Get Adobe Flash player

เที่ยวในเฉดใหม่ของเมืองไทย ตอนที่ 2 โดย เอ สุริยะ

Font Size:

วันนี้เรามาว่ากันต่อถึงการเปิดเฉดใหม่ๆ ของการท่องเที่ยวเมืองไทย หลังจากที่ฉบับที่แล้ว เราได้คุยกันถึงเฉดทางด้านอาหารการกิน และเฉดของวัฒนธรรม

สำหรับเฉดต่อไปที่เป็นสีสันใหม่ของการท่องเที่ยวในเมืองไทย คือ เฉดทางด้านงานศิลปะและงานฝีมือต่างๆ (Shade of Art and Craft) ถ้าจะว่าไปแล้ว ศิลปะที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่องผ้าไทย ที่มีกรรมวิธีในการผลิตแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เช่น ผ้าหมักโคลนที่สุโขทัย ผ้าย้อมครามที่สกลนคร ผ้าบาติกที่กระบี่ ผ้าไหมท่าสว่างที่สุรินทร์ นอกจากเรื่องผ้าไทยแล้ว ยังมีการทำงานฝีมือในเรื่องของการปั้นเครื่องถ้วยชามรามไหต่างๆ เช่นที่ลำปางก็จะขึ้นชื่อในเรื่องของชามตราไก่ ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมและเป็นสัญญลักษณ์ของจังหวัดลำปางไปแล้ว หรือจะเป็นการทำถ้วยชามหรือเรียกว่าสังคโลก ที่สุโขทัย ซึ่งจะมีกรรมวิธีการผลิตแบบโบราณที่เป็นเทคนิคเฉพาะของสังคโลก หรืองานที่มีลักษณะเฉพาะเช่นถ้วยชามเบญจรงค์ ที่บ้านดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร หรือการทำเครื่องทองเหลืองที่บ้านบุ ซึ่งเหลือน้อยคนนักที่จะทำได้

เหล่านี้ ถ้าจะแนะนำให้ไปชมกรรมวิธีการผลิต และเรียนรู้เรื่องราวประวัติความเป็นมาที่ทรงคุณค่า บางอย่างก็ถือเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันมาหลายยุคหลายสมัย ที่มีการใช้จนถึงทุกวันนี้ แต่บางอย่างก็กำลังจะเลือนหายไป

ในเฉดของงานศิลปะและงานฝีมือต่างๆ ยังรวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยด้วย เดี๋ยวนี้การเดินชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อเหมือนแต่ก่อนแล้ว สมัยนี้ เราจะเห็นคนรุ่นใหม่ ใส่ใจและสนใจที่จะเดินชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะ เดี๋ยวนี้ มีการปรับปรุงวิธีการนำเสนอรูปแบบให้น่าสนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ก็มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าชมเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยโมค่า (Museum of Contemporary Art, Bangkok) พิพิธภัณฑ์ Bangkok Art and Culture Centre (BACC) พิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยม (Maiiam Contemporary Art Museum) เชียงใหม่ หอศิลป์ริมน่าน (Nan Riverside Art Space) น่าน พิพิธภัณฑ์บ้านดำ (Ban Dam Gallery and Museum) ของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่เชียงราย

อีกเฉดหนึ่งของงานศิลปะ ก็คือจิตรกรรมฝาผนัง ที่เรียงร้อยเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือเกี่ยวกับวรรณคดีท้องถิ่น ที่น่าสนใจและติดตาม อย่างเช่น จิตรกรรมฝาหนังที่วัดพระแก้ว ที่เล่าเรื่องราวในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ของไทยตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุด เดินอ่านได้เป็นวันๆ โดยไม่เบื่อเลยครับ หรือจะไปชมเรื่องราวโรแมนติคผ่านจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดภูมินทร์ ที่จังหวัดน่าน เป็นภาพกระซิบรักของปู่ม่านย่าม่านที่ร่ำลือกันไปทั่ว หรือที่วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ จะมีการประดับกระเบื้องโมเสคสวยสดงดงามที่บริเวณเจดีย์พระธาตุผาแก้ว

นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะตามกำแพงต่างๆ หรือที่เรียกว่ากราฟฟิตี้ ที่เห็นอยู่มากบริเวณดาวทาวน์ในแอลเอ ในปัจจุบันเมืองไทยก็มีหลายแห่งที่นำศิลปะประเภทนี้มาดึงดูดความสนใจ เช่นบริเวณย่านเมืองเก่า ในจังหวัดภูเก็ต หรือในแถบถนนนางงาม จังหวัดสงขลา

มุมมองในเรื่องของเฉดทางการท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่ง คือในเฉดของธรรมชาติ (Shade of Nature) เมืองไทยมีธรรมชาติที่งดงาม โดยเฉพาะในเรื่องของหาดทราย ชายทะเล ที่อยากแนะนำที่เป็นเฉดใหม่ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะมีโอกาสได้มองลงมาจากเครื่องบิน หรือใช้โดรนถ่ายภาพจากมุมสูง ก็จะได้ภาพที่งดงาม แปลกตา ที่นั่นก็คือ ปราสาทหินพันยอด บริเวณเกาะเขาใหญ่ จังหวัดสตูล หรือถ้าจะมองในระดับสายตา เวลาที่น้ำลดก็จะสามารถลอดช่องหินเข้าไปชมความสวยงามได้ สิ่งอัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นจากการกัดเซาะหินของน้ำฝน จนกลายเป็นแท่งหินแหลมรูปร่างสวยงามแปลกตาคล้ายกับบนปราสาทในเทพนิยาย ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าปราสาทหินพันยอด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ธรณีวิทยา มีการพบฟอสซิลอายุมากกว่า 480 ล้านปี อีกด้วยนะครับ หรืออย่าง บริเวณเกาะห้อง จังหวัดกระบี่ เราก็จะได้พบความสวยงามของห้องรับแขกที่มีสีน้ำทะเลสีเขียวเทอร์คอยใสๆ ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวพบฉลามวาฬ มาเล่นน้ำอย่างคุ้นเคย นอกจากเฉดท่องเที่ยวทางทะเลแล้ว ยังมีเฉดของแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น สระมรกต คลองท่อม ที่กระบี่ ที่นี่เหมือนสระว่ายน้ำทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่มีความเขียวใส รายรอบด้วยป่าโกงกางและพรรณไม้ต่างๆ หรือนั่งเรือชมลิตเติ้ลอเมซอนตะกั่วป่า หรือคลองสังเน่ห์ ในจังหวัดพังงา ที่จะได้ชมพรรณไม้ป่าท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น ตลอดสองข้างทางมีต้นไทรอายุนับร้อยปี แผ่กิ่งก้านสาขา แถมความตื่นเต้นที่บางกิ่งมีงูน้อยนอนขดอยู่ เป็นที่เสียวใส้เวลาล่องเรือผ่าน ไฮไลต์ของการล่องเรือ ก็คือ การได้ชมงูนี่ล่ะครับ ทั้งงูเขียว งูปล้องทอง งูเหลือม ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าจะอันตรายเพราะเราล่องดูงูอยู่ห่างๆ และในช่วงกลางวันงูจะนอนหลับนิ่ง ขดกับต้นไม้เพื่อรอเวลาออกหากินในตอนกลางคืน นอกจากนี้ยังมีนกเงือก สัตว์สงวนหายาก ซึ่งจะมากินลูกไทร  นกกระสา และนกอีกหลายชนิด ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เรียกว่าได้บรรยากาศเหมือนล่องน้ำอยู่ในป่าอเมซอนเลยครับ

ฉบับหน้าเรามาว่ากันต่อถึงเฉดสุดท้าย คือ เฉดของวิถีชีวิต (Shade of Way of Life) ซึ่งมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าค้นหานะครับ อย่าลืมติดตาม