Get Adobe Flash player

นครปฐม ท่องเที่ยวหัวใจไทย โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ช่วงนี้ เบื่อขับรถไกลๆ  น้ำมันแพงขึ้นทุกวัน อยากเที่ยวก็อยาก เลยตัดสินใจไปเที่ยวใกล้ๆ ก็แล้วกัน  แค่จังหวัดนครปฐมที่ล่ะ ขับรถแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว...

เมื่อถึงตัวเมืองนครปฐม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เคยเล่าเรื่องพระยากง พระยาพานให้ฟัง และพูดถึงพระปฐมเจดีย์ที่สูงชั่วนกเขาเหิน ตอนนั้นก็รบเร้าให้คุณพ่อคุณแม่พามาชมให้เห็นกับตา จำได้ว่าต้องแหงนคอดูจนเมื่อย

วันนี้ได้กลับมาอีกครั้ง ยังจำภาพตอนเด็กๆ ได้ แต่ก็ไม่รู้สึกเมื่อยคอแล้ว เพราะยืนดูในระยะไกล จะเห็นภาพสวยกว่า และไม่ต้องแหงนคอ.. (ฉลาดขึ้นตามวัย ฮ่าฮ่า) องค์พระปฐมเจดีย์ อยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร  เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งทางวัดได้กำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง วันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 รวม 9 วัน 9 คืน เป็น ประจำทุกปี  

จุดหมายต่อไป ที่จะไปเที่ยวคือ "พระราชวังสนามจันทร์" ซึ่งอยู่ห่างจากพระปฐมเจดีย์ ไปเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น  พระราชวังสนามจันทร์  เป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างขึ้น เพราะในยุคนั้น มีการล่าอาณานิคมโดยชาติตะวันตก และจังหวัดนครปฐมในขณะนั้น การเดินทางยังไม่ค่อยสะดวกสบายเหมือนในสมัยนี้ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้สร้างพระราชวังขึ้นเพื่อเป็นที่มั่นในเมืองที่ข้าศึกสามารถตามมาได้ยาก
พระราชวังสนามจันทร์ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2450 ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปีด้วยกัน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานนามว่า พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งประกอบไปด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ  คือ พระที่นั่งพิมานปฐม  พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี  พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์  พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์

ต่อมาภายหลัง มีพระราชดำริให้สร้างพระที่นั่งวัชรีรมยา ขึ้นมาอีกพระที่นั่งหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นพระที่นั่งคู่แฝดของพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ทรงงานและประทับเป็นบางครั้งคราว
เมื่อเดินชมพระตำหนักไปเรื่อยๆ จนมาถึงพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ สายตาก็ได้หยุดอ่านบทพระราชนิพนธ์คำไว้อาลัยสุนัขทรงเลี้ยงชื่อ “ย่าเหล” อ่านแล้วเศร้ามากครับ เกิดความรู้สึกสงสารย่าเหลที่ต้องมาตายด้วยฝีมือของคนที่ใจบาป   เศร้าจริงๆ ครับ  จากการสูญเสียในครั้งนี้ รัชกาลที่ 6 จึงโปรดฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ย่าเหลขึ้น

จากนั้น ก็เดินมาถึงพระตำหนักอีกหลังหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นเป็นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ก็คือ พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ ระหว่างพระตำหนักสองหลังนี้มีทางเดินเชื่อมกันด้วยนะ ปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงพระราชประวัติรัชกาลที่ 6 ตลอดจนการจำลองฉลองพระองค์ให้คนทั่วไปได้ชม ซึ่งที่นี่ เราจะได้เห็นภาพโบราณของพระองค์ท่าน และบทละครเก่าๆ ที่หาชมได้ยากอีกด้วย
นอกจากนั้นยังมีอีก 2 ตำหนักที่มีชื่อคุ้นหูกันดี คือพระตำหนักทับแก้ว และพระตำหนักทับขวัญ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็ชอบเดินทางมาหาเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่บ่อยๆ เพราะชอบบรรยากาศร่มรื่นของที่นี่

หลังจากที่ได้ประทับใจกับพระราชวังสนามจันทร์ไปแล้ว ผมกับเพื่อนก็เลยกลับเข้าที่พัก ซึ่งครั้งนี้ เราไปพักกันที่ สามพรานริเวอร์ไซด์รีสอร์ท ที่สวนสามพราน โรงแรมนี้ได้รับการปรับปรุงใหม่ และเปลี่ยนโลโก้ให้ทันสมัยขึ้น มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งแขกที่ไปพักสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกอย่างเลยล่ะครับ

มาอยู่ที่นี่ 1 วัน ได้เก็บเกี่ยววิถีชีวิตความเป็นไทยไปเยอะแยะ  บางทีความสับสนวุ่นวายในเมืองก็ทำให้เราลืมถึงความสงบสุขแบบต่างจังหวัดไปเลยนะ  ลองชักชวนครอบครัว หรือเพื่อนๆ มาสัมผัสบรรยากาศดีๆ แบบนี้ก็จะดีไม่น้อยเลยครับ เหมือนอย่างวันนี้ เราตื่นกันแต่เช้า ไปสัมผัสการจำลองวิถีชีวิตชาวไทยในสมัยก่อน เอ..แต่จะพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะบางอย่างสังคมต่างจังหวัดก็ยังดำเนินชีวิตแบบนี้กันอยู่ (น่าอิจฉาจริง)  อย่างเช่น การเลี้ยงควาย การทำนาข้าว การคัดข้าวเปลือก การฝัดข้าว การตำข้าว เค้ามีสาธิตและให้เราลองทำด้วยตัวเองนะ สนุกดีจะตาย..ท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ของเราทำให้คุณลุงคุณป้าขำจนน้ำหมากกระเด็นเลยเชียว

เดินไปเรื่อยๆ แอบเห็นคุณยายนั่งหลังขดหลังแข็ง กำลังใช้ใบจากสานเป็นรูปสัตว์ต่างๆ จำพวกตั๊กแตนบ้าง นกบ้าง ดูท่าทางคุณยายจะใจดี เลยเข้าไปขอให้คุณยายช่วยสอนหน่อย เสร็จแล้ว ของเราที่พับไว้ ดูยังไงยังไงก็ไม่เหมือนตั๊กแตน พอเห็นท่าจะไม่รุ่ง ก็เลยหันไปเอาดีทางร้อยมาลัยน่าจะดีกว่า  ศิลปะเหล่านี้เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาชาวไทยเหลือเกิน เพราะมีแต่ความประณีตสวยงาม ต้องใช้ความละเอียดในการประดิดประดอยมากเลยทีเดียว  หลังจากได้พวงมาลัยฝีมือตัวเองมา 1 พวงแล้ว ก็ไปปั้นหม้อต่อ นึกถึงหนังฝรั่งสมัยก่อน เรื่อง Ghost ขึ้นมาทันที พอลองทำเอง แล้ว รู้เลยว่า..ยากมากจริงๆ

สนุกกับความเป็นไทยเสร็จแล้ว ก็หาที่เที่ยวต่อดีกว่า ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เคยได้ยินมาว่า คล้ายๆ กับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทูโซ  แต่ของไทยจะมีปั้นหุ่นของพระอริยะสงฆ์ ซึ่งมีพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป เช่น ครูบาศรีวิชัย  หลวงปู่แหวน  พระครูภาวนารังสี พระธรรมญาณมุนี พระโพธิญาณเถระ ถัดไปอีกหลายๆ ห้อง ก็จะมีหุ่น "ชุดหมากรุกไทย"  หรือในท้องพระโรง ภายในมีพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1-8  นอกจากนี้ ก็มีการจัดนิทรรศการสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีครบ 100 ปี ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน น่าสนใจมากๆ เลยล่ะครับ
ขึ้นไปชั้น 2 ต่อเลยนะครับ ใครที่ชื่นชอบวรรณคดีไทย โดยเฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี คงจะอินกับตัวละครหลายๆ ตัวที่ดูเหมือนจริงมากๆ เช่น พระอภัยมณี นางเงือก สินสมุทร สุดสาคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่ผีเสื้อสมุทร ที่มีนมยานโตงเตงเห็นมาแต่ไกล ดูแล้วเกิดจินตภาพเหมือนได้เข้าไปอยู่ในละครเลยครับ

เดินไปอีกซักหน่อย จะเห็นห้องประวัติศาสตร์ไทย จะเป็นห้องที่แสดงพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และยังจำลองภาพการเลิกทาสในประเทศไทยด้วย สีหน้าของหุ่นบอกอารมณ์ได้ชัดเจนจนน่าขนลุกเลยครับ
 อีกห้องที่น่าประทับใจ คือโรงบ่อนเบี้ย สมัยก่อนเล่นการพนันกันยังไง เชิญมาศึกษาได้ที่นี่ แต่ห้ามเลียนแบบนะครับ เดี๋ยวได้กินข้าวแดงฟรี ไม่รู้ด้วยนะ 

ส่วนหุ่นชุดนี้ เด็กๆ ที่ได้ดูคงจะชอบเป็นพิเศษ เป็นหุ่นการละเล่นของเด็กไทย ดูแล้วก็นึกถึงตอนเป็นเด็ก เคยเล่นมาแล้วทุกอย่างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นรีรีข้าวสาร จ้ำจี้ แมงมุม ขี่ม้าส่งเมือง ส่วนหัวล้านชนกัน นี่ยังไม่เคยเล่นครับ
เดินชมไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงเพลงเก่าๆ อย่านึกนะครับว่าผีหลอก เพราะห้องต่อไปเป็นห้องหุ่นครูเพลงไทยที่ผลงานเป็นอมตะ เช่น ครูจวงจันทน์ จันทร์คณา พรานบูรพ์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน หรือที่รู้จักกันดีว่า "สุนทราภรณ์" และครูไพบูลย์ บุตรขัน ราชานักแต่งเพลงลูกทุ่ง ซึ่งรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง

เดินชมมาก็นาน ยังมีหุ่นบุคคลสำคัญของโลกอีกนะครับ  ได้แก่ มหาตมะ คานธี บิดาแห่งประชาชาติอินเดีย อับราฮัม ลินคอร์น ผู้ปลดปล่อยทาสของสหรัฐอเมริกา และ วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ น่าสนใจดีครับ

บอกได้เลยครับว่า คุ้มจริงๆ หุ่นทั้งหมดเหมือนจริงมาก ควรหาโอกาสมาเที่ยวกันนะครับ

วันนี้ คงต้องรีบกลับแล้วล่ะครับ เดี๋ยวจะแวะซื้อส้มโอไปฝากคุณแม่ซะหน่อย