Get Adobe Flash player

ในเมื่อมีปิดก็ต้องมีเปิดและมีเปิดก็ต้องปิด เป็นสัจธรรมแห่งชีวิต โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ในเมื่อหนังสือพิมพ์เสรีชัยปิดลงในฉบับนี้ ผมในฐานะเขียนเรื่องศิลปะตะวันออกและศิลปะตะวันตกมาช้านาน เกิดความรู้สึกคิดถึงหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ขึ้นมาทันทีที่ได้ข่าว แต่อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรอันประเสริฐจงมีแก่คณะผู้จัดทำตั้งแต่ผู้บุกเบิกจนกระทั่งในปัจจุบัน มีความสุขความเจริญแห่งชีวิตชั่วกาลนาน มา ณ โอกาสนี้ ด้วยความจริงใจจากศิลปินไทยอย่างผมคนหนึ่ง ในเมื่อผมจะไม่ได้เขียนอีกต่อไป ผมขอเล่าประวัติการเขียนหนังสือและทำไมผมจึงเขียนเรื่องศิลปะมานานจนกระทั่งถึงวันนี้(สุดท้าย)

ในอดีตสมัยผมอยู่กรุงเทพฯ ผมมีเพื่อนอยู่สองคนที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ คนที่หนึ่งคือ คุณสุนทร ท่าซ้าย (ไทยรัฐ) และ คุณจัตวา กลิ่นสุนทร (ชาวกรุง) ทั้งสองท่านมีแรงบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือ คุณจัตวายังเขียนถึงผมอยู่ในหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค(เหนือกาลเวลา) นอกจากนั้นผมยังเป็นศิลปินที่หนังสือพิมพ์ชาวกรุง นำภาพเขียนของผมไปทำหน้าปก “ภาพเขียนไชน่าทาวน์” จึงเป็นผลงานหน้าปกหนังสือเป็นครั้งแรก ต่อๆมามีชาวอเมริกันให้ผมทำภาพประกอบเรื่องอยู่บ้างก็มี อย่างไรก็ตาม ผมภูมิใจเงียบๆเสมอมา ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆของผมเท่าไรนัก เพราะว่าชุมชนไทยที่นี่มักเหมาเอาว่าผมมาหาชีวิตที่ดีกว่า สำหรับผมและแพ็ทมันไม่ใช่อย่างนั้น มาที่นี่มันแย่กว่าอยู่เมืองไทย เพราะว่าอยู่เมืองไทยสบายกว่ามากมาย ที่นั่นผมเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ “วิบูลสากล” ขึ้น และเป็นศิลปินรับเชิญให้สอนศิลปะโรงเรียนนานาชาติ และเป็นศิลปินไทยกลุ่มแรกเริ่มของไทยที่เปิดนิทรรศการภาพเขียนขึ้นที่ “บางกะปิแกลเลอรี่” ผมเป็นผู้นำศิลปินยุคนั้นเรารวมกลุ่มกันตั้ง Bangkok Artists ขึ้น ซึ่งผมถือว่าเป็นศิลปินไทยกลุ่มแรกเริ่มที่แท้จริง จนกระทั่งมาทำต่อเนื่องอยู่ในอเมริกาอยู่ในปัจจุบัน คือผมยึดถืออาชีพนี้มานาน ประมาณนั้น

อย่างไรก็ตาม ผมเป็นคนเงียบๆไม่มีพรรคพวกมากมาย เป็นศิลปินถ่อมตนเอง ถึงแม้ผลงานภาพเขียนของผมทำให้ผมได้รับรางวัล Asia Alive แห่งซานฟรานซิสโก และ Louvre Museum ก็ตาม ผมก็ยังเฉยๆอยู่ คนอื่นล้ำหน้าผมไปหมดสิ้น เพราะว่าเขาเหล่านั้นใช้ระบบเส้นสายกัน ถ้าไม่จริงอย่ามาว่าผมนะครับ เพราะว่าผมเขียนขึ้นด้วยความจริงและอยู่ในฐานะซีเนียร์หรือผู้อาวุโส จะไม่พูดโกหก ซึ่งไม่รู้จะไปพูดทำไม ไม่มีประโยชน์ อาศัย “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” ดีกว่า จริงไหมครับท่าน

ผู้อ่านครับ โปรดศึกษาหาความรู้ เสาะแสวงหาข้อเท็จจริง อย่าเชื่อตามกันมา ไม่ดี จะเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในวงสังคมนะครับ เราคนไทยที่อพยพมาอยู่ในอเมริกาต้องเป็นคนดีให้ชาวอเมริกันมองเห็นเราในแง่ดีเอาไว้เสมอๆ สำหรับผมเองและแพ็ท ศิลปินไทยด้วยกันทั้งสองมุ่งทำความดี มีชื่อเสียงมอบให้ไทย อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในวงการศิลปะศึกษา ผมเป็นครูสอนศิลปะแก่ชาวอเมริกันจนได้รับการยกย่องให้เป็นอาร์ตโปรเฟสเซอร์มานมนานแล้ว ซึ่งชาวอเมริกันที่รู้จักผมเขายกย่องผมอย่างนั้น ไม่ใช่โมเมยกย่องตนเอง

อีกเรื่องหนึ่ง ครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญให้ไปสอนศิลปะแก่ชุมชนชาวเอเชียได้แก่เขมรและลาว ซึ่งยังขาดศิลปินผู้นำ ผมและแพ็ทไปช่วยเหลือพวกเขาจนประสบความสำเร็จตั้งศูนย์กลางของเขาได้ ต่อมาผมได้หยุดการช่วยเหลือด้านการสอน เหลือเพียงเป็นที่ปรึกษาทางศิลปะ สิ่งที่ผมภูมิใจอีกเรื่องหนึ่งคือผมและแพ็ทได้เป็นสองคนที่แอลเอเค้าน์ตี้มิวเซี่ยม แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านศิลปะแห่งเอเชียให้แผนกศิลปะศึกษาของมิวเซี่ยม อีกเรื่องหนึ่งคืองานเทศกาลที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมแห่งเอเชียละก้อ ทางแอลเอจะไต่ถามและเชิญให้ผมเข้าร่วมและเป็นที่ปรึกษาแทบทุกเทศกาล

ผมเขียนเกริ่นมานานเพื่อเน้นว่าผมทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จริงๆแล้ว ศิลปินสมัยเรเนอซ้อง (ยุครุ่งเรืองทางศิลปะแห่งยุโรป) ทำงานศิลปะหลายอย่างหลายสิ่ง คือศิลปินมีความสามารถหลายทาง ทำนองนั้น มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งชาวตะวันตก ผมจึงอยากเขียนเอาไว้ในเรื่องศิลปะตะวันตกและศิลปะตะวันออก เพราะว่าตัวของผมเอง ทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เขาจะขนานนามว่าผมเป็นศิลปินเรเนอซ้อง ซึ่งชาวอเมริกันจะรู้ดีอยู่ในวงสนทนา

สำหรับผมเกิดมาชอบทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันและสามารถทำได้ดีด้วย จึงจะได้ฉายาว่าเป็นคนสมัยเรเนอซ้องตามที่ผมเขียนไว้ และขอความสวัสดีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่านจนกว่าจะพบกันอีกนะครับ