Get Adobe Flash player

อยู่อย่างชาวเขา โดย เอ สุริยะ

Font Size:

รูปแบบการท่องเที่ยวในแบบใหม่ไม่ใช่แค่การไปในแหล่งท่องเที่ยว และหยุดอยู่ที่การถ่ายรูปและกลับบ้านเหมือนเช่นแต่ก่อน แต่การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าในสมัยนี้ คือการได้เข้าไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ การได้เข้าไปท่องเที่ยวแบบเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ตามสโลแกนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ฉบับนี้ ผมอยากพาไปท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ไปหาประสบการณ์แปลกใหม่บริเวณเมืองเก่าเหนือสุดยอดในสยาม ไปเรียนรู้อารยธรรมแบบชาวเขา รู้จักอาหารถิ่นที่ชาวเขากินกันในวิถีชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการเรียนรู้วัฒนธรรม ที่บอกเล่าเรื่องราวของชนชาวเขา 5 เผ่าในชุมชนแม่แอบ ตำบลบ้านแซว จังหวัดเชียงราย

ที่หมู่บ้านวีรชนทหารกล้าบ้านแม่แอบ ชาวบ้านที่นี่ในอดีตเคยเป็นกองกำลังทหารจีนกองพล 93 ซึ่งรวบรวมชาวเขาหลากหลายชนเผ่า ในระหว่างการอพยพจากเมืองจีน เข้าเมียนมาและมีการถอยร่นเข้ามาอยู่ในดินแดนไทย รัฐบาลไทยได้มอบหมายภารกิจต่อสู้ขับไล่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จนสำเร็จ จากนั้นก็ให้ปักหลักตั้งหมู่บ้านนี้ โดยตั้งชื่อว่า บ้านแม่แอบ โดยมีชนชาวเขา 5 เผ่าด้วยกัน ได้แก่ ลาหู่ อาข่า ไตใหญ่ ลัวะหรือละว้า และจีนยูนนาน ที่บ้านแม่แอบนี้ มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมทางการแต่งกายและอาหารการกินที่น่าสนใจ โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด

อาหารชาวเขาบอกเล่าวัฒนธรรม การแสดงของชาวเขาบอกเล่าวิถีชีวิต

เรื่องราวของชาวเขาแห่งชุมชนแม่แอบ 5 เผ่า แต่ละเผ่ายังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่บ้านเรือน เสื้อผ้า การแต่งกาย ภาษาประจำชนเผ่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมเรื่องอาหารการกินที่น่าสนใจ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองรสชาติแปลกใหม่กับอาหารชาวเขา 5 ชนเผ่าในหมู่บ้านเดียว โดยเฉพาะเคล็ดลับความอร่อยและการเลือกใช้วัตถุดิบในแต่ละเมนูอาหารของชนเผ่าที่แตกต่างกัน เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมการกินเพื่อบอกเล่าสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อนักท่องเที่ยวมาถึง จะได้รับการต้อนรับที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรีของชาวบ้านและคำอวยพรที่อบอุ่น ตื่นตาตื่นใจไปกับการละเล่นพื้นบ้านและศิลปะการเต้นรำ การฟ้อนดาบ ที่หาดูได้ยากแตกต่างกันไปตามวิถีของแต่ละชนเผ่า การได้ร่วมเล่นสนุกกับคนพื้นถิ่นผ่านการละเล่นและการแสดงในแบบชาวเขาให้เราได้เข้าใจและเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้มากขึ้น

มาลองตำและลองเต้นกับชนเผ่าลาหู่

เมนูแนะนำที่อยากจะให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำเมื่อได้มาเที่ยว คือ การตำข้าวปุ๊ก เป็นขนมของชาวลาหู่ มีทั้ง “ข้าวปุ๊กขาว” และ “ข้าวปุ๊กดำ” โดยชาวบ้านจะล้อมวงรอบกองไฟ ทำกินกันในช่วงฤดูหนาวเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย แถมยังเป็นของกินเล่นที่อร่อยถูกปากอีกด้วย

ข้าวปุ๊กขาว ใช้ (ข้าวนึ่ง) ข้าวเหนียวผสมกับงาขี้ม้อนตำจนละเอียดแล้วคลุกเคล้าจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนจะตีเป็นแผ่นวงกลมไม่หนาไม่บางจนเกินไป นำไปปิ้งกับเตาถ่านจนร้อนและได้กลิ่นหอม จากนั้นราดน้ำตาลอ้อยลงไปให้ทั่ว ก่อนจะพับครึ่งประกบกัน แล้วกินร้อนๆ ส่วนข้าวปุ๊กดำ จะใช้ข้าวเหนียวดำแทนข้าวเหนียวขาว โดยใช้พันธุ์ข้างแสงนาที่ปลูกไว้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้สูญหายไป นำมาผสมกับงาขี้ม้อนแล้วปิ้งจนร้อน ราดน้ำตาลอ้อยลงไปเช่นเดียวกัน ทั้งข้าวปุ๊กขาวและดำ กินกันร้อนๆ เนื้อเนียนเหนียวนุ่มหอม ได้ความหวานนิดๆ จากน้ำตาลอ้อยที่ละลายอยู่บนแป้ง

เมื่ออิ่มแล้ว เรามาลองเต้นจะคึเพื่อย่อยอาหารกัน ประเพณีการเต้นจะคึได้เกิดขึ้น พร้อมกับพิธีกรรมต่างๆ ของชาวลาหู่ที่ทำขึ้น เพราะคนในชนเผ่า มีความเชื่อว่าเป็นการเต้นบวงสรวงเทพเจ้า นอกจากนั้น การเต้นจะคึยังทำให้คนในชนเผ่า มีความสมัครสมานสามัคคีกันอีกด้วย เพราะการเป่าเครื่องดนตรี จะต้องมีการช่วยเหลือสับเปลี่ยนกันเป่า การเต้นจะคึเข้าไปในลานเต้นจะคึได้บุคคลผู้นั้นต้องแต่งชุดประจำเผ่าให้ครบชุด และนอกจากนั้นลานเต้นจะคึยังเป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวจะมาพบปะ เพื่อมองหาเนื้อคู่ของตนได้อีกด้วย

มาลองปิ้งและประลองฝีมือกับชนเผ่าไตใหญ่

ชาวไตใหญ่ชอบกินข้าวแคบ หรือข้าวเกรียบ ซึ่งมีรสเค็มๆ อย่างข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวแคบเป็นภาษาท้องถิ่นที่คนภาคเหนือเข้าใจกันดี ข้าวแคบทำมาจากข้าวเจ้า หรือแป้งข้าวเหนียว ทำเป็นแผ่นตากให้แห้ง เมื่อจะรับประทานก็นำมาปิ้งไฟอ่อนๆ นักท่องเที่ยวก็จะสนุกตรงช่วยกันปิ้งนี่ล่ะ ในส่วนของการแสดงที่นักท่องเที่ยวจะร่วมแสดงกับชนเผ่าคือ การเต้นรำดาบให้เข้าจังหวะ เป็นการแสดงถึงชั้นเชิงการต่อสู้ทั้งรุกและรับอย่างแคล่วคล่อง หรือบางท่าก็เป็นการยั่วโทษะคู่ต่อสู้ บางท่าก็เป็นการแสดงความกล้าหาญ ฮึกเหิม อวดคู่ต่อสู้ว่าตนมีความคงกระพันชาตรี เช่น “ท่าสีไคล” (คือการนำดาบด้านคมมาลูบไล้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย) และการกลิ้งทับดาบ เป็นต้น

ชิมซุปร้อนๆ ก่อนยืดเส้นยืดสายกับชนเผ่าอาข่า

ซุปอาข่า พลาดไม่ได้เลยกับการชิมโจ๊กร้อนๆ ที่เสิร์ฟในกระบอกไม้ไผ่ เป็นอาหารง่ายๆ ที่ดูดี เก๋ไก๋สไตล์ชาวอาข่า จากนั้นไปลองสนุกสนานกับการเต้นลาวกระทบไม้ตามจังหวะแบบชาวอาข่า มันสนุกสุดๆ ตรงที่นักท่องเที่ยวต้องคอยระวังในการหย่อนเท้าเข้าไปในจังหวะที่กระบอกไม้กระทบกัน

มาถึงเผ่าลัวะกันบ้าง ทีเด็ดอยู่ที่ พิซซ่าลัวะ วิธีทำคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อห่อด้วยน้ำจิ้ม และกินกับผักเครื่องเคียงนานาชนิด อร่อยจนลืมพิซซ่าในห้างเลยทีเดียว เสร็จแล้วมาประชันกับเจ้าถิ่นในการแข่งกันเล่นลูกข่างลัวะ

ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับความอร่อยแบบชนเผ่าจีนยูนนาน ซึ่งชนเผ่านี้พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวลองสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยการเยี่ยมชมกรรมวิธีการผลิตน้ำเต้าหู้สด ด้วยการต้มแบบพื้นบ้านด้วยเตาฟืน อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร และอร่อยแค่ไหน ต่องลองมาสัมผัสด้วยตนเอง

ได้ซึมซับกับความมีเสน่ห์ท่ามกลางขุนเขา ดอกไม้ และสายหมอก สารพัดสีสันในเมืองเหนือ นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจครั้งใหม่ ลองไปเที่ยวกันนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจากกองส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)