เพื่อความสุภาพที่มีอยู่ประจำตัวเลยปล่อยเลยตามเลย ไม่อยากทักท้วง ให้ทุกคนรู้เองว่าไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าไปพูดจริงจะหาว่าแก้ตัว เพราะนิสัยคนทั่วๆไปมันเป็นอย่างนั้น ในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์มาตามอายุของตัวเอง เข้าใจคำว่า “นั่งเทียน” ในคนสมัยโบราณกล่าวไว้ น่าคิดนะครับท่าน ผมจึงไม่นั่งเทียนเขียน

เอาล่ะครับ เดินทางเข้ากรุงปารีสต่อดีกว่า ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “ส้มโอ” ถามมา ผมก็ตอบไปแบบเห็นจริง ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ตอบออกไปซื่อๆ การที่จะไปปารีสต้องทำความเข้าใจคนปารีสนั้นเขามีนิสัยอย่างไร? ก่อนเพื่อนจะได้ไม่โกรธเขาง่ายๆ อาทิเช่น ถ้าเราไปถามหาทางสาเหตุจากหลงทาง เป็นต้น ถ้าถามภาษาอังกฤษ เขาจะเชิดหน้าไม่ตอบเราเลยสักคำ แถมเดินหนีอีกต่างหาก แต่ว่าถ้าเอ่ยปากถามว่า คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม เป็นภาษาฝรั่งเศสนะครับอย่าลืม หรือจะจำผมไปพูดก็ได้ว่า “ปาลีวูอังเกร์” ก็พอกล้ำกลืนได้ เท่านั้นแหละเขาจะพูดภาษาอังกฤษกับคุณทันที เพราะว่าชาวฝรั่งเศสพูดภาษาอังกฤษได้เกือบทุกคน นอกจากไปถามคนฝรั่งเศสบ้านนอกอาจไม่รู้เรื่อง

ผมมีเรื่องภูมิใจที่ช่วยเหลือชาวฝรั่งเศสบ้านนอกเข้ากรุงเอาไว้แยะ เพราะว่าผมรู้จักถนนหนทาง รถใต้ดินบนดินดีพอสมควรสามารถช่วยคนเหล่านั้นเอาไว้ ทำไมคนพวกนั้นมาถามผม เพราะว่าผมสวมหมวกแบเล่ย์เป็นประจำ มันเป็นหมวกประจำชาติของเขาเลยทีเดียว ถ้ามีคนมาถามผมว่าทำไมผมจึงสวมหมวกแบเล่ย์ อย่างอื่นๆมีถมไป เรื่องมีอยู่ว่าในอดีตที่นี่แอลเอ ผมเป็นที่ปรึกษาให้แก่แอลเอมิวเซี่ยมอ๊อฟอาร์ตอยู่หกปีเต็มๆ มีผมคนเดียวที่ใส่หมวกแบเล่ย์เข้านั่งประชุม ครั้งหนึ่งประธานการประชุมบอกว่าผมใส่หมวกนี้ดี เท่ดี เธอบอกผม และเหมาะกับอาชีพศิลปินของผมจริงๆ ขอให้ใส่ตลอดไปนะ เธอกล่าวในวันนั้น คนในที่ประชุมได้ยินกันหมด สำหรับท่านที่อ่านเรื่องของผมเป็นประจำคงจะรู้วันนี้ในความในความลับของผม

ขอย้อนกลับไปเที่ยวปารีสให้สะดวกต้องใช้รถใต้ดินหรือ “ลาเมโทร” ในภาษาฝรั่งเศส สะดวกและปลอดภัย ออกวิ่งตอนตีห้า เลิกตีสอง ผมเคยวิ่งตามรถคันสุดท้ายมาแล้ว แถมวิ่งท่ามกลางฝนตกปรอยๆอีกด้วย วิ่งทันครับ แต่ยังไงๆในวันนั้นต้องเดินอยู่ดีเพราะรถใต้ดินคันนั้นไม่ผ่านบ้านพักที่ผมอยู่ ต้องเดินต่ออีกครึ่งชั่วโมง นี่คือชีวิตในปารีสที่ผมเคยอยู่และคิดจะไปอยู่ในบั้นปลายแห่งชีวิต เพราะว่าคนไทยไม่มีใครนิยมงานศิลปะของผม งานส่วนใหญ่ผมขายให้แก่ชาวอเมริกันและชาวยุโรป สาเหตุที่เขาเก็บสะสมเพราะว่าผมเคยได้โชว์ภาพเขียนที่ลูฟว์ มิวเซี่ยม ในวงการศิลปะแห่งโลกเขาถือกันว่าดีที่สุด เขาเหล่านั้นจึงมองผมอีกทัศนะหนึ่งในสายตาของเขาก็สุดแล้วแต่ ผมคิดอยู่ในใจ การทำดีทำจริง มีผลงานดีจริง วันหนึ่งมันจะดีจริง ผมเป็นอาร์ติส โกหกไม่เป็น เรียนมายังไงก็บอกไปอย่างนั้น ผมอาศัยเขียนรูปทุกวัน มีภาพเขียนที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นของธรรมดา ตามอารณ์ของนักศิลปะคนหนึ่ง

อ้อ อีกอย่างหนึ่ง นักสะสมศิลปะที่นี่เขานิยมเสาะแสวงหาศิลปิน ไม่ใช่จะมีแต่ศิลปินที่มีชื่อเท่านั้น เขาเชื่อว่าศิลปินที่มีคุณภาพย่อมไม่คุยครับ ผมจบนะครับสัปดาห์นี้