Get Adobe Flash player

ทอดน่อง..ท่องเมืองโบราณ โดย เอ สุริยะ

Font Size:

วันหยุดทีไร นึกอยากไปเที่ยวทุกทีสิ้น่า..แต่จะมีที่ไหนนะ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายน้อยๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงอย่างนี้ จะใช้จ่ายทั้งที ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี หากใช้จ่ายไม่บันยะบันยังแล้วล่ะก็ ชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างแน่นอนคิดไปคิดมาพลันก็ปิ๊งไอเดียทันที ก็เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการไงล่ะ ไม่ใกล้ไม่ไกล จากกรุงเทพ ขับรถปรื๊ดเดียว เดี๋ยวก็ถึงแล้ว

จำได้ว่า ไปเมืองโบราณครั้งล่าสุด เมื่อยังเป็นวัยละอ่อน ซัก 20 ปีที่แล้ว เห็นทีจะต้องไปชมว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง พอเข้าเขตจังหวัดสมุทรปราการ สายตาเหลือบไปเห็นคำขวัญจังหวัด ที่ว่า “ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม” เห็นมั้ยล่ะว่า เมืองโบราณเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ขนาดจังหวัดยังต้องยกชื่อไว้ในคำขวัญเลย แสดงว่าต้องมีอะไรดี แน่ๆ

การเดินทางไม่ยากเลย สะดวกมากๆ ครับ แค่ขับรถไปตามเส้นทางสายปากน้ำ (สายบางนา-สมุทรปราการ) ผ่านโรงเรียนนายเรือ (สาวๆ ไม่ต้องแวะหลงเข้าไปนะครับ) พอถึงแยกหอนาฬิกา ตรงศาลากลางจังหวัด ให้เลี้ยวซ้ายไปทางถนนสุขุมวิทสายเก่า ขับไปเรื่อยๆ ประมาณ 8 กิโล มีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ ไม่ต้องกลัวขับรถเลยครับ จะเห็นทางเข้าเมืองโบราณอยู่ทางซ้ายมือ หรือถ้าใครกลัวหลง โทรถามทางได้เลยครับที่ 0 2709 1644

เที่ยวเมืองโบราณ เหมือนได้ไปเที่ยวทั่วเมืองไทยเลยล่ะครับ เพราะที่นี่ ได้จำลองสถาปัตยกรรมชั้นยอดของไทยมาจัดวาง โดยแบ่งพื้นที่ให้เป็นขวานทอง และสถาปัตยกรรมเหล่านี้ ก็จัดวางตามภูมิภาคของสถาปัตยกรรมนั้น และที่เยี่ยมยอดที่สุด คือ สามารถจำลองแต่ละแห่งได้คล้ายของจริงมากๆ

การมาเที่ยวที่เมืองโบราณ จะใช้วิธีขับรถเที่ยวเอง หรือจะซื้อตั๋วรถราง และมีไกด์นำชมก็เป็นวิธีที่จะทำให้ได้ความรู้เสริมไปด้วย หรือว่าจะเช่ารถจักรยานขับเที่ยวเอง ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย ซึ่งทั้ง 3 วิธีก็ดีกันไปคนละแบบ ก็ลองเลือกนะครับ ชอบแบบไหน ก็ไปแบบนั้นแล้วกัน มาเที่ยวเมืองโบราณ ขอแนะนำว่า ควรจะมาแต่เช้านะครับ จะได้ใช้เวลาตลอดวัน ส่วนตอนค่ำๆ ก็จะได้ไปแวะดินเนอร์กับคนรู้ใจแถวๆ สถานตากอากาศบางปู ไปกินอาหารทะเล แกล้มด้วยการฟังเพลงสุนทราภรณ์ หรือเต้นรำตามจังหวะก็ได้ แล้วชี้ชวนกันดูฝูงนกนางนวลบินว่อนไปมาบนท้องฟ้า สุดแสนจะโรแมนติกเลยนะครับ

มาถึงแต่เช้า เราใช้พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทเป็นจุดเริ่มต้นในการเที่ยวครั้งนี้ (ความจริง ควรจะเริ่มตั้งแต่ทางเข้า คือโซนภาคใต้ แต่พวกเราชอบเที่ยวแบบตามใจฉัน ไม่เป็นระบบระเบียบซักเท่าไหร่ ก็เลยไปเริ่มตามที่ใจปรารถนาก่อน ไม่จำเป็นอย่าเลียนแบบครับ) จริงๆ แล้ว พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทแห่งนี้ อยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว แต่ถูกเผาทำลายทั้งองค์เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.2310 น่าเสียดายจริงๆ นี่ขนาดเป็นพระที่นั่งจำลองนะครับ ยังงดงามขนาดนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าของจริงจะมะลังเมลืองซักแค่ไหน

ครั้งหนึ่ง พระที่นั่งจำลองแห่งนี้ เคยใช้เป็นที่รับรองสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 และพระราชสวามี แห่งสหราชอาณาจักร โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2515 ภายในท้องพระโรง

จากนั้น ก็ไปแวะชมสถานที่สำคัญๆ ในเมืองไทยทั้ง 4 ภาคเลย ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ปราสาทสด๊อกก๊อกธม จ.สระแก้ว

ปราสาทหินอีกแห่งที่สวยงามจริงๆ คือ ปราสาทพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ ที่นี่ เราต้องเดินขึ้นเขาเหมือนได้ไปเยือนสถานที่จริงๆ เลยล่ะครับ เพราะรู้สึกว่าจะเดินขึ้นเหนื่อยพอๆ กัน สำหรับปราสาทพนมรุ้งที่บุรีรัมย์ ของจริงก็สวยมาก โดยเฉพาะถ้าไปช่วงเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้ง ประมาณต้นเดือนเมษายน จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ ชมพระอาทิตย์ลอดช่องประตู 15 ช่อง ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ที่เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ที่สามารถคำนวณการสร้างประตูปราสาทได้อย่างเยี่ยมยอด

สิ่งที่ชอบที่สุดเมื่อได้มาเยือนเมืองโบราณคือ การแวะตลาดบกและตลาดน้ำ ขอพาไปชมตลาดบกก่อนนะครับ ที่นี่ได้จำลองบรรยากาศของชุมชนเมืองในสมัยก่อน พอเยื้องย่างเข้าไปในตลาดก็เหมือนเราได้กลับไปสู่ยุคอดีตที่ดูอบอุ่น ร่มเย็น มีร้านรวงที่น่าสนใจมากมาย เช่น ร้านขายขนมโบราณ ร้านขายของชำซึ่งอุดมไปด้วยสินค้า Otop ของสมุทรปราการ โรงเหล้า โรงยาสูบ มีหอนางโลมโคมเขียวที่ไม่ได้เปิดบริการจริง ฝใครหวังจะไปใช้บริการก็ต้องเสียใจด้วยนะครับ

นอกจากนี้ ก็ มีร้านตัดผม ที่ทำให้นึกถึงบรรยากาศร้านตามต่างจังหวัด มีโรงหุ่นกระบอก เห็นแล้วก็ทำให้คิดถึง คุณยายชื้น สกุลแก้ว ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดงหุ่นกระบอก เมื่อปี 2528 ซึ่งเป็นครูของผมเอง เพราะเคยดูรายการกระจกหกด้าน เลยทำให้รู้จักคุณยาย เลยเสนอตัวไปเรียนเพราะกลัวศิลปะแขนงนี้จะสูญหาย คุณยายเองก็น่ารักเต็มใจถ่ายทอดให้เต็มกำลังเลยล่ะ พอเห็นโรงหุ่นก็นึกถึงเสียงซออู้ นึกถึงเพลงหุ่น และเพลงสังขารา ที่ถือเป็นสัญญลักษณ์ของการแสดงหุ่น ซึ่งไพเราะมากๆ เสียดายแต่ว่า โรงหุ่นที่นี่มีแต่โรงร้างและหุ่นกระบอกตาเปียก ประเสริฐกุล คุณพ่อของคุณยายที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง

ส่วนอาคารบ้านเรือนในตลาดบกนี้ ก็สร้างมาจากแรงบันดาลใจจากถนนสายเก่าในจังหวัดตาก และอาคารบ้านเรือนในจังหวัดกำแพงเพชร

มาถึงตลาดน้ำกันบ้าง เที่ยวมาแล้วครึ่งวัน แวะไปหม่ำกลางวันกันดีกว่า พอเดินเข้าตลาดน้ำ ลมเย็นๆ ก็เริ่มพัดมาเอื่อยๆ แวะนั่งลงพักผ่อนหย่อนอารมณ์ในศาลาริมน้ำ ชวนให้หนังตาหย่อนยิ่งนัก แต่ว่าท้องมันไม่ยอมให้หลับตา เลยต้องไปหาก๋วยเตี๋ยวเรืออร่อยๆ ซึ่งมีให้เลือกหลายร้านเลยล่ะครับ บรรยากาศดีดี ลมเย็นๆ ก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ เฮ้อ ไม่อยากลุกไปไหนเลยเชียวล่ะ

อิ่มแล้ว ก็เที่ยวต่อ.. แหม..ชีวิตนี้ช่างสุขจริง ขับรถเที่ยวต่อไปได้สักหน่อย เห็นกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคจำลองอยู่กลางน้ำ ขบวนยาวเป็นแถวทิว แม้จะสวยงามไม่เท่าของจริง แต่ก็กระตุ้นให้มีความรู้สึกอยากชมความงดงามทั้งกระบวน

จากนั้น เราก็ไปดูการจำลองตำนานต่างๆ อย่างเช่น เรื่องราวเกี่ยวกับมหากาพย์ของโลก คือ รามเกียรติ์ หรือตำนานพื้นบ้าน อย่างเรื่องผาแดงนางไอ่ ที่อยู่ในจังหวัดยโสธร สวนมโนราห์ พระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรือนทับขวัญ จังหวัดนครปฐม คุ้มขุนแผน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือศาลาอรหันต์ที่สร้างขึ้นใหม่ ดูอลังการล้านเจ็ดมากๆ

เดินชมจนพลบค่ำ ก็นึกขอบคุณ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองโบราณแห่งนี้ ให้เป็นแหล่งรวมความรู้ ภูมิปัญญา และศิลปะต่างๆ ของประเทศไทย ใครที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ ถ้าได้ลองไปชมเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการแล้ว ขอบอกเลยครับว่า คุ้มค่ามากเหมือนได้ไปเที่ยวทั่วประเทศไทย ภายใน 1 วันเลยล่ะครับ

ถ้าอยากรู้จักเมืองไทยในวันเดียว แนะนำมาเที่วเมืองโบราณกันนะครับ