Get Adobe Flash player

เที่ยวสโลว์ไลฟ์ที่บ้านศาลาดิน โดย เอ สุริยะ

Font Size:

เมื่อสองสามวันก่อน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เชิญชุมชนนำร่องทั่วประเทศประมาณ 24 ชุมชน มาประชุมกับสมาคมทางด้านการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อที่จะหารือเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนในเมืองไทย และนำไปสู่การจัดทำแพ็คเกจท่องเที่ยวขายให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ 

มีชุมชนหนึ่งที่ผมชื่นชอบและอยู่ไม่ไกลไม่ไกลกรุงเทพฯ ที่ยังคงมีเสน่ห์และทำให้หลบหนีชีวิตที่วุ่นวายในเมืองกรุง กลับมาใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า ทำให้มีสติในการไตร่ตรองการดำเนินชีวิต ว่าแท้ที่จริงแล้วการมีชีวิตที่สงบและพอเพียงก็เป็นความสุขที่หาได้ไม่ยากเลย 

ชุมชนบ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม ก็เป็นหนึ่งในชุมชนนำร่องที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีความเห็นว่า เป็นชุมชนทีมีความพร้อมที่จะเสนอให้นักท่องเที่ยวได้มาเห็นความงดงามและความเป็นอยู่อย่างธรรมชาติ แต่เดิมในชุมชนแห่งนี้จะเป็นนาบัวสวนส้มโอ สวนกล้วยไม้ และมีล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองมหาสวัสดิ์ แต่ในปัจจุบันนี้ ยังมีตลาดน้ำคลองมหาสวัสดิ์ บ้านศาลาดินขึ้น ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมในวันเสาร์และอาทิตย์อีกด้วย เพียงขับรถแค่ 1 ชั่วโมงจากกรุงเทพก็จะถึงที่นี่แล้ว  

ก่อนจะนำไปสู่การเที่ยวชุมชน เรามาทราบประวัติความเป็นมาของที่นี่กันก่อนนะครับ  นครปฐม เป็นเมืองเก่าแก่ แผนที่โบราณของชาวกรีกที่เดินเรือมาแถบนี้มากกว่าพันปีก่อน ระบุว่าที่นี่คือ ต้นกำเนิด ”สุวรรณภูมิ” ในสมัยโบราณ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีจำนวนมากที่สามารถสันนิษฐานได้ว่า นครปฐม เป็นเมืองท่าสำคัญในยุคอารยธรรมทวารวดี  

ในสมัยโบราณ กรุงเทพมหานครเป็นเพียงป่ารกริมน้ำในขณะที่นครปฐมมีความรุ่งเรือง เพราะเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเลโดยมีแม่น้ำนครชัยศรี หรือแม่น้ำท่าจีนที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาพาเรื่องราวจากโลกภายนอกเข้ามาสู่นครปฐม   เมืองที่มีความรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีแห่งนี้ ซึมซับศรัทธาแห่งพุทธธรรมในครั้งที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงส่งสมณทูต 9 สายออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ เมื่อปี พ.ศ. 236 ความรู้ใหม่ๆ ที่เข้ามา ทำให้นครปฐมกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญ มีชนชาติต่างๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นจำนวนมาก  ต่อมากระแสน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเปลี่ยนเส้นทาง ผู้คนจึงพากันอพยพไปตั้งหลักแหล่งอยู่ริมน้ำและสร้างเมืองใหม่ นครปฐมจึงกลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายร้อยปี จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช ได้ธุดงค์ไปพบพระปฐมเจดีย์ ภายหลังจึงทรงปฏิสังขรณ์และโปรดให้ขุดคลองเพื่อการเสด็จมานมัสการได้อย่างสะดวกขึ้น คลองมหาสวัสดิ์ จึงเป็นคลองประวัติศาสตร์ที่ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์  เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “คลองขุด” ซึ่งถูกขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2402 และขุดเสร็จในปี พ.ศ. 2403 และพระองค์ได้พระราชทานนามให้ว่า ”มหาสวัสดี” ชาวบ้านในชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนและประกอบอาชีพการเกษตร ทำสวนผลไม้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำหรืออยู่ตามเรือกสวนไร่นา คลองแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปี 

จุดเด่นของคลองมหาสวัสดิ์ก็คือ การล่องเรือ โดยชาวบ้านจะพาชมวิถีชีวิตโดยนั่งเรือหางยาวเปลี่ยนบรรยากาศสองฝั่งคลองซึ่งจะมีสถานที่ที่ให้เราแวะคือ ชมนาบัว ชมสวนกล้วยไม้ สำหรับจุดเริ่มต้นของการล่องเรือชมคลองจะเริ่มที่บริเวณวัดสุวรรณาราม โดยนำเรือนำเที่ยวที่เป็นของชาวบ้าน คนขับเรือก็จะเป็นไกด์ท้องถิ่นไปในตัวด้วย ซึ่งจะคอยอธิบายเรื่องราวและให้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนได้เป็นอย่างดี เรือลำหนึ่งสามารถนั่งได้สูงสุด 6 คน ระยะเวลาการลงเรือไม่ได้จำกัดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละจุดเราจะใช้เวลาเดินหรือหยุดถ่ายรูปกันมากน้อยแค่ไหน 

สำหรับการชมนาบัว เกษตรกรที่ปลูกบัวจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้วิธีการเก็บดอกบัว การทำนาบัว หรือโลตัสฟาร์ม เป็นแปลงสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล นาบัวที่นี่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้เกษตรกรบ้านศาลาดิน ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าชาวบ้านมีรายได้หลักหมื่นบาทต่อเดือนกันเลยทีเดียว

บัวส่วนใหญ่ที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ฉัตรบุศย์ หรือฉัตรขาว ที่ใช้ไหว้พระ ไม่มีเมล็ดบัวให้กินเหมือนบัวหลวง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังได้สัมผัสกิจกรรมพายเรือเก็บดอกบัวนาอีกด้วย  ซึ่งหากนักท่องเที่ยวเดินทางไปในช่วงเช้า เจ้าของนาจะหิ้วตะกร้าเหล็กลอยเรือลำเล็ก หรือลุยคลองเก็บดอกบัว ที่เดินลุยได้เพราะน้ำสูงแค่อกหรือแค่เอวเท่านั้น นาบัวแห่งนี้สามารถมาเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นอาจจะมีช่วงที่ปรับเปลี่ยนบัวเพื่อปลูกแปลงใหม่ ดังนั้น ก่อนเดินทางท่องเที่ยวควรจะโทรสอบถามล่วงหน้านะครับ 

นอกจากเก็บดอกบัวแล้ว ที่นี่ยังมีสวนกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์กล้วยไม้โดยเกษตรกรในชุมชนส่วนใหญ่เป็นกล้วยไม้ที่มีการแปลงพันธุ์ใหม่ชื่อ ทัศนีย์ ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยโดยมีผิวกลีบดูคล้ายกำมะหยี่ยามสะท้อนแสงดูสวยงามมาก   นอกจากนี้ ยังมีฟักข้าว ชาวบ้านจะนำฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่น น้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว และก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าวที่ไม่มีในจังหวัดอื่นๆ  

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ ที่นี่เราจะได้เรียนรู้การผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรของชุมชนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไข่เค็มเสริมไอโอดีน ข้าวตังที่ทำจากข้าวกล้อง กล้วยตากพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งจะมีโรงอบกล้วยที่สะอาดและปราศจากแมลงวัน รวมถึงยังมีมุมจำหน่ายสินค้าโอท็อปและสินค้าการเกษตรต่างๆ เช่นกล้วยตาก มะม่วงกวน ข้าวไรซ์เบอร์รี่หรือข้าวตัง ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อหากลับบ้าน 

วิถีชีวิตแบบเกษตรผสมผสานเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของบ้านศาลาดินและเพื่อเพิ่มเติมความสนุกสนานจึงมีบริการนั่งรถอีแต๋นให้แก่นักท่องเที่ยวได้ชมเรือกสวนไร่นา เรียกว่า”รถเฟี้ยวฟ้าว” นักท่องเที่ยวจะได้เดินสลับกับนั่งรถเพื่อเข้าสวนและชิมผลผลิตต่างๆทั้งมะพร้าวมะม่วง ขนุน ส้มโอ 

ชุมชนบ้านศาลาดินเป็นหนึ่งในต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการครองชีวิตอย่างมั่งคั่ง ที่ไม่ได้หมายถึง ความร่ำรวย แต่หมายถึงการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรอย่างอนุรักษ์เพื่อให้มีพอส่งต่อให้แก่ลูกหลานในอนาคต  ถ้าคุณมีโอกาส ลองมาสัมผัสชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่นครปฐมในชุมชนบ้านศาลาดินกันนะครับ