Get Adobe Flash player

ทุกสิ่งสร้างสรรค์ ณ กาฬสินธุ์ โดย เอ สุริยะ

Font Size:

แต่ก่อนแต่ไร เมื่อเอ่ยถึงเมืองกาฬสินธุ์ เราแทบไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหน มีอะไรเที่ยวบ้าง ด้วยความที่เป็นเมืองสงบเงียบ เดินทางไปอย่างลำบาก จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครไปเยี่ยมเยียนกันสักเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ ตามวัฏจักรของโลก ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ถึงเวลาแล้ว ที่กาฬสินธุ์จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโฉมของจังหวัดใหม่ ในแนวคิดที่ว่า ทุกสิ่งสร้างสรรค์ ณ กาฬสินธุ์ เราไปทำความรู้จักโฉมใหม่ของเมืองนี้กันเลยครับ

เรื่องที่เด่นชัดที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องไดโนเสาร์ เพราะที่นี่เป็นแหล่งขุดค้นที่พบฟอสซิลไดโนเสาร์กินพืชที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งการค้นพบฟอสซิลเหล่านี้ จะอยู่บริเวณภูกุ้มข้าวใกล้กับวัดสักกะวัน อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ที่เป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดในอาเซียน และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” 

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราจะได้พบกับเรื่องราวของสัตว์โลกล้านปีอย่างไดโนเสาร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีหุ่นจำลองไดโนเสาร์พันธุ์ "สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส" ที่ยืนโดดเด่นแยกเขี้ยวอ้าปากกว้างรอต้อนรับอยู่ตรงทางเข้า และยังมีเรื่องของการกำเนิดจักรวาลและโลก การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลก จนถึงการเกิดและสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ และการกำเนิดมนุษย์ อีกด้วย นอกจากฟอสซิลของไดโนเสาร์แล้ว ยังมีฟอสซิลของปลาโบราณที่ขุดพบจากภูน้ำจั้น ที่อำเภอกุฉินารายน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีมาตรฐานดีเลิศ โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าเข้าชม ดังนี้ครับ ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 10 บาท เปิดวันอังคาร ถึง วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-17.00 น.

จุดเด่นที่น่าสนใจของเมืองที่ได้ชื่อว่ามีการสร้างสรรค์ทุกสิ่งอีกอย่างคือ เรื่องของผ้าแพรวา เมื่อพูดถึงผ้าแพรวา ส่วนใหญ่คนจะพูดควบกันไปเลยว่า ผ้าแพรวากาฬสินธุ์ เป็นคำคล้องจองกันไปเลยสิ่งที่โดดเด่นที่เกิดจากการสร้างสรรค์ คือ ลวดลายต่างๆ ที่ใช้ในการทอนั้นต่างก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ทอแต่ละคน จากภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผ้าแพรวาจึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนที่สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มผู้ไท โดยผู้หญิงจะถูกฝึกทอผ้ามาตั้งแต่อายุ 9 – 15 ปี ชาวผู้ไทยที่ทอผ้าแพรวาส่วนใหญ่จะอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบกับการเลือกใช้เส้นไหมน้อยหรือไหมยอดที่มีความเลื่อมมัน ผ้าไหมแพรวาจึงถือว่าเป็นของลํ้าค่า และมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยอย่างแท้จริง

จุดเด่นของการทอผ้าแพรวาคือ การจกลายด้วยนิ้วก้อย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่โดดเด่นในเรื่องเทคนิคการทอที่ไม่มีที่ไหนเหมือน

แหล่งแพรวาของกาฬสินธุ์จะอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง ใครที่มาเยือนกาฬสินธุ์ต้องไม่พลาดที่จะต้องมาแวะเลือกซื้อหาไว้เป็นสมบัติ บอกก่อนเลยว่าแต่ละผืนนั้นมีคุณค่ามากเพราะใช้เวลาในการทอหลายเดือนถึงจะได้มาสักผืน แต่ก็คุ้มค่ามากครับ

มาถึงวิถีชีวิตของชาวกาฬสินธุ์กันบ้าง มีสิ่งที่สร้างสรรค์ในเรื่องของอาหารการกิน เมื่อพูดถึงอาหาร เราก็นึกถึงตลาด ที่กาฬสินธุ์มีตลาดที่เปิดขายอาหารในยามค่ำคืน ในสถานที่เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครคือ เป็นโรงสีเก่า ตลาดที่ว่านี้คือ ตลาดโรงสี ซึ่งตั้งอยู่ที่ใจกลางตัวเมืองกาฬสินธุ์

ตลาดแห่งนี้ดัดแปลงมาจากโรงสีข้าวเก่าที่เลิกกิจการไปแล้ว แต่เราก็ยังเห็นโครงสร้างของโรงสีเดิมที่นำมาตกแต่งเป็นร้านค้าต่างๆ อย่างมีรสนิยม ได้บรรยากาศอย่างมากครับ

ภายในตลาดโรงสี เน้นขายอาหารท้องถิ่น แต่มีที่พิเศษที่ต้องไปชิมคือ ขาหมูภูผา รสชาติอร่อยจนลืมขาหมูที่เคยรับประทานมาเลยครับ พิซซ่าเตาถ่าน แป้งพิซซ่ามีความหอมกลิ่นเตาถ่านมาก และที่ลืมไม่ได้ ก็คือ แจ่วฮ้อนกาฬสินธุ์นอกจากนี้ ยังมีสินค้าทำมือที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและเสื้อผ้าสวยๆ มีให้เลือกซื้อหามากมายครับ

เมื่อพูดถึงอาหาร มีสิ่งที่ต้องไปชิมคือ กุ้งเผากาฬสินธุ์ เป็นกุ้งแม่น้ำ มีหลายร้านให้เลือกเลยครับ

มาถึงความคิดสร้างสรรค์อีกแนวหนึ่งคือเรื่องงานประเพณีของกาฬสินธุ์ คือ ประเพณีบุญคูณลานสู่ขวัญข้าว ซึ่งเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัด

หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวของทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ชาวนาจะนำข้าวมาประกอบพิธีสร้างเป็นปราสาท เพื่อระลึกถึงบุญคุณของพระแม่โพสพ ที่วัดเศวตวันวนาราม ในงานประเพณีนี้จะมีการนำรวงข้าวสีเหลืองทองมามัดเป็นช่อ และประกอบขึ้นเป็นปราสาทรวงข้าวขนาดใหญ่ที่มีความงดงามมาก

คำว่าบุญคูณลาน มากจาก "คูณ" คือการทำให้เพิ่มขึ้น "ลาน" คือสถานที่สำหรับนวดข้าว  คำนี้จึงมีความหมายว่าการนำข้าวที่นวดแล้วกองให้สูงขึ้น เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

เป็นเหมือนการทำขวัญข้าว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าว

ส่วนปราสาทรวงข้าวนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความศรัทธาและความสร้างสรรค์ของชาวกาฬสินธุ์ เพราะเกิดจากช่วงที่ประกอบพิธีบุญคูณลาน ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังนวดข้าวที่ตั้งใจจะมาถวายวัดไม่เสร็จ ยังไม่ได้แยกเมล็ดข้าวออกจากรวง จึงมีแนวคิดที่จะมัดไว้เป็นกำ ๆ แล้วนำมาประกอบขึ้นรูปทรงจนกลายมาเป็นปราสาทรวงข้าวขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน นับเป็นอีกหนึ่งความคิดสร้างสรรค์ของชาวกาฬสินธุ์โดยแท้

ที่เที่ยวอีกแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึงกาฬสินธุ์แล้วต้องมา เพื่อทำความรู้จักกับคนกาฬสินธุ์และวัฒนธรรมผู้ไทให้ถ่องแท้ นั่นคือ หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทโคกโก่ง ซึ่งเคยได้รับคัดเลือกจากจังหวัดให้เป็นหมู่บ้านนำร่องด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวผู้ไท เสน่ห์ของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ที่การดำรงรักษาวัฒนธรรมผู้ไทโคกโก่งแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น ที่สื่อผ่านภาษา การแต่งกาย ดนตรี งานพื้นบ้าน และหัตถกรรมต่าง ๆ เป็นวัฒนธรรมแห่งวิถีชีวิตที่น่าสนใจและน่าค้นหา ที่นี่ยังมีบริการห้องพักแบบโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตและประเพณีชาวบ้าน ได้ร่วมรับประทานทานอาหารพร้อมกันกับชาวบ้าน และเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ซึ่งเรื่องเหล่านี้กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนเข้าไปยังหมู่บ้านนี้ไม่ขาดสายเลยครับ

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้านะครับ