Get Adobe Flash player

ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ ตอนที่ ๘ โดย เอ สุริยะ

Font Size:

สวัสดีครับช่วงเดือนธันวาคม เป็นช่วงเดือนที่มีความสุขมาก เพราะเป็นเดือนที่ทุกคนเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ มีการส่งความสุข ระลึกถึงกัน ให้ของขวัญแก่กันและกัน สภาพอากาศก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะปาร์ตี้ ลมพัดเย็นๆ อุณหภูมิกำลังพอเหมาะ ขณะนี้ ในกรุงเทพฯ และในประเทศไทย อากาศกำลังเย็นประมาณ 17-19 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ค่อยจะได้พบบ่อยนักอย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้อ่านทุกท่านดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

เรามาว่ากันต่อในเรื่องศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ ฉบับนี้มาถึงตอนที่ ๘ แล้ว จะพูดถึง “วิชารักแรงโน้มถ่วง” กันครับ

“แก้มลิง” มหัศจรรย์แห่งการสังเกต

เพราะความรักที่มีต่อสัตว์ทรงเลี้ยงของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์จึงคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลิงแสมทรงเลี้ยงอย่างใกล้ชิด จากความสนพระทัยนี้ได้ถูกต่อยอดมาเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญของประเทศ

เมื่อ พ.ศ.2538 ประเทศไทยต้องประสบกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ เนื่องจากมีพายุหลายลูกพัดผ่านมายังพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ส่งผลให้เกิดฝนตกอย่างหนักจนแม่น้ำหลายสายท่วม และกลายเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่มุ่งตรงมายังกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในหลวงทรงเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน โดยวิธีแก้ปัญหาหนึ่งที่ทรงเสนอขึ้นมาก็คือ “แก้มลิง”

การทำแก้มลิงคือ การจัดหาพื้นที่ซึ่งอาจจะเป็น สระ คลอง บึง หรือพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ก็ได้ เพื่อชะลอและรองรับมวลน้ำที่กำลังไหลบ่าลงมาเป็นการชั่วคราว และพอน้ำในทะเลลดลงจึงค่อยๆ ระบายน้ำในแก้มลิงลงสู่ทะเล ตามหลักแรงโน้มถ่วงของโลก โดยทฤษฎีนี้ในหลวงได้รับแรงบันดาลใจจากลิงทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์ เพราะเวลาที่ทรงยื่นกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือกแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะกลืนลงไป กลับกักอาหารไว้จนเต็มกระพุ้งแก้ม แล้วพอถึงเวลาจึงค่อยดุนกล้วยมากินทีละนิดในภายหลัง

โดยพื้นที่ที่ทรงเลือกไว้ทำแก้มลิงคือ ทุ่งมะขามหย่อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสวนสาธารณะ ที่โปรดฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ ทว่าก่อนจะได้ทำหน้าที่แก้มลิง กลับเกิดเหตุฉุกละหุกขึ้น เพราะข้าราชการในพื้นที่ไม่ทราบพระราชประสงค์ ด้วยเห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญ จึงพยายามกันไม่ให้น้ำท่วม กระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องมีพระราชกระแสรับสั่งให้ผันน้ำเข้าพื้นที่ ทำให้ปัญหาน้ำท่วมทุเลาลง ประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากจึงรอดพ้นวิกฤต ที่สำคัญแก้มลิงยังมีประโยชน์อีกสารพัด เช่น พอถึงฤดูแล้ง ก็สามารถปล่อยน้ำมาช่วยเรื่องการเกษตร หรือหากเกิดปัญหาน้ำเสีย ก็สามารถระบายน้ำไปเจือจางความสกปรก ตามหลักการ “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้

ด้วยความสำเร็จของแก้มลิงที่ทุ่งมะขามหย่อง นำมาสู่แก้มลิงอีกหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ทุ่งทะเลหลวง จังหวัดสุโขทัย ที่สร้างเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง โดยรัฐบาลได้ทำการขุดคลองลอกพื้นที่บริเวณทะเลหลวง ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำในอดีต พร้อมกับออกแบบพื้นที่ ส่วนกลางให้เป็นรูปหัวใจ

จากพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการประยุกต์หลักการวิทยาศาสตร์เข้ากับการสังเกตนำไปสู่การต่อยอดเป็นโครงการมหัศจรรย์ ที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำ ที่สามารถถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้แก่คนทั่วโลกได้อีกด้วย

โครงการแก้มลิงในพระราชดำริ “ทุ่งทะเลหลวง” แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

“แม่น้ำยมในฤดูฝนมีน้ำมาก ในฤดูแล้งเกือบไม่มีน้ำ ให้พิจารณากั้นน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อผันน้ำเข้าคลองธรรมชาติที่มีอยู่เดิมทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำยม และขุดลอกให้สามารถส่งน้ำไปกักเก็บไว้ตามหนองบึงตามธรรมชาติได้”พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จเยือนสุโขทัยเมื่อ พ.ศ.2535 จึงเกิดโครงการพัฒนาและจัดการแหล่งน้ำในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ทุ่งทะเลหลวง โดยน้อมนำตำราแก้มลิง หนึ่งในวิชาบริหารจัดการน้ำตามแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ เพื่อให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงหน้าแล้ง และบรรเทาอุทกภัยในช่วงหน้าฝน ด้วยการเป็นแหล่งรับน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหลบ่าล้นตลิ่งฝั่งขวา น้ห้วยท่าแพ น้ำแม่มอก ที่ไหลบ่าจากอำเภอสวรรคโลก และน้ำแม่รำพัน น้ำแม่กองค่าย ที่ไหลบ่าจากอำเภอบ้านด่านลานหอย ให้ไหลมารวมกันบริเวณที่ลุ่ม ซึ่งเป็นหลักการตามธรรมชาติ

แก้มลิงในพื้นที่ทะเลหลวง มีลักษณะเป็นเกาะรูปหัวใจขนาดใหญ่ หากมองจากมุมสูง และมีเกาะที่ยื่นออกไปกลางน้ำที่ถูกออกแบบพื้นที่ให้เป็นรูปหัวใจ ซึ่งในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2553 ได้มีการจัดทำบุญพิธีกลั่นแผ่นดิน โดยให้ทุกครอบครัวในแต่ละหมู่บ้าน จำนวน 843 หมู่บ้าน นำดินมาด้วย แล้วมาทำให้เป็นดินบริสุทธิ์ และตั้งปณิธานร่วมกันว่า จะร่วมสร้างแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรือง แล้วได้นำดินทั้งหมดไปวางรองรับพระพุทธรัตนสิริสุโขทัย ณ มณฑปเกาะกลางแผ่นดินรูปหัวใจทุ่งทะเลหลวง และเรียกพื้นที่จุดนี้ว่า แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ เพื่อสื่อถึงแผ่นดินที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรักใครปรองดองของชาวเมืองสุโขทัย และเชื่อมโยงความรักผูกพันกับบรรพบุรุษสมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน

ที่เที่ยวในโครงการ

มณฑปทรงจตุรมุข

สักการะพระพุทธรัตนสิริสุโขทัย พระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุกว่า 700 ปี พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย คาดว่าสร้างตั้งแต่ พ.ศ.1845 ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) เคยจมอยู่ในแม่น้ำยมและถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ.2546 ก่อนจะมีการอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ มณฑปเกาะกลางแผ่นดินรูปหัวใจทุ่งทะเลหลวง

เดินเล่นบนเส้นทางสู่มณฑป

สองข้างทางเดินสู่มณฑป ถูกก่อสร้างด้วยบรรยากาศแบบย้อนยุค ในลักษระของเสาศิลาศิลปะแบบสุโขทัยโบราณ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเดินทอดน่องชมทัศนียภาพอันงดงามและสัมผัสกับความตั้งใจ ที่จะทำให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวอันกลมกลืนกับบรรยากาศของเมืองอันทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม

ชมพระอาทิตย์อัสดง

แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าได้อย่างงดงาม ท่ามกลางความร่มรื่นของบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งกำลังถูกสรรค์สร้างให้เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมในวันสำคัญ รวมถึงมีการวางแผนที่จะย้ายศูนย์ราชการ สร้างสนามกีฬา และสวนสาธารณะ ไว้บนพื้นที่โดยรอบด้วย

ถ้ามีโอกาสได้แวะชมโครงการแก้มลิงในพระราชดำริ ทุ่งทะเลหลวง ได้เหยียบแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ แล้วรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 คงจะเป็นอารมณ์หนึ่งที่ทำให้หัวใจของผู้ไปเยือนอิ่มเอมและมีความสุขที่สุดเลยล่ะครับ

ติดตามอ่านศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ ได้ในฉบับต่อไปครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือวิชา ๙ หน้า ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ศูนย์บริการข่าวสารการท่องเที่ยว 1672

www.tourismthailand.org

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814  หรือที่ na.tourismthailand.org