Get Adobe Flash player

ตามติดทัวร์เส้นทางตามรอยพระบาท ตอนที่ 2 โดย เอ สุริยะ

Font Size:

คณะทัวร์ท่องเที่ยววิถีไทย เส้นทางตามรอยพระบาท มาถึงตอนที่ 2 แล้วนะครับ วันนี้ ผมจะพาคณะไปทอดน่องท่องเที่ยวในหลายๆ ที่เลยครับ

หลังจากที่ได้เข้าพักโรงแรมอิมพีเรียล ภูแก้ว เขาค้อ ทุกคนก็หลับสบายบนเตียงนอนนุ่มๆ ตื่นเช้ามาได้ยินเสียงวิหคนกร้องจ๊อกๆแจ๊กๆ  อากาศก็ดีแสนดี ในห้องอาหารเช้า ก็มีอาหารเช้ารอต้อนรับเต็มที่

ลืมเล่าเรื่องเมื่อคืน คุณติ๋ว จิรารัตน์ มีงาม ผู้อำนวยการ ททท.พิษณุโลก ได้บอกกับเราว่า ทางโรงแรมได้จัดคาราโอเกะไว้ให้ ขอเชิญคณะทัวร์ที่พิสมัยการร้องเพลง และไม่เหนื่อย ขึ้นบนเวทีร้องเพลงได้ตามอัธยาสัย งานนี้ ผอ.ติ๋วจึงขอประเดิมเปิดเวทีร้องเพลงต้อนรับคณะ ประมาณ 2 เพลง เป็นที่ชื่นชอบของคณะทัวร์ กล่าวขวัญถึงกันไม่ได้หยุดปาก พอทุกคนอิ่มแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะกลับห้องนอนกัน แต่มีการขอคิวร้องบนเวทีแบบติดลม ไม่ไล่ไม่เลิกครับ ที่ประทับใจคือลูกทัวร์อายุ 72 ปี ที่พวกเราเรียกว่าคุณยาย ก็ขึ้นไปร้องเพลงความฝันอันสูงสุดให้ฟังด้วย ประทับใจจริงๆครับ

ทริปนี้ ตอนแรก ผมรู้สึกวิตกกังวลเล็กน้อย เพราะดูจากอายุแล้ว เกรงว่าจะเหนื่อยง่าย ด้วยเพราะอากาศร้อน และผู้ที่มีอายุสูงสุดในทริปนี้มีอายุ 82 ปี และเด็กสุดคือมีอายุเพียง 5 ขวบ แต่ทั้ง 2 วัย มีความสนุกสนาน ไม่มีงอแงสักนิดเลย น่ารักมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนูน้อยจินนี่ 5 ขวบคนนี้ ก็เป็นขวัญใจลุงป้าน้าอาทุกคนเลยครับ

เช้านี้ ผมพาคณะทัวร์ไปเขาค้อ มุ่งหน้าไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว แต่ก่อนถึงวัด ก็พาไปกินลมชมวิวที่ร้านกาแฟพีโน ลาเต้ รีสอร์ท แอนด์ คาเฟ่ ซึ่งเป็นร้านกาแฟและที่พักที่มีบรรยากาศดี๊ดี ร้านนี้อยู่บนภูเขาสูงเห็นวิววัดพระธาตุผาซ่อนแก้วอยู่ฝั่งตรงข้าม คณะของเราเลยเพลินกับการถ่ายรูปมุมสวยๆ พร้อมดื่มกาแฟรสชาติดีไปด้วย

จากนั้นคณะของเราก็ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีนั่งรถไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกัน วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ สีสันสดใสอันเกิดจากการนำกระเบื้องสีของถ้วยชามเบญจรงค์ มุก ลูกปัด แก้วแหวนเงินทอง สิ่งของที่มีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคสีสันสดใสมาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม เมื่อกระทบกับแสงแดดที่ส่องฉายมา จะเห็นสีสันสะท้อนประกายออกมาอย่างงดงาม ยิ่งอยู่ท่ามกลางภูเขาที่รายรอบ ทะเลหมกฃอกสีขาวราวปุยนุ่น ประกอบกับอากาศที่เย็นสบาย ทำให้การท่องเที่ยวคราวนี้เห็นแต่รอยยิ้มแห่งความสุขเปื้อนใบหน้าของทุกคนเลยครับ

จากนั้น ใกล้เที่ยงวันแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราไปรับประทานอาหารกลางวันที่ไร่จันทร์แรมกันครับ บรรยากาศยอดเยี่ยม อาหารก็อร่อย เรานั่งรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาและดอกไม้ ทำให้อาหารที่อร่อยแล้วยิ่งอร่อยขึ้นไปอีกครับ

จากนั้น คณะเราเดินทางไปชมพระตำหนักเขาค้อ ทั้นี่มีมัคคุเทศก์น้อยคอยบรรยายเล่าเรื่องให้เราฟัง ขอชื่นชมกับโครงการดีๆ เช่นนี้ครับ ที่ปลูกฝังให้เยาวชนในท้องถิ่นได้รู้จักเรียนรู้ถิ่นเกิดของตน และสามารถถ่ายทอดเล่าเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวได้ฟังกันอย่างเต็มอิ่ม

พระตำหนักเขาค้อ เป็นพระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่บนเขาย่า สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,100 เมตร จัดสร้างโดยบรรดาข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ภายหลังการต่อสู้ด้วยอาวุธกับ ผกค. สิ้นสุดลงแล้ว จึงได้รวบรวมทุนทรัพย์ ริเริ่มการก่อสร้าง พระตำหนักเขาค้อ ขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่ และเป็นที่ทรงงาน และแปรพระราชฐานมาประทับแรม ในวโรกาสที่พระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาตรวจเยี่ยมโครงการตามพระราชดำริ ในพื้นที่เขาค้อนี้ครับ

จากนั้นคณะเราไปที่ อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ เดิมเขาค้อ เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแห่งคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่สีแดงที่คุกรุ่นไปด้วยควันไฟของการสู้รบจากผู้ที่มีแนวคิดทางการ เมืองที่แตกต่างกัน (ช่วง พ.ศ.2511-2525) ในยุคที่เขาค้อถือเป็นดินแดนต้องห้ามที่คนทั่วไปไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้แม้แต่น้อย เพราะถือว่าอันตรายสุดๆ

แต่เมื่อเวลาผันผ่านไป ความขัดแย้งยุติลง เขาค้อปรับเปลี่ยนกลายเป็นนพื้นที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่น และสวยงามมีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์

อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อแห่งนี้  อยู่บนยอดเขาสูงสุดของเขาค้อ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของพลเรือน ทหาร ตำรวจ  ผู้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ในเขตรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ตั้งแต่ปี 2511-2525 โดยสร้างด้วยหินอ่อนเป็นรูปสามเหลี่ยมสูง 24 เมตร หมายถึง การปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหารในปี พ.ศ.2524 ผนังภายในบันทึกประวัติอนุสรณ์สถานและรายชื่อวีรชนผู้เสียสละไว้ด้วย  คณะของเรายืนชมทิวทัศน์และร่วมร้องเพลงความฝันอันสูงสุด เพื่อรำลึกถึงวีรชน ซาบซึ้งใจมากครับ

จากนั้น ก็เดินทางไป ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ) อยู่เลยกิโลเมตรที่ 28 ทางหลวงหมายเลข 2196 (ไปเล็กน้อย แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2323 ไปประมาณ 3 กิโลเมตร)  เป็นจุดหนึ่งที่เห็นทิวทัศน์สวยงามและเคยเป็นฐานสำคัญทางยุทธศาสตร์ในอดีต ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ จัดแสดงปืนใหญ่ ซากรถถัง และอาวุธที่ใช้สู้รบกันบนเขาค้อ มีห้องบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท

ตกค่ำคณะเราไปรับประทานขาหมู หมั่นโถกันที่ร้านโรงเตี๊ยม ฟังเพลงชิลๆ จากวงดนตรีเพราะๆ แหม หายเหนื่อยเลยครับ

อิ่มกันแล้วกลับไปพักที่โรงแรมอิมพีเรียล ภูแกเวเขาค้อ

เอาล่ะครับ วันนี้เนื้อที่หมดซะแช้ว ฉบับหน้าอย่าลืมติดตามอ่านต่อครับ