Get Adobe Flash player

วัดเรืองแสงเมืองอุบล โดย เอ สุริยะ

Font Size:

สวัสดีปีใหม่ไทยครับ สงกรานต์ปีนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี มั่งมีศรีสุขกันถ้วนหน้านะครับ

ปีนี้ ผมมีโอกาสได้มาประชุมแผนการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากที่ไม่ได้มาที่นี่เกือบ 10 ปีมาแล้ว เมื่อมาถึงเมืองอุบลก็รู้สึกว่า ทุกอย่างดูเจริญก้าวหน้าไปมาก มีห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นมากมาย

แต่สิ่งที่คาดหวังว่าอยากมาเห็นเมื่อประชุมเสร็จแล้ว ก็คือวัดเรืองแสง ที่ได้ยินชื่อมานาน อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองครับว่าจะสวยงามมากเพียงไหน

สำหรับวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว  หรือที่นิยมเรียกกันว่า วัดเรืองแสง ตั้งอยู่ที่ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขา เห็นวิวของชายแดนไทย-ลาว บริเวณช่องเม็ก จุดเด่นของที่นี่คือโบสถ์สีทองที่งดงามเห็นเด่นเป็นสง่า ภาพแรกที่ได้เห็นทำให้นึกถึงวัดเชียงทอง ที่หลวงพระบาง จุดเด่นของวัดคือ การได้มาชมภาพเรืองแสงเป็นสีเขียวของต้นกัลปพฤกษ์ที่เป็นจิตรกรรมอยู่บนผนังด้านหลังของโบสถ์ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาชมและถ่ายภาพต้นกัลปพฤกษ์ คือตั้งแต่เวลา 18.00 -20.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้มองเห็น

ต้นไม้เรืองแสง หรือ ต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของช่าง คุณากร ปริญญาปุณโณ ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากต้นไม้แห่งชีวิตในภาพยนตร์เรื่องอวตาร และยังเป็นคนลงมือติดโมเสกแต่ละชิ้นด้วยตัวเอง และเป็นเจ้าของไอเดียใช้สารเรืองแสงที่เรียกว่า “ฟอสเฟอร์”  รอบต้น ทำให้ต้นไม้นี้ปรากฏสีเขียวเรืองแสงเมื่อยามค่ำคืน สำหรับสารฟอสเฟอร์ เมื่อใช้ทาลงไปที่ต้นกัลปพฤกษ์แล้ว ทำให้ในช่วงกลางวัน ต้นกัลปพฤกษ์ต้นนี้ จะดูดแสงแดดเอาไว้ เมื่อตกกลางคืนก็จะปรากฏเป็นต้นไม้เรืองแสงงดงามอย่างที่เราได้เห็นกัน จนทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดดังและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ส่วนของโบสถ์มีต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง ประเทศลาว แต่มีความกว้างมากกว่า 1 เท่า และความยาวมากกว่า 2 เท่า เสาแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมือ โดยรอบนอกเป็นลายดอกบัวและสัตว์ทั้งหลายตามคติบัว 4 เหล่า หัวใจหลักของการทำพุทธศิลป์ คือ การนำเสนอ งานศิลปะที่เกิดจากความสงบ ความเพียร ความอดทน และวิสัยทัศน์ งานแต่ละชิ้นต้องคิดจากความคิดอันวิจิตรและขบคิดมาก่อนทั้งสิ้น อย่างแนวคิดการจำลองให้วัดเป็นเขาพระสุเมรุ

สำหรับพระประธานองค์เดิมนั้นเป็นพระพุทธชินราช แต่ช่างคุณากรได้ออกแบบใหม่โดยถอดรัศมีและพระเกตุมาลาออก และได้แกะสลักไม้เป็นต้นโพธิ์นำไปวางอยู่ด้านหลังของพระประธาน กลายเป็นพระประธานที่สวยงามอย่างที่เก็นกันอยู่ทุกวันนี้ครับ

นอกจากนี้แล้ววัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ยังเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์และพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากจุดหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณด้านหลังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของฝั่งประเทศลาว และจะมองเห็นด่านช่องเม็กรวมทั้งอ่างเก็บน้ำ ทำให้กลายเป็นภาพประทับใจสำหรับผู้มาเยือน

ความเป็นมาของวัดนี้ ท่านพระอาจารย์บุญมาก เป็นผู้ริเริ่ม ท่านเป็นคนฝั่งลาวจำปาสักเข้ามาเผยแพร่อบรมสมาธิทางฝั่งไทย และได้ปักกลดที่ภูพร้าวแห่งนี้ในปี 2497-2498 ซึ่งท่านได้กลับไปยังประเทศลาว จนกระทั่งปี 2542 พระครูกมล ลูกศิษย์ของท่านได้ค้นพบวัดอีกครั้งและบูรณะให้กลับมาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมได้ดังเดิม หลังจาก พระครูกมลละสังขารไปในปี 2549 พระครูปัญญาก็เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดและสานต่องานสร้างวัดต่อไปจนถึงปัจจุบัน