Get Adobe Flash player

กรุงปารีส “เมืองหลวงศิลปะแห่งโลก” โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปปารีสแบบผม ต้องทำอย่างไรบ้าง การที่ผมเขียนแบบผมก็คือไปแบบศิลปิน คือไปแบบติดดินอยู่ง่ายใกล้ชิดกับเจ้าของถิ่นได้ง่ายๆ อย่าลืมนะครับท่านผู้อ่าน ชาวฝรั่งเศสหน้าเชิดนะครับ แต่ว่าสำหรับผมเป็นคนไม่แคร์ใครง่ายๆ เพราะว่าถ้าเราจะไปอยู่บ้านใครต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน บ้านนั้นเราจะต้องทำอย่างไรจึงเกิดสันติสุข ถ้าเขาหน้าเชิดหยิ่งก็อย่าไปสนใจเขาให้มากนัก ทำตัวของเราให้ดี ใช้ความรู้ความสามารถเดินหน้า มีความเป็นมิตรกันง่าย

วันหนึ่งผมไปปารีส(ครั้งแรก) ผมไปกันเองกับแพ็ท ในที่สุดผมเช็คอินที่โฮเต็ล อพาร์ตเม้นต์ แถวๆถนนฟอนดารี ต่อมารู้ว่าเป็นถิ่นชาวปารีส “ฟองซัว” แท้ๆทั้งนั้น เห็นไหมล่ะผมได้อยู่ย่านดีโดยไม่รู้มาก่อน เพื่อนสนิทรู้ข่าวมาเยี่ยม ชมผมว่าหาที่อยู่ได้ดี เขาเองเป็นชาวปารีสยังไม่รู้เลย ที่ว่าดีมีตลาดชาวฝรั่งเศสแท้ๆอยู่ใกล้ๆ มีถิ่นอเมริกันอยู่ใกล้ๆ มีสถานทูตไทยอยู่ตรงข้ามแม่น้ำเซน ไปไหนมาไหนใหม่ๆรับรองไม่หลงแน่ ถ้าหลงก็โง่เต็มทีเพราะอยู่ใกล้หอไอเฟล เดินจากที่พักแค่ 15 นาทีก็ถึง มีรถใต้ดินผ่านสามสายได้แก่ สาย 8, 10 และสาย 6 ลงบ้านพักได้ที่ลามอทพิเก้ ชื่อเสียงสถานีนี้ใครๆก็รู้จัก เพราะว่าทุกๆวันอาทิตย์จะมีตลาดนัด ผมเลยสบายไปอีก ไปซื้อผักนานาชนิด รวมทั้งอาหารฝรั่งเศสแท้จิปาถะ เขียนถึงแล้วยังคิดถึงถิ่นที่เคยอยู่ ถ้ามีเงินผมคงไปอยู่ที่นั่น

แต่ว่าประเทศฝรั่งเศส การหางานทำไม่ใช่ง่ายๆ มีกฎหมายเยอะ ครั้งหนึ่งผมไปพูดเปรยๆว่าจะสมัครสอนศิลปะกับโรงเรียนศิลปะ ครูที่นั่นตอบทันทีโอเค มาเมื่อไรก็ได้ เพราะอะไรถึงง่ายดายอย่างนั้น ผมไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าลักษณะท่าทางรวมการแต่งกายผมคล้ายชาวฝรั่งเศสล่ะมั้ง ผมใช้สุภาษิตไทย เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ผมคิดในใจเป็นจริงและศักดิ์สิทธิ์มากคือมีคนทั้งเมืองกลายเป็นมิตรและเกิดมิตรภาพได้ง่ายๆจนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งที่เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเย่อหยิ่งของชาวเมือง เป็นคนถือตัวอีกต่างหาก ลองทำดูนะครับ

เพราะฉะนั้นสุภาษิตการเข้าเมืองตาหลิ่วจากประสบการณ์ชีวิตของผมเป็นเครื่องวัดความจริงได้ แม้จะเป็นเมืองระดับโลกอย่างกรุงปารีสยังใช้ได้ หันกลับมาเรื่องใช้ชีวิตในกรุงปารีส จากประสบการณ์ชีวิตเรียบๆง่ายของผม เมื่อผมอยู่ที่นั่นผมนิยมไปจ่ายตลาดท้องถิ่นจริง คนขายของพูดภาษากลางคือภาษาอังกฤษไม่ได้เลยสักคำ ตลาดขายของจิปาถะรวมทั้งอาหาร เมื่อคุณไม่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ ในกรณีคุณอยากจะซื้ออาหารมากิน คุณจะถามคนขายว่าอยู่ไหน มีขายหรือเปล่าได้ยังไง เป็นตัวอย่างที่สมควรเตรียมตัวเอาไว้คือต้องรู้ภาษาพูดที่เมืองนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่าไม่รู้เรื่องเลย จริงไหมครับ และอีกประการหนึ่ง ผมไม่อยากเขียนอะไรออกไปมากเพราะผมมีประสบการณ์จริงมันบอกให้ผมระมัดระวังตัว “ทำดีไม่ได้ดี” แถมคนอื่นเอาไปทำเองเฉยเลย เพราะฉะนั้นการเขียนเรื่องปารีสจึงต้องเขียนเฉพาะที่ผมตัดสินจะเขียนออกไป

พูดถึงปารีสเป็นเมืองหลวงศิลปะแห่งโลกจริงไหม? น่าคิดนะครับ แล้วนิวยอร์คล่ะครับหายไปไหน ใครที่เคยไปนิวยอร์ค ศิลปะที่นั่นไม่แพ้ปารีส มิวเซี่ยมออฟโมเดิร์นอาร์ต เป็นหนึ่งแห่งโลกเหมือนกัน มีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่งคือผมและแพ็ทสองศิลปินได้รับอนุมัติให้นำภาพเขียนแนวศิลปะร่วมแสดงที่ลูฟว์ มิวเซี่ยม เป็นสองคนแรกของไทย! พิสูจน์ได้จากผู้อำนวยการลูฟว์บอกผมไว้อย่างนั้น แต่การกระทำเพื่อศิลปินไทยของผมทั้งสองปกติ จากการยกย่องนอกจากชาวอเมริกันและชาวยุโรปรวมทั้งลูกศิษย์เอกๆของผมที่ศรัทธาผมอยู่เงียบๆ พูดถึงเรื่องนี้ผมสอนลูกศิษย์ชาวอเมริกันให้ไปเป็นครูสอนศิลปะหากินด้วยตนเองหลายคน แต่คนไทยกลับไปให้ฝรั่งสอนหาว่าเก่งกว่า อย่าว่าผมนะครับ ตลอดชีวิตจนกระทั่งปัจจุบัน ผมเห็นมาตลอดแต่ว่าผมกลายเป็นสอนฝรั่งล่ะ(เงียบ) เพราะฉะนั้นผมจึงมุ่งทำงานศิลปะต่อไปไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ คนทั่วๆไปก็ถามอยู่ดีว่าผมมาจากไหน คำตอบทุกครั้งคือ “ไทย” ไทยแลนด์

เมื่อผมอยู่ปารีส ผมไปตระเวนเขียนภาพทั่วกรุงปารีส มีคนมาถามหาว่าผมเป็นปารีส ผมจะตอบโน และตอบว่าเป็นคนไทย หลายคนส่ายหัวเดินไปแบบไม่เชื่อ เพราะว่าผมพูดภาษาฝรั่งเศสได้ล่ะมั้ง จึงหาว่าผมเป็นฝรั่งเศส ยังไงๆก็ตาม ยุโรปคือดินแดนที่ผมไปโชว์งานศิลปะ(ภาพเขียน)ของผม เพราะว่ามีคนศรัทธาเยอะแยะ ก็อย่างว่าแหละครับ มีใครชอบก็ต้องไปยังดินแดนนั้น เป็นเหตุผลของมนุษย์โดยทั่วไป แล้วผมมาอเมริกาทำไม หลายคนคงอยากรู้ สิ่งหนึ่งที่ผมาไม่ใช่มาเพื่อ Better Life นะครับ โน โน มาด้วยสาเหตุอื่นๆ ผมอยู่เมืองไทยเคยเป็นข้าราชการ ก่อนออกมานี้มียศชั้นโทและได้รับเครื่องราชฯ ตามฐานะจากกองการเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย อ้าวแล้วทำไมจึงเป็นศิลปินเล่า เพราะว่าเรียนจบศิลปะ เลยลาออกมาเป็นศิลปินเต็มตัว เกิดความสุขใจเข้ามาแทนที่ แต่อดีตเป็นความภาคภูมิใจ ทำตามประเพณีไทยภาคกลางคือมีอาชีพรับราชการตามบิดามารดาและญาติๆพี่น้องตามกัน ในปัจจุบันอยู่ในยุคลูกๆหลานๆไปแล้ว

ปารีสเมืองหลวงศิลปะแห่งโลกจริง เพราะศิลปินที่ดังๆทั่วโลกมักไปอาศัยอยู่ที่ปารีส “โมเน่” ศิลปินเอก มีอาร์ตสติวดิโอใหญ่โต ในปัจจุบันเปิดเป็นอาร์ตมิวเซี่ยมของศิลปินโมเน่ มีผู้ไปชมหลั่งไหลทั่วโลก ตั้งอยู่ห่างจากกรุงปารีสโดยรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมง ต่อจากนั้นต้องเดินต่อไปอีกหรือจะนั่งรถที่เขารับจ้างก็มี ช่วงผมไปมาหลายครั้งผมเลือกเดินไป เพราะผม ปารีสไปไหนมาไหนผมเดินไป ผมจึงรู้จักปารีสดีกว่าคนท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันผมมีอาร์ตสติวดิโอห่างจากบ้านพัก 2 ไมล์ครึ่ง ผมยังแอบเดินไป ถ้าวันไหนไม่มีการสอนศิลปะ

มีต่อฉบับหน้าอีก โปรดติดตาม ศิลปะคืออาหารใจนะครับ