Get Adobe Flash player

เที่ยวในเฉดใหม่ของเมืองไทยตอนสุดท้าย โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามหากิมมิค (Gimmick) ใหม่ๆ ที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติให้มาเที่ยวเมืองไทย โดยเปรียบเทียบว่าการท่องเที่ยวในเมืองไทย ถ้าเปรียบเป็นสี ก็จะมีหลายๆ เฉด ในฉบับที่ผ่านมา ได้เล่าไปแล้ว 4 เฉดด้วยกัน สำหรับในฉบับนี้ จะชวนท่านผู้อ่านไปเที่ยวตามเฉดของวิถีชีวิต (Shades of Thai way of life)

เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตของคนไทย แต่เริ่มเดิมที คนไทยเรามีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ จะสังเกตได้ว่า ใน 4 ภูมิภาค คือกลาง เหนือ ใต้ อีสาน วิถีชีวิตของคนในแต่ละภาคก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ เช่น ภาคเหนือพวกเราก็จะนำมาล้อกันเล่นๆ ว่า คนเหนือจะตะต่อนยอน ทำอะไรก็เนิบช้าไปหมด ด้วยเพราะสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น การพูดการจาก็ไพเราะน่าฟัง ในขณะเดียวกัน คนทางภาคอีสาน สภาพภูมิประเทศแห้งแล้ง ทำมาหากินลำบาก คนอีสานต้องปากกัดตีนถีบ จึงทำอะไรที่รวดเร็ว สะท้อนถึงทั้งในเรื่องดนตรีและนาฏศิลป์ ที่จะออกมาในจังหวะที่รวดเร็ว ตื่นตาตื่นใจ ยิ่งทางภาคใต้ด้วยแล้ว ลักษณะการพูดที่รวดเร็ว มีสำเนียงเป็นเอกลักษณ์ จนมีการพูดกันเล่นๆ เปรียบเทียบระหว่างคนภาคใต้และคนภาคเหนือ หาอยู่บนรถไฟ และรถไฟวิ่งสวนกัน คนใต้พูดทักทายกันเป็นภาษาใต้ได้อย่างรวดเร็วและรู้เรื่อง แต่ถ้าเป็นคนเหนือ แค่เอ่ยปากคำแรก รถไฟก็สวนไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่นี่กล่าวมานี้ ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์ของเมืองไทยที่ชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวอยากจะพบอยากจะเห็นนะครับ

มาพูดถึงเฉดการท่องเที่ยวในเรื่องของวิถีชีวิต เราก็จะแบ่งได้ว่ามีอะไรบ้าง เช่น เฉดของวิถีชีวิตในชุมชน บ้านเรามีชุมชนที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย ถ้าได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมกันจริงๆ แล้ว แต่ละชุมชนก็จะมีภูมิปัญญาในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าสนใจ บางเรื่อง เราอาจคาดไม่ถึงหรือคิดไม่ทันว่า ทำอย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ บางเรื่องก็เป็นเรื่องง่ายๆ แต่สามารถทำเงินหาเลี้ยงชีพได้ตลอดมา ตัวอย่างชุมชนที่น่าท่องเที่ยวในเมืองไทยก็อย่างเช่น ชุมชนบ้านนาต้นจั่น ที่สุโขทัยบ้านนาต้นจั่น มีประชากร 270 ครัวเรือน ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ผลไม้ ปลูกกล้วย ลางสาด ทุเรียน ตามฤดูกาล อาชีพเสริมคือ อาชีพทอผ้า จักสาน ทำหัตถกรรมตอไม้ ชุมชนอยู่กันแบบพี่แบบน้อง เอื้ออาทรต่อกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

อีกชุมชนหนึ่งที่มีความเข้มแข็ง คือ ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ที่จังหวัดตราดสถานที่ท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม ตั้งอยู่ที่อำเภอแหลมงอบ หมู่บ้านน้ำเชี่ยวแห่งนี้ ได้เป็นรับเลือกให้เป็น “หมู่บ้าน OVC” (OTOP Village Champion) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รวมถึงรางวัลอุตสาหรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่นจาก ททท. ที่มาของชื่อชุมชน “น้ำเชี่ยว”มาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ อยู่ติดทะเล มีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก มีคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำในคลองจะไหลเชี่ยวมาก ไหลผ่านกลางหมู่บ้านน้ำเชี่ยวลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางใต้ที่บ้านปากคลอง ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและใช้เป็นเส้นทางออกทะเลเพื่อทำการประมง ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ขึ้นชื่อ ที่ใครไปก็ต้องซื้อติดมือกลับมาคือ งอบน้ำเชี่ยว เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์อันเกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวตราด  ที่ได้สืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง   ใส่เพื่อกันแดดกันฝน หรือตกแต่งบ้านเรือน ปัจจุบันมีการพัฒนารูปทรงที่หลากหลายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการสวมใส่หรือเป็นของที่ระลึก เพราะเน้นความประณีต สวยงาม มีน้ำหนักเบา และมีหลายรูปแบบให้เลือกตามความต้องการ  โดยใช้ใบจากที่หาได้ไม่ยากจากป่าชายเลนใกล้ชุมชน งอบน้ำเชี่ยวนั้นถือได้ว่าเป็นสินค้าที่ระลึกขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้ โดยจะมีด้วยกัน 5 ทรง คือ ทรงกระทะคว่ำทรงกระดองเต่าทรงยอดแหลมหรือทรงหัวแหลมทรงสมเด็จและทรงกะโหลก 

เฉดที่เป็นเรื่องของวิถีชีวิตอีกประเภทหนึ่ง คือ เฉดของงานประเพณี (Shades of Festivities)งานประเพณีของไทย มีมากมายเป็นร้อยเป็นพัน ด้วยเพราะพื้นฐานของคนไทย เป็นคนรักความสนุก ประเพณีต่างๆ จึงเกิดจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างลอยกระทง สงกรานต์ คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่รู้จักดังไกลไปสามโลกแล้ว แต่ประเพณีที่มีความน่ารักและเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างเช่น ประเพณีปอยส่างลอง หรือบวชลูกแก้ว ที่แม่ฮ่องสอนก็น่าสนใจ งานปอยส่างลอง เป็นงานที่เด็กชายชาวไทใหญ่ถึงวัยที่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกาย และจิตใจ ก่อนเข้าพิธีเริ่มปลงผม ชำระล้างร่างกายให้สะอาด ประทินเครื่องหอมให้มีกลิ่นหอม สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส พร้อมด้วยเครื่องประดับ แก้ว แหวน เงิน ทอง แต่งหน้าตาผิวพรรณให้มีความสวยงาม เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ เข้าสู่วันเอาส่างลอง ขบวนลูกแก้วที่เปรียบเสมือนเทวดาองค์น้อยนับร้อย เริ่มแห่ไปรอบเมือง เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงก้องกังวานไปตลอดเส้นทาง ชาวไทใหญ่ทั้งหญิงชายสวมชุดพื้นบ้านที่มากด้วยสีสัน ส่วนผู้หญิงบ้างถือข้าวของเครื่องใช้ของลูกแก้ว บ้างใช้คานหามเพื่อช่วยทุ่นแรง ญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชายต่างคอยติดตามดูแล ซึ่งตลอด 3 วัน ลูกแก้วจะสวมถุงเท้าสีขาว จะไปไหนก็ห้ามสัมผัสพื้น อีกคนก็คอยถือร่มบังแดด อีกคนคอยดูแลเครื่องประดับไม่ให้ตกหล่นสูญหาย จนเมื่อถึงบ้านของผู้อาวุโสก็รับศีล รับพร ผูกข้อมือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปเช้าวันรุ่งขึ้น เริ่มต้นพิธีกรรมในวันรับแขก คล้ายคลึงกับวันแรก แต่เพิ่มเติมเครื่องสักการบูชาและถวายจตุปัจจัยถวายพระสงฆ์ พิธีทำขวัญและการสวดคำขวัญ จนมาถึงวันบวช ลูกแก้วเมื่อถึงวันได้ขออนุญาตทำการบรรพชาจากพระผู้ใหญ่ กล่าวคำปฏิญาณอาราธนาศีล และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาเป็นผ้าเหลืองบรรพชาเป็นสามเณรครบสมบูรณ์

สีสันของวิถีชีวิตยังมีในเรื่องของตลาด (Shades of Markets)ในเมืองไทยเสน่ห์ของวิถีชีวิต ในเรื่องของความเป็นอยู่ คงหนีไม่พ้นเรื่องของตลาด ในเมืองไทยมีทั้งตลาดบก ตลาดน้ำ ตลาดกลางวัน ตลาดกลางคืนหรือตลาดโต้รุ่ง นักท่องเที่ยวต่างชาติถ้าได้มาเมืองไทย ก็ต้องขอมาสัมผัสตลาดในเมืองไทย เพราะจะได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของคนไทย ตลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ และอินเทร็นด์มากๆ ในช่วงนี้ คือ ตลาดรถไฟรัชดาตลาดฮิปๆ เดินช้อปปิ้งแบบชิลๆ ตลาดแห่งนี้อยู่ด้านหลังห้างเอสพลานาด เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนถึงตี 1 การเดินทางมาที่สะดวกที่สุดคือ นั่งรถไฟใต้ดิน มาลงที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ออกมาทางออกที่ 3 ก็เดินเข้ามาหลังห้าง ก็จะพบตลาดรถไฟเลยครับ นอกนั้น ก็จะเป็นตลาดที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่นตลาดนัดจตุจักร ตลาดดอกไม้ปากคลองตลาด ตลาดบางน้ำผึ้ง สมุทรปราการ ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ราชบุรี ตลาดน้ำท่าคา สมุทรสงคราม

นอกจากนี้ ททท.ยังแบ่งเฉดในเรื่องของสุขภาพ (Shades of Health and wellness)เช่น การนวดแผนไทยที่วัดโพธิ์ การทำสปาสุ่มไก่ที่ตราด หรือการหมักโคลนที่ภูโคลน แม่ฮ่องสอนหรือเฉดในเรื่องของจิตวิญญาณ (Shades of Spirituality)สมัยนี้การท่องเที่ยวเพื่อยกระดับจิตใจ ใฝ่หาความสงบก็มีมากมาย เช่น ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน เชียงรายของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ใครสนใจปฏิบัติธรรมท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและเงียบสงบ หรือจะสนทนาธรรมกับท่าน ว. ก็ควรจะมาที่นี่ครับ

การจะเดินทางท่องเที่ยวให้สนุก แม้ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ แต่ถ้าได้แต่งเติมเฉดของสีสันใหม่ๆ หาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เฉพาะด้านของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ใส่สีสันลงไป จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีคุณค่ามากขึ้น แล้วคุณจะรู้ว่า เฉดแต่ละเฉดจะเที่ยวที่เดิมกี่ครั้ง ก็ไม่เบื่อครับ