Get Adobe Flash player

เที่ยวแพร่ เมืองงามแห่งล้านนาตะวันออก โดย เอ สุริยะ

Font Size:

แพร่ เมืองเล็กๆ น่ารัก ทีเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณีที่งดงาม ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรีจิตต่อแขกผู้มาเยือน แม้ว่าจะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวพูดถึงและไปท่องเที่ยวเมืองแพร่มากนัก แต่ถ้าใครได้ไปสัมผัส รับรองต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอนครับ

แพร่ ถือเป็นประตูเมืองแห่งล้านนา นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ยังคงรักษาตึกรามบ้านช่อง สถาปัตยกรรมต่างๆ ในแบบล้านนาโบราณได้อย่างงดงามและสมบูรณ์ที่สุดเลยครับ

แต่ก่อนที่เราจะเดินทอดน่องท่องชมบ้านเก่าๆ ผมขออนุญาตพาไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแพร่กันก่อนนะครับ นั่นคือ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน รอบองค์พระธาตุ 4 ทิศ มีประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูได้สร้างซุ้มแบบปราสาทล้านนาไว้อย่างสวยงาม ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายและพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุประจำของคนที่เกิดปีเสือ (ปีขาล) คนที่เกิดในปีขาลนี้ หากนำผ้าแพรสามสีไปถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวดและไหว้ ให้เริ่มต้นนะโม 3 จบ แล้วสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ 5 จบ พลังบารมีจะดลบันดาลให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแพร่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว อย่างที่ผมได้บอกไปแต่ต้นว่า เมืองแพร่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ในเรื่องของสถาปัตยกรรม ตึกรามบ้านช่องที่มีความงดงามในแบบล้านนาผสมยุโรปอยู่หลายหลัง ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน แต่ถ้ามาเมืองแพร่ เราจะได้เห็นหลายหลังเลยล่ะครับ ตามผมไปชมกันเลยครับ

คุ้มวงศ์บุรี

คุ้มวงศ์บุรี หรือคนเมืองแพร่เรียกกันว่า “บ้านสีชมพู” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 ตามดำริของแม่เจ้าบัวถา ชายาคนแรกในเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ ซึ่งท่านมอบหมายให้หลวงพงษ์พิบูล และเจ้าสุนันตา วงศ์บุรี หลานสาวของแม่เจ้าบัวถาเป็นผู้ดำเนินการสร้างและจัดหาช่างฝีมือซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวจีนกวางตุ้ง คุ้มวงศ์บุรีมีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้นหลังคาทรงปั้นหยาในแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป มีการประดับตกแต่งด้วยลายฉลุ ไม้แกะสลักที่หน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่าง ประตู  หรือที่เรียกว่าแบบเรือนขนมปังขิง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นบ้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุด และมีความสวยงามสมบูรณ์ที่สุดในเมืองแพร่และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เมื่อซื้อบัตรเข้าชมแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ของคุ้มพาเดินชมจุดต่างๆ พร้อมบอกเล่าประวัติความเป็นมาของคุ้มวงศ์บุรีอย่างละเอียดเลยครับ

คุ้มเจ้าหลวง

เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมยุโรปอายุมากกว่าร้อยปี หลังคามุงไม้แป้นเกล็ด มีมุกยื่นออกมาด้านหน้า ชายน้ำประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายงดงาม ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน ไม่มีการลงเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนที่เป็นไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง อาคารสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 หรือราวสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งสยามประเทศ ก่อนเกิดเหตุการณ์กบฎเงี้ยวเมืองแพร่ประมาณ 10 ปี

ต่อมาเมื่อกบฏเงี้ยว เจ้าหลวงได้ทรงย้ายไปพำนักที่เมืองหลวงพระบาง คุ้มแห่งนี้จึงกลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้า ที่ทางกรุงเทพฯ ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่ ส่วนใต้ถุนอาคารเคยถูกใช้เป็นที่คุมขังข้าทาสบริวาร   มีห้องสำหรับคุมขังสำหรับผู้ซึ่งกระทำความผิด จำนวน 3 ห้อง ห้องกลาง เป็นห้องทึบ แสงสว่างสาดส่องเข้าไปไม่ได้เลย ใช้เป็นที่คุมขังข้าทาสบริวารที่กระทำความผิดร้ายแรง ส่วนอีก 2 ห้อง ปีกซ้ายและปีกขวา มีช่องแสง ให้แสงสว่างเข้าไปได้บ้าง ใช้เป็นที่คุมขังผู้มีความผิดชั้นลหุโทษ เป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาส คุกทาสจึงกลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทั่ว ไปของเจ้าหลวงหรือข้าหลวง ในสมัยต่อๆ มา  ต่อมา มีการสร้างเรือนจำเมืองแพร่ขึ้นใหม่ คุกแห่งนี้จึงว่างลง หลงเหลือไว้เพียงตำนาน  สำหรับการเข้าชมในคุกใต้ดินนั้น มีเคล็ดอยู่ว่า อย่าเดินหน้าหันหน้าเข้าคุกแต่ให้เดินถอยหลังเข้าคุกแทน ส่วนตอนออกก็เดินหน้าออกมาอย่าหันหลังไปมองคุก เพราะอาจจะทำให้ต้องโทษเข้าคุกในอนาคตได้ ปัจจุบันเรายังเห็นโครงสร้างต่างๆ ของที่คุมขัง และมีการเจาะพื้นสำหรับให้อาหารนักโทษอีกด้วย

คุ้มเจ้าหลวงถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์แห่งเรือนเก่าในเมืองแพร่ ที่ไม่ควรพลาดแวะมา เที่ยวชมสถาปัยกรรมเก่าแก่แห่งนี้

บ้านวงศ์พระถาง

บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญเมือง ซึ่งเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญของเมืองแพร่ในอดีต เป็นของพ่อเจ้าเสาร์ วงศ์พระถางซึ่งเป็นน้องชายหลวงพิบูลย์ บุตรเขยของแม่เจ้าบัวถา เจ้าของบ้านวงศ์บุรี โดยสันนิษฐานว่าใช้ช่างชุดเดียวกันกับบ้านวงศ์บุรี โดยดัดแปลงให้มีขนาดเล็กลง บ้านหลังนี้ปัจจุบันยังมีลูกหลานของท่านอาศัยอยู่ และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี 

บ้านขัติยะวรา

เดิมเป็นบ้านของเจ้าน้อยโข้ ขัติยะวรา คาดว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2466 หลังบ้านวงศ์พระถาง ลักษณะบ้านเป็นเรือนขนมปังขิง มีลายฉลุที่เชิงชาย หน้าจั่ว และกรอบประตู เป็นอาคารชั้นเดียวใต้ถุนสูงสันนิษฐานว่าสร้างโดยช่างฝีมือชาวจีน 

บ้านหลวงศรี

บ้านหลวงศรี หรือบ้านหลวงศรีนครานุกูล เป็นคหบดีชาวจีนที่ฐานะดี มีการสร้างบ้านตากอากาศไว้หลายหลัง โดยหลังนี้สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2462 เป็นอาคาร 2 ชั้นสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด มีมุขยื่อออกมาตรงกลางอาคาร ตัวอาคารทาด้วยสีครีม ชมพู และน้ำตาล 

บ้านเจ้าหนานไชยวงศ์

ผู้สร้างบ้านหลังนี้คือ พระยาบุรีรัตน์ มหายศปัญญา ราวปี พ.ศ. 2450 เพื่อเป็นเรือนหอให้ลูกสาวคือ แม่เจ้าสุธรรมา กับพ่อเจ้าหนานไชยวงศ์ เป็นบ้านไม้โบราณฉลุลายแบบขนมปังขิง สันนิษฐานว่าเป็นช่างชุดเดียวกับบ้านวงศ์บุรี ตัวบ้านทาสีไข่ไก่ขลิบแดง ด้านในไม่ทาสีเพื่อให้เห็นเนื้อไม้ ที่พิเศษคือบ้านนี้มีห้องน้ำในตัวอยู่ตั้งแต่เดิม บ้านนี้ปัจจุบันมีผู้อาศัยอยู่ และมีแผนจะสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ 

คุ้มวิชัยราชา

สร้างโดยเจ้าหนานขัติ หรือพระวิชัยราชา สันนิษฐานว่าสร้างก่อนปี พ.ศ. 2440  เพราะมีบันทึกกล่าวถึงเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ แล้วพระวิชัยราชาได้นำข้าราชการคนไทยจากภาคกลางขึ้นไปหลบที่เพดานคุ้ม ทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระวิชัยราชา ลักษณะบ้านเป็นอาคาร 2 ชั้นทาสีครีมและเขียว สถาปัตยกรรมขนมปังขิง สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังประดับลายฉลุ หลังคาทรงมนิลามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด 

คุณผู้อ่านที่ชอบท่องเที่ยวและเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และชอบชมบ้านโบราณ เมื่อได้มาเที่ยวเมืองแพร่ คงจะมีความสุขที่จะได้สัมผัสกับบ้านเรือนโบราณหลายๆ หลัง ที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และได้รับการดูแลอย่างดีนะครับ เพราะนอกจากจะได้เสพความเก๋าของบ้านเรือน ยังได้เห็นภาพเรื่องราวที่เล่าเรื่องด้วยตัวของบ้านนั่นเอง เหมือนได้ย้อนอดีตเข้าไปในสมัยนั้นเลยครับ

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814  หรือที่ na.tourismthailand.org